ชมคลิป “รังนิค” เสนอปรัชญาใหม่ก่อนถูก “เบ็คเค่นบาวเออร์” หักหน้า

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ในการให้สัมภาษณ์ของ ราล์ฟ รังนิค ผ่านรายการทีวีเมื่อปี 1998 แสดงให้เห็นว่ากุนซือรายนี้คือผู้มาก่อนกาลอย่างแท้จริง แม้แต่ยอดตำนานอย่าง ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ ยังมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

รังนิคถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือรักษาการของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจนกว่าจะจบฤดูกาลนี้ แต่ในการปรากฏตัวผ่านรายการ ZDF Sportstudio เมื่อเดือนธันวาคมปี 1998 เขาได้เสนอแผนการเล่นแบบใหม่ถึงแม้จะขัดแย้งกับแผนยอดฮิตอย่างสวีปเปอร์และวิงแบ็คที่ส่งให้เยอรมนีประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงนั้น

ซึ่งแผนดังกล่าวที่กุนซือวัย 40 ปีในขณะนั้นและกำลังพาทีมอุล์ม 1846 ที่เป็นตัวเต็งหนีตกชั้นให้กลายเป็นจ่าฝูงของบุนเดสลีก้า 2 เลือกที่จะนำเสนอคือการใช้กองหลังสี่คนและยืนคุมโซน

นอกจากนั้นเขายังพูดถึงการเล่นเพรสซิ่งแบบสุดโต่ง ที่กำลังกลายเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน

รังนิค ที่เริ่มงานคุมทีมเมื่อปี 1985 กล่าวกับพิธีกร ไมเคิ่ล สไตน์เบรเคอร์ ว่า “แผนกองหลังสี่คนเกิดขึ้นมีขึ้นเพื่อเอาไว้หยุดเรา เพราะสิ่งที่เราอยากจะเล่นในสนามจริง ๆ คือการไล่เพรสซิ่งแบบสุดโต่ง

“เราอยากที่จะพยายามเล่นเกมรุกและรุมแย่งบอลจากคู่แข่งโดยให้พวกเรามีนักเตะมากกว่าคนที่ครองบอลอย่างน้อยหนึ่งคน และเป็นเรื่องสำคัญมากที่เหล่านักเตะจะต้องเข้าใจโครงสร้างพื้นฐาน ที่ที่พวกเขารู้ว่านักเตะทุกคนจะมีคนคอยระวังหลังอยู่เสมอ”

อดีตกุนซือชาลเก้และแอร์เบ ไลป์ซิกยังอธิบายรายละเอียดถึงแผนการดังกล่าวโดยเฉพาะเกมรับที่ต้องแย่งบอลกลับมาครองให้ได้โดยเร็วที่สุดและดันขึ้นสูงเพื่อดักจับล้ำหน้าว่า “ขั้นแรก เราพยายามล่อคู่ต่อสู้ให้ออกมาเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเราไม่อยากโยนทุกอย่างทิ่งตั้งแต่เริ่ม

“ผมคิดว่าเรามีปัญหาที่เยอรมนีและนั่นเป็นเหตุผลที่มันอาจต้องใช้เวลาในการโน้วน้ามการเล่นฟุตบอลแบบนี้กับทีมทีมหนึ่ง เพราะนักเตะหลายคนถูกฝึกมาคนละแบบ”

อย่างไรก็ตามแผนดังกล่าวกลับได้รับผลตอบรับไม่ดีสักเท่าไหร่ ไม่เว้นแม้แต่ตำนานอย่างเบ็คเค่นบาวเออร์ที่กล่าวว่า “การพูดถึงเรื่องระบบอะไรแบบนี้มันไร้สาระ

“นักเตะคนอื่นสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เมื่อครองบอล นักเตะของเราทำแบบนั้นไม่ได้ แผงกองหลังสี่คนพร้อมกับการยืนคุมโซนหรือตำแหน่งสวีปเปอร์ มันไม่สำคัญเลย กองหลังสี่คนมันอันตรายมาก”

แต่สไตน์เบรเคอร์เข้าใจในสิ่งที่รังนิคต้องการจะสื่อ โดยเขายกให้แผนการดังกล่าวถือเป็นการ “ปฏิวัติ” วงการฟุตบอลในสายตาของเขา

สไตน์เบรเคอร์ ให้สัมภาษณ์กับ The Independent ว่า “ผู้คนกล่าวว่า ‘เขาจะมายืนพูดแบบนี้ไม่ได้’

“ผมคิดว่าพวกเขาหมายความว่า ‘ผมไม่อยากได้ฟุตบอลแบบนี้ให้มาอยู่ในฟุตบอลของผม’

“คุณชนะเกมได้ด้วยทัศนคติ, จิตใจนักสู้ของคุณและไม่เกี่ยวกับแทคติค นั่นเป็นวิธีคิดแบบอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นเรื่องจริง และจนถึงตอนนี้ก็ยังจริงอยู่

“นั่นเป็นสิ่งที่ รอย คีน พูดในทุก ๆ รายการทีวีที่ผมดูและเขาพูดถูก คุณต้องมีบุคลิกที่แข็งแกร่งในสนาม

“แต่คุณยังต้องหวังพึ่งไอเดียในการเล่นฟุตบอล คุณต้องการระบบ คุณต้องการปรัชญาสำหรับสโมสร

“สำหรับโค้ชคนอื่นมันคือแรงบันดาลใจและพวกเขาคือคนที่จะน้อมรับการเปลี่ยนแปลง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นฟุตบอลสมัยใหม่

“ปัจจุบันนี้ใครล่ะคือผู้บัญญัติคำว่าฟุตบอลสมัยใหม่? นั่นเป็นเหตุผลที่เราพูดถึงเขาในตอนนี้”