สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากแก๊งค์ “หงส์แดง”ฟอร์มแรงกระฉูดในซีซั่นนี้!

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านี่คือฤดูกาลที่พลพรรค”หงส์แดง” ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังสามารถเร่งเครื่องทำแต้มทิ้งห่างรองจ่าฝูงบนตารางไกลลิบตาที่ 14 แต้ม พร้อมอีก 1 เกมในมือ

มาถึงจุดนี้ของซีซั่น ทุกๆเกมที่ลิเวอร์พูลลงไปเหยียบพื้นสนาม ก็เปรียบได้กับอีก 1 ก้าวใหญ่สู่ความสำเร็จที่พวกเขาเฝ้ารอมานานอย่างการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดในยุคสมัยที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อพรีเมียร์ ลีก

แต่จะชะล่าใจซะทีเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะหากมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นนับจากนี้ อย่างการสะดุดแบบรัวๆในช่วงที่โปรแกรมแชมเปี้ยนส์ ลีกเข้ามามีผลต่อความเหนื่อยล้า ทัพหงส์แดงก็อาจจะขึ้นชื่อได้ว่าทำแชมป์หลุดมือด้วยแต้มห่างเป็นกระบุงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยก็เป็นได้ ถึงแม้โอกาสจะน้อยนิดแต่ตามทฤษฏีแล้วก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

และไม่เพียงแต่มันจะสร้างความเจ็บช้ำเข้าไปลึกถึงก้นหัวใจสาวกเดอะ ค็อปป์เท่านั้น แต่มันจะดึงฝันร้ายในครั้งล่าสุดที่พวกเขาแพ้ภัยตัวเองทำแชมป์หลุดมือไปอย่างน่าเจ็บใจ อย่างโมเม้นท์ที่สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลื่นล้มในเกมกับเชลซีเมื่อปี 2014 จนเป็นการหยิบยื่นถ้วยลีคสูงสุดไปไว้บนมือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เสียอย่างนั้น

และสิ่งที่สำคัญที่สุดในปีนี้ คือโอกาสที่พวกเขาจะได้ปัดเป่าเอาฝันร้ายในอดีตทั้งหมดทั้งมวลออกไปจากใจ เพราะลองสมมุติว่าลิเวอร์พูลสามารถจบอันดับที่การเข้าวินคว้าแชมป์ นี่อาจจะเป็นการปลุกสโมสรให้ตื่นขึ้นมาครองความเป็นหนึ่งในวงการฟุตบอลอังกฤษและกลับสู่ยุครุ่งเรื่องอีกครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นอะไรที่พวกเขาอดทนรอมานานร่วม 3 ทศวรรษเลยทีเดียว

ซึ่งไม่ว่าลิเวอร์พูลจะมีฟอร์มการเล่นออกมาแบบไหนก็ตามนับจากนี้จนจบซีซั่น ฤดูกาล 2019-20 ของพวกเขาก็จะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไปอีกยาวนานเป็นแน่ อยู่ที่ว่าคนจะจดจำมันไปในทางที่ดีหรือทางที่แย่เท่านั้นเอง

5.”เวอร์จิล ฟาน ไดจ์คและอลิสซอนคือความคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์”

สองคนคีแมนย์ในเกมรับอย่าง อลิสซอนและเวอร์จิล ฟาน ไดค์ต่างพิสูจน์ให้เห็นถึงความสม่ำเสมอยามลงเล่น จนกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลิเวอร์พูลที่มีสถิติเกมรับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฤดูกาลนี้

คนหนึ่งเลยได้ว่าเป็นกองหลังเบอร์ 1 ของโลก ส่วนอีกคนก็เป็นผู้รักษาประตูเบอร์ต้นๆของโลก ซึ่งนอกจากเกมรับแล้ว แนวรับชาวเนเธอร์แลนด์ยังส่งบอลซุกก้นตาข่ายไปแล้ว 3 ครั้งด้วยกันในฤดูกาลนี้ เพราะอย่างนั้นเอง คงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าคู่หู ดัตช์-แซมบ้า คู่นี้ได้ใช้ประสิทธิภาพที่พวกเขามีตอบแทนเงินค่าตัวทั้งหมดกลับสู่สโมสรแล้ว ส่วนเรื่องที่น่ายินดีแทนสาวกหงส์แดงก็คือพวกเขาทั้งคู่ยังมีอนาคตที่ตั้งใจจะปักหลักในถิ่นแอนฟิลด์นี้เพื่อล่าความสำเร็จต่อไปอีกนาน

ซึ่งในอีกมุมหนึ่ง เชื่อได้เลยว่าทั้งคู่นั้นจะอยู่คอยก่อเกราะป้องกันที่สร้างความสั่นผวาให้แก่คู่แข่งของลิเวอร์พูลในอีกหลายปีถัดจากนี้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า”การบุกนำไปสู่ชัยชนะ แต่เกมรับต่างหากที่นำไปสู่โทรฟี่”

ยิ่งกับช่วงขาขึ้นที่มาอย่างพร้อมเพรียงกันระหว่างทั้งสองคน คงไม่ได้มีเพียงแค่แชมป์พรีเมียร์ ลีกในปีนี้หรอกที่พวกเขากำลังเดินเข้าไปสัมผัส หากแต่ทั้งอลิสซอนและฟาน ไดจ์คยังพร้อมครองอำนาจในโลกฟุตบอลนี้ต่อไปอีกสักพักใหญ่เลยทีเดียว

4. “เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กำลังทำให้มิดฟิลด์ต้องอายกันเป็นแถบๆ”

ต้องบอกก่อนเลยว่าตำแหน่งฟูลแบ็ค คืออีกหนึ่งหัวใจหลักของฟุตบอลสมัยใหม่ ซึ่งต่างไปจากบอลในยุคก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ด้วยหน้าที่ของฟูลแบ็คที่จะต้องรับผิดชอบช่วยเหลือทีมยามป้องกันและเติมขึ้นหน้าช่วยเพื่อนทำเกมรุก หากขาพวกเขามีแรงไหว

แน่นอนหน้าที่นี้มันยากเย็นตอนต้องลงไปทำ กว่าการมานั่งวิเคราะห์หน้าที่ของคนอื่นจริงๆ และก็มีผู้เล่นจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถรักษาสมดุลที่ดีรับระหว่างคำว่าป้องกันและโจมตีในบทบาทที่เรียกฟูลแบ็ค

และโชคดีเหลือเกินที่ลิเวอร์พูลมีผู้เล่นจำพวกนั้นอยู่ในทีม ซึ่งไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่มีถึงสอง โดยชื่อของเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์และแอนดรูว โรเบิร์ตสันคือสองคนที่คอยรับผิดชอบในตำแหน่งดังกล่าวอยู่

เมื่อผนึกกำลังกันแล้ว ต้องรับว่าทั้งสองคนได้มาพลิกโฉมคำว่าฟูลแบ็คในฟุตบอลสมัยใหม่ให้ดูโดดเด่นขึ้นมาทันที ซึ่งไม่ใช่แค่จัดการซัพพอร์ทเกมรับเท่านั้น ทั้งคู่ยังนำเอาภัยอันตรายไปสู่แดนหลังของแข่งด้วยเช่นกัน ในเวลาที่ต้องบุกขึ้นไปช่วย

ในฤดูกาลนี้ ทั้งสองคนมีส่วนร่วมกับการได้ประตูของลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ ลีกทั้งหมด 17 หน รวมยิงและแอสซิสต์ ที่จะเป็นเครื่องการันตีความสุดยอดของทั้งคู่ หรือให้เทียบกันเพื่อเข้าใจง่าย ทั้งอารอน วาน บิสซาก้า, ลุค ชอว์ ,และแบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ต่างมีผลงานรวมกันที่ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ให้กับแมนฯยูไนเต็ดในซีซั่นนี้เท่านั้น

ทั้งอาร์โนลด์และโรเบิร์ตสัน ยังมีเวลาให้ได้พัฒนาต่อไปจากนี้อีกเยอะ ในการสร้างสรรค์เกมในสนามให้กับลิเวอร์พูล จนหลายครั้งหลายหนที่เราเห็นทั้งคู่แทบจะเรียกได้ว่าทำหน้าที่แทนเหล่ากองกลางอยู่แล้ว ซึ่งจากระยะสายตาตอนนี้ พวกเขาแทบไม่มีข้อบกพร่องใหญ่อะไรต้องแก้เลย และยิ่งกับการที่ได้มีสามประสานในแดนบนอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์,ซาดิโอ มาเน่,และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่คอยเปลี่ยนการสร้างสรรค์จกาพวกเขาให้เป็นประตูแล้วละก็ ดูเหมือนคู่หูคู่นี้จะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ

3.”โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการปิดทองหลังพระ”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลีกสูงสุดของอังกฤษได้มีสามประสานแนวรุกสุดเฉียบขาดให้เราได้ชื่นชมกันมาตลอด จากอาวุธทำลายของปีศาจแดงอย่างเวย์น รูนี่ย์,คริสเตียโน่ โรนัลโด้,และคาร์ลอส เตเบซ จนมาถึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด,เฟร์นานโด ตอร์เรสและเดิร์ค เคาท์ ที่ได้สร้างคอนเนคชั่นเจ๋งๆให้เห็นอยู่เป็นประจำ

