5 เหตุผลที่ “ผีแดง” ควรใว้ใจให้ “โซลชา” คุมทีมระยะยาว

แม้ว่าการมาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ จะทำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดีขึ้นมากแค่ไหน แต่นั่นมันเป็นเพียงการรับหน้าที่ชั่วคราว ซึ่งเราได้รวบรวมเหตุผลที่ ทีมปีศาจแดง ควรตัดสินใจให้กุนซือรายนี้คุมทีมต่อมีอะไรบ้างไปชมกันเลย

 

5. ความเป็นเป็นผีแดงตั้งแต่รากฐาน

 

 

แน่นอนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เต็มไปด้วยเรื่องราวมาอย่างยาวนาน และครั้งหนึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หรือที่แฟนๆ เรียกเขาว่า “เพชรฆาตหน้าทารก” ก็ได้สร้างความทรงจำที่แฟนๆ ปีศาจแดง ไม่อาจลืมได้เลยนั่นก็คือคือเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 1998/99 ที่เจ้าตัวถูกส่งลงมาซัดประตูชัยได้ในวินาทีสุดท้ายพาทีมเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสกอร์ 2-1 และทำให้ทีมของเขาคว้าแชมป์ในปีนั้นได้สำเร็จ นอกจากนั้นอดีตหัวหอกรายนี้ยังเป็นอีกคนที่อยู่คู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และทำให้ทีมคว้าพรีเมียร์ ลีก มาแล้วกว่า 6 สมัย ด้วยประสบการณ์การค้าแข้งที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อย่างยาวนานถึง 11 ปี นั้นทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้มาคุมทีมชุด U23

ด้วยการที่เขาเคยเป็นทั้งผู้เล่นและเคยทำงานให้กับสโมสร ทำให้เขาเรียนรู้รูปแบบการจัดการทีมรวมถึงเทคนิคต่างๆ จาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือคนสำคัญของทีม มาอย่างมากมาย และด้วยเหตุนี้ก็ไม่แปลกเลยว่าเขานั่นรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอย่างดี

 

4.ผู้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสโมสร

 

 

 

ย้อนไปสมัยที่ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีมอยู่เรามักจะเห็นบุคลิกสวนตัวของเขาที่เต็มไปด้วยความดุดันถ่ายทอดผ่านการสัมภาษณ์ผ่านสื่อ และไหนจะข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขาและนักเตะ รวมไปถึงผลงานการคุมทีมของเขาที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าที่ควร และสิ่งที่กล่าวมาแน่นอนทำให้แฟนๆ ผีแดง บางส่วนอาจรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่นัก

พอมาถึงยุคปัจจุบันที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มารับหน้าที่แทนเรียกได้ว่าสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมันเป็นตรงกันข้ามกันทั้งท่าทีการให้สัมภาษณ์อย่างใจเย็น ทั้งการให้สัมภาษณ์ของนักเตะในทีมที่ออกมาเป็นทางที่ดีทุกคนยอมรับในตัวเขาและไม่มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาต่อกัน และแน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งก็คือผลงานของทีมที่ออกมาดีโดยสถิติชนะรวด 8 นัดและเสมอ 1 นัด คือหลักฐานที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเขาสามารถเรียกความน่ากลัวให้กับ ปีศาจแดง ให้กลับมาได้สำเร็จ

 

3.ผู้เล่นได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่

 

 

การดึงความสามารถของนักเตะคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งที่โค้ชทุกคนควรมี และ กุนซือชาวนอร์เวย์คนนี้ ก็สามารถดึงความสามารถนักเตะออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยเราจะสังเกตุได้ถึงความแตกต่างในฟอร์มการเล่นของทีมโดยเฉพาะแนวรุกที่มีการจับ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ดีกรีแชมป์โลก มาลงสนามเป็นตัวสำคัญของทีม ซึ่งก่อนหน้านี้เขามีโอกาสลงสนามไม่เยอะเท่าไหร่ในสมัยที่ มูรินโญ่ คุมทีม โดยเราก็เถียงไม่ได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันออกมาดี แต่เขาไม่ได้มีดีแค่ดึงความสามารถของนักเตะเกมรุกเท่านั้น ในด้านแนวรับของทีมก็อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจเช่นกันโดย 9 นัดที่ผ่านมาเขาเสียไป 7 ประตูและที่สำคัญเขายังไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้เลยสักครั้ง

 

2.ฝีมือการคุมทีม

 

 

แม้ว่าช่วง 5 นัดแรกในการคุมทีมของเขาอาจจะดูไม่ใช่เรื่องยากหากจะคว้าชัยชนะ แต่เขาก็ผ่านบททดสอบสำคัญมาได้ด้วยการเอาชนะสเปอร์สได้สำเร็จ และตอกย้ำด้วยการเขี่ย อาร์เซน่อล ตกรอบใน เอฟเอ คัพ รอบที่ 4 ซึ่งก็น่าจะพอยืนยันได้ดีว่าทักษะการคุมทีมของเขาดีแค่ไหนเพราะเขาสามารถพาทีมคว้าชัยเหนือ โปเช็ตติโน่ และ เอเมรี่ มาแล้ว

แน่นอนทุกๆ คนอาจทราบอยู่แล้วว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ คือคนที่แฟนผีส่วนหนึ่งอยากให้มาคุมทีมรักของพวกเขาเพราะฝีไม้ลายมือของเขาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีรวมถึงความเข้าใจเกมในพรีเมียร์ ลีกของเขาก็ดีอีกด้วย แต่การที่ โซลชา พาทีมเอาชนะสเปอร์สนั่นก็สามารถบอกได้เลยว่า ฝีมือการคุมทีมของกุนซือชาวนอร์เวย์คนนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะเขาสามารถเอาชนะ ไก่เดือยทอง ได้ด้วยการเน้นเกมรับและสวนกลับด้วยเกมรุกที่รวดเร็ว ซึ่งเป็นของถนัดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน

ผลงานที่ผ่านมาของเขานั่นสามารถบอกได้เป็นอย่างดีว่านายใหญ่คนปัจจุบันของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความเข้าใจกับเกมและมีแผนรับมือกับแต่ละทีมได้ได้ดีแค่ไหน

 

1.สไตล์การเล่นของทีม

 

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตั้งแต่ที่ โอเล่ กุนนาร์ โชลซา มารับหน้าที่คุมทีมสไตล์การเล่นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นได้กลับมา ด้วยการเน้นเกมบุกเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้ ซึ่งการเล่นแบบนี้ได้สร้างความถูกอกถูกใจให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ได้เพียงแต่เรียกความสนุกในการดูบอลกลับมาเท่านั้น เพราะผลงานเขาก็ดีด้วยเช่นกัน โดยเขาเป็นผู้พาทีมทำประตูได้ถึง 5 ลูก ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ในเกมประเดิมