โคตรทีม! จัดชุด 11 ตัวจริง ‘หงส์-เรือ’ ก่อนฟาดแข้งอาทิตย์นี้

วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (10 พ.ย.) เวลา 23.30 น. ฟุตบอลคู่เด็ดที่สุดในโลก ณ เวลานี้จะลงฟาดแข้งกันในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนับว่าเป็นเกมชี้ชะตาแชมป์ก็ว่าได้

ระหว่าง ลิเวอร์พูล จ่าฝูงลีกสูงสุดของอังกฤษ จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสอง ที่มีคะแนนตามหลังถึง 6 แต้ม

หงส์แดงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยืดสถิติไร้พ่ายในฤดูกาลนี้ออกไปเป็นนัดที่ 12 ส่วนทีมเยือนมาด้วยความหวังที่จะยัดเยียดความปราชัยให้กับหงส์แดงเป็นนัดแรกของฤดูกาล และลดช่องว่างให้ห่างเหลือเพียง 3 แต้ม

แน่นอนว่าขุมกำลังของทั้งสองทีม ยากที่ใครต่อใครจะต้านทาน และได้ชื่อว่าเป็นสองทีมที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ รวมทั้งตัวกุนซือของทั้งสองทีมอย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

เราจริงเลือกชุด 11 ตัวจริงจากทั้งสองทีมมารวมกัน เพื่อสร้าง ‘ซูเปอร์ทีม’ ที่ไม่น่าจะมีวันเกิดขึ้นในเป็นจริงบนหน้ากระดาษ

จะมีใครบ้าง เว็บไซต์ ShotonGoal ได้คัดเลือกมาไว้ให้แล้ว จะถูกใจทุกคนหรือไม่ มาลองดูกัน


ผู้รักษาประตู: เอแดร์ซอน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

เชื่อว่าหลายคนคงประหลาดใจกับตัวเลือกนี้ แต่ถ้าหากดูจากสถิติในฤดูกาลนี้ จะเห็นได้ว่ามือสองชาวบราซิลมีตัวเลขที่ดีกว่า จากการลงสนามในลีก 11 นัด เสีย 10 ประตู และเก็บคลีนชีตส์ได้ถึง 5 นัด ส่วนอลิสซอนของลิเวอร์พูลได้ลงสนามในปีนี้เพียง 4 นัดจากอาการบาดเจ็บ โดยเสียไป 3 ประตูกับเก็บได้อีก 1 คลีนชีต

การเลือกครั้งนี้เราตัดสินจากฟอร์มการเล่น ณ ปัจจุบัน และเราเชื่อว่า เอแดร์ซอน ที่ลงสนามต่อเนื่องกว่า จะทำผลงานได้ดีกว่า


แบ็คขวา: เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

ถึงแม้คู่แข่งอย่าง คายล์ วอล์คเกอร์ จะเป็นตัวจริงให้กับทีมชาติอังกฤษ แต่จากสถิติต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า อเล็กซ์-อาร์โนลด์ ทำผลงานได้ดีกว่าชัดเจนทั้งการการเล่นเกมรุก การสร้างสรรค์โอกาส และการเล่นลูกนิ่ง

แบ็ควัย 21 ปีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำประตู 4 ครั้งจากการลงสนาม 11 นัด คิดเป็น 2.75 นัดต่อการมีส่วน 1 ประตู ส่วนวอล์คเกอร์มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ครั้งจากการลงสนาม 9 นัด คิดเป็น 3 นัดต่อการมีส่วน 1 ประตู

ส่วนเกมรับก็ทำได้ดีกว่า โดยฝ่ายแรกเข้าปะทะ 1.3 ครั้ง/เกม ตัดบอลได้ 1.6 ครั้ง/เกม เคลียร์บอลได้ 2.5 ครั้ง/เกม ส่วนฝ่ายหลังเข้าปะทะ 0.6 ครั้ง/เกม ตัดบอลได้ 0.4 ครั้ง/เกม และเคลียร์บอลได้ 1 ครั้งต่อเกม


เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ: เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (ลิเวอร์พูล)

แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อนี้ติดอยู่ จากสถิติส่วนตัวทั้งรับและรุก รวมถึงการมีชื่ออยู่ในฐานะผู้ท้าชิงบัลลงดอร์ปีล่าสุด ทำให้เขาน่าจะเป็นกองหลังที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้

สถิติที่น่าสนใจ เข้าปะทะ 0.6 ครั้ง/เกม ตัดบอลได้ 1.1 ครั้ง/เกม เคลียร์บอลได้ 4.8 ครั้งต่อเกม ชนะการดวลกลางอากาศ 5.5 ครั้งต่อเกม


เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ: จอห์น สโตน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

หากดูสถานการณ์ปัจจุบันของกองหลังตัวกลางของลิเวอร์พูล แทบจะไม่เหลือใครที่ไว้ใจได้เลยทั้ง โจ โกเมซ หรือ เดยัน ลอฟเรน ส่วนตัวจริงอย่าง โจเอล มาติป ดันได้รับบาดเจ็บจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ทำให้ตำแหน่งนี้ต้องตกมาเป็นของ จอห์น สโตน ไปโดยปริยาย

ส่วนผลงานของเพื่อนร่วมทีมอย่าง นิโกลัส โอตาเมนดี้ ปีนี้ก็ไม่เอาอ่าวเอาเสียเลย ทำได้เพียงแค่เป็นอะไหล่สำรองเท่านั้น


แบ็คซ้าย: แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (ลิเวอร์พูล)