แต่ในยุคนี้ รวมถึงต่อจากนี้ไปอีกหลายปี มีเพียงทรีโอแก๊งค์นี้แก๊งค์เดียวเท่านั้นที่จะถูกยกย่องซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จบ เป็นใครไม่ได้นอกจาก ซาดิโอ มาเน่,โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์

อย่างไรก็ตาม ความสุดยอดเกินคำบรรยายของซาล่าห์และมาเน่นั้นได้ถูกกล่าวถึงและยกย่องกันจนชินหู ซึ่งเหลือเพียงฟีร์มิโน่เท่านั้นที่บ่อยครั้งมักถูกมองข้ามและตีค่าความสำคัญน้อยไปเสียหน่อย แข้งชาวบราซิลเลี่ยนอาจจะไม่ได้ซัดประตูให้ทีมได้เป็นกอบเป็นกำ เหมือนเพื่อนของเขาทั้งสองคน แต่เขาก็มีผลงานอันยอดเยี่ยมแถมยังสม่ำเสมอ และด้วยประตูชัยที่เขาทำได้ในเกมบุกเฉือนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สก็คงช่วยพิสูจน์ความสำคัญของเขาที่มีต่อสโมสรเพิ่มมาได้อีกพอสมควรเลย

หากลองสังเกตดีๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่อดีตสตาร์จากฮอฟเฟ่นไฮม์นำมาสู่ลิเวอร์พูลนั่นคือ “พลังงานและทุ่มเทแบบไม่มีหมดเพื่อให้ทีมได้มาซึ่งชัยชนะ” และอีกหนึ่งความเจ๋งที่เขามี ก็คือความจริงที่ว่า เขาไม่ได้สนใจเลยหากจะไม่ได้รับคำยกย่องหรือเทิดทูนความสำคัญส่วนบุคคล มีเพียงความสำเร็จของทีมเท่านั้นที่เขาโฟกัสอยู่แบบไม่ละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

ดาวเตะวัย 28 ปี ไม่เคยเข้าใกล้รางวัลบัลลงดอร์หรืออะไรทำนองนั้นเลย แต่หากเป็นคนในวงการด้วยกันเองจะรู้ดี ว่าฟีร์มิโน่มีการวางตัวและผลงานที่คงเส้นคงวามากขนาดไหน เหมือนที่แกร์รี่ เนวิลล์ เคยกล่าวว่า “ไม่ว่าผู้จัดการคนไหนในโลกก็ต้องยากร่วมงานกับเขาทั้งนั้นแหละ!” และยิ่งบวกกับฟอร์มอันร้อนแรงของเจ้าตัวไปแล้วด้วย ก็คงจะยากเข้าไปอีกที่จะไม่เห็นด้วยกับประโยคของเนวิลล์ ซึ่งทางหากลิเวอร์พูลสามารถปิดฉากการรอคอย 30 ปีลง ด้วยการซิวแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฟีร์มิโน่จะกลายเป็นหนึ่งในผู้ปิดทองหลังพระ ให้แก่ความสำเร็จของสโมสรในครั้งนี้ โดยที่คุณอาจจะเผลอมองข้ามความอัจริยะของตัวรุกฟันสวยรายนี้ไปก็เป็นได้

2. “อย่าด่วนตัดสินพ่อหนุ่มข้งเบ้งจากแดนขี้เมา”

เยอร์เก้น คล็อปป์ก้าวเท้าเข้ามาสู่แถบเมอร์ซี่ไซด์ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 พร้อมหัวข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป การที่ชายคนหนึ่งสามารถสร้างชื่อในเยอรมันกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์จนที่เป็นที่รู้จัก หลายคนย่อมมีความสงสัยซ่อนในใจว่าเขาจะสามารถมาสร้างความวิเศษในอังกฤษกับสโมสรอย่างลิเวอร์พูลได้จริงๆหรอ

ยิ่งไปกว่านั้นแฟนๆลิเวอร์พูลยังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าคล็อปป์จะสามารถนำเอาฟุตบอลสไตล์ ไฮ-เพรสซิ่งที่เขาถนัดมาใช้กับยอดทีมแห่งเมอร์ซี่ไซด์ได้หรือเปล่า? และอย่างที่รู้กัน ไม่ถึง 5 ปีต่อมา แทบไม่ต้องพูดเลยว่าคำตอบของทั้งสองข้อสงสัยก็คือ “ได้” คล็อปป์สามารถร่ายมนต์ของเขาอีกครั้งกับลิเวอร์พูล และกล้าพูดเลยว่าเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยทำไว้ไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่บางทีสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญ ที่คล็อปป์นำมาสู่ทีมลิเวอร์พูลชุดนี้กลับไม่ใช่เรื่องเชิงกายภาพและเป็นจิตวทยาต่างหากที่เข้ามาสร้างความแตกต่าง ตลอดช่วงเวลาที่เข้ามาบัญชาการในฝูงหงส์ คล็อปป์ได้เปลี่ยนความคิดของทีมให้เป็นทัศนคติแห่งชัยชนะ ที่ฝั่งลึกอยู่ในหัวของทุกคนที่ลิเวอร์พูล