นี่คืออีกตำแหน่งที่ ลิเวอร์พูล ดีกว่าชัดเจน ทั้งการยืนระยะและผลงานในสนาม รวมทั้งแบ็คซ้ายตัวจริงของซิตี้อย่าง โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ยังได้รับบาดเจ็บ ทำให้ตัวสำรองต้องหมุนเวียนกันลงสนามทั้ง เบ็นจาแม็ง เมนดี้ และ ชูเอา กานเซโล่ ซึ่งยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร


กองกลางตัวรับ: ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล)

หากพูดถึงกองกลางตัวรับและตัวเชื่อมเกม นาทีนี้ไม่มีใครดีไปกว่า ฟาบินโญ่ ของหงส์แดง ทั้งสถิติการเข้าปะทะที่ 2.5 ครั้ง/เกม ตัดบอลได้ 1.3 ครั้ง/เกม จ่ายบอลสำเร็จ 86.8 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงจ่ายบอลในจังหวะสำคัญได้ 1.3 ครั้ง/เกม

ส่วนกองกลางตัวรับตัวจริงของเรือใบอย่าง โรดรี้ ดันมาได้รับบาดเจ็บซะก่อน และสำรองอย่าง เฟร์นานดินโญ่ ก็เข้าสู่ช่วงโรยราซะอีก ทำให้ตำแหน่งนี้ตกเป็นของ ‘หมอปลา’ ไปโดยปริยาย


กองกลาง: เควิน เดอ บรอยน์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

คงไม่มีใครเถียงสำหรับกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ถึงขนาดที่แฟนหงส์เองยังอยากได้มาร่วมทีมแทนกัปตันทีมของพวกเขาอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

เขาทำไปแล้ว 2 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ จากการลงสนามในลีก 10 นัด บวกกับสถิติต่าง ๆ มากมายทั้งจ่ายบอลสำเร็จ 83.3 เปอร์เซ็นต์ จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 4 ครั้ง/เกม เลี้ยงผ่าน 1.7 ครั้ง/เกม


กองกลาง: แบร์นาร์โด้ ซิลวา (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

หนึ่งในแข้งเชิงสูงและคลื่นลูกใหม่ของทีมชาติโปรตุเกส ซิลวา ทำไปแล้ว 4 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ ในฤดูกาลนี้ รวมถึงจ่ายบอลสำเร็จถึง 87.8 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงผ่าน 2.3 ครั้ง/เกม และจ่ายบอลจังหวะสำคัญได้ 1.4 ครั้ง/เกม

ทำผลงานได้ดีกว่าทั้ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-เชมเบอร์เลน, เจมส์ มิลเนอร์ และ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม อย่างเห็นได้ชัด


ปีกขวา: โมฮาเม็ด ซาล่าห์ (ลิเวอร์พูล)

หากจะนับเฉพาะตำแหน่งที่ถนัด เราจะไม่รวมแข้งที่ทำผลงานดีกว่าอย่าง ซาดิโอ มาเน่ และเมื่อเทียบกับเรือใบในตำแหน่งเดียวกันอย่าง ริยาด มาห์เรซ ที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอเท่าที่ควร ทำให้เขามีผลงานที่ดีกว่า

จากการลงสนามในลีก 10 นัด เขาซัดไปแล้ว 5 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 1.7 ครั้ง/เกม เลี้ยงผ่าน 1.4 ครั้ง/เกม


ปีกซ้าย: ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

เขาน่าจะเป็นปีกซ้ายที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้ เฉือน ซาดิโอ มาเน่ ไปนิดเดียวเท่านั้น

สเตอร์ลิ่งซัดไปแล้ว 7 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ จ่ายบอลจังหวะสำคัญ 2.2 ครั้ง/เกม เลี้ยงผ่าน 1.9 ครั้ง/เกม

ส่วนมาเน่ทำไป 6 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์ จ่ายจังหวะสำคัญ 1.9 ครั้ง/เกม เลี้ยงผ่าน 1.2 ครั้งต่อเกม


กองหน้า: เซร์คิโอ้ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

แน่นอนว่าหน้าที่หลักของกองหน้าคือการทำประตู และคงไม่มีใครจะจบสกอร์ได้เฉียบคมไปกว่า อเกวโร่ อีกแล้วในยุคนี้ ด้วยสถิติ 173 ประตูในฐานะกองหน้าต่างประเทศ เกือบจะเทียบเท่าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง เธียร์รี่ อองรี ที่ทำไป 175 ประตู

และในฤดูกาลนี้เขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงต่อเนื่อง โดยซัดไป 9 ประตู กับอีก 2 แอสซิสต์จากากรลงสนามเพียง 10 เกม และเผลอ ๆ เจ้าตัวอาจจะทำลายสถิติของอองรีในเกมนัดนี้เลยก็เป็นได้

ส่วน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ แน่นอนว่าเขาคือกุญแจสำคัญในแนวรุกของหงส์แดง โดยหน้าที่หลักของเขาคือคอยทำทางและจ่ายบอลให้กับปีกทั้งสองข้างทำประตู และหากไม่มีเขา หงส์แดงก็คงไม่มีผลงานอย่างทุกวันนี้

แต่เหนือสิ่งอื่นใด กองหน้าต้องทำประตู และจากสถิติของเขาที่ทำไปเพียง 3 ประตูกับอีก 3 แอสซิสต์ ทำให้เราต้องยกตำแหน่งกองหน้าให้กับ ‘กุน’ ที่ทำหน้าที่ของกองหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

by Oliver