จุดสังเกตใหญ่ที่แบ่งแยกระหว่างลิเวอร์พูลชุดนี้กับชุดก่อน นั่นคือ พวกเขามักหาทางออกที่จะไปสู่ชัยชนะได้อยู่เสมอ ซึ่งแม้ว่าโชคชะตาจะเหมือนอยู่ข้างพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่าพวกเขาไม่สมควรคว้าชัยชนะที่ผ่านมาเหล่านั้น พร้อมบททดสอบต่อไปในวันอาทิตย์นี้ ที่คล็อปป์จะต้องงัดกึ๋นอันสุดยอดออกมาเพื่อฝ่าด่านลูกทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่กำลังคึกครื้นไปให้ได้

1.”นี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นแห่งอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับลิเวอร์พูล”

ขึ้นชื่อว่าแชมป์ยุโรป 6 สมัย , ลิเวอร์พูลคือหนึ่งในสโมสรที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลกสโมสรหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จภายในประเทศกลับเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากพวกเขาไปในตลอด 3 ทศวรรษนี้ แต่จากจุดนี้เอง ดูเหมือนว่า คล็อปป์และเดอะ แก๊งค์หงส์แดงของเขาจะพร้อมลบอาถรรพ์แห่งความเจ็บปวดนี้ลง ด้วยการเอามือไปสัมผัสโทรฟี่พรีเมียร์ ลีกในเดือนพฤษภาคมนี้

ลิเวอร์พูลที่ลอยลำจะครองแชมป์ลีกไปแบบสบายใจเฉิบ อีกทั้งยังอยู่ในเส้นทางลุ้นป้องกันแชมป์ยุโรปอีกต่างหาก นี่อาจจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้เลยว่า มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคสมัยที่เครื่องจักรสีแดงนั้นกลับมาทำงานอีกครั้ง โดยมี กุนซือเมืองเบียร์เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการหล่อเลี้ยงเครื่องจักรให้เดินหน้าได้อย่างไม่มีหยุดพัก

และสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดกับการที่ได้เห็นลิเวอร์พูลพาเหรดสู่ความสำเร็จนั่นคือ สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ การเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทนผู้ชมแบบที่หลายๆคนฝันให้ทีมรักของพวกเขาเป็น ซึ่งหากลุกทีมของคล็อปป์สามารถไปถึงฝั่งฝันด้วยการเป็นจ่าฝูงของตาราง แม้แต่คู่ปรับที่จะเกลียดจงชักพวกเขาโดยตรง ยังไม่สามารถปฎิเสธเลยว่ามันเป็นการคว้าแชมป์ที่ไม่คู่ควร

แฟนๆรู้ดีว่าพวกเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไร .. การทำลายกำแพงที่กั้นลิเวอร์พูลออกจากความสำเร็จ แต่ต้องอย่าลืมว่านั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องไปให้ถึง มันยังมีอะไรที่ยิ่งกว่าการเป็นผู้ครอบครองแชมป์พรีเมียร์ ลีก เช่นการเป็นมหาอำนาจแห่งลูกหนังโลกไปอีกพักใหญ่ๆ เพราะต่อจากนี้ยันซีซั่นปิดฉาก ศัตรูของลิเวอร์พูลจะเหลือเพียงแค่ตัวพวกเขาเองเท่านั้น

ในช่วงที่ซีซั่นกำลังเดินทางสู่ช่วงท้ายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หงส์แดงจะต้องหาทางที่จะตั้งสติและไม่ปล่อยให้เรื่องราวในอดีตหวนมาทำร้าย… เวลาเท่านั้นที่จะสามารถบอกได้ว่าลิเวอร์พูลจะไปถึงแชมป์ได้หรือไม่เมื่อซีซั่นปิดฉากลง แต่อย่างน้อยเส้นทางของพวกเขาก็ได้สะกดคนทั้งโลกให้จับจ้องอยู่กับการเดินทางอันแสนวิเศษของพวกเขาไปจนถึงวันจบซีซั่นนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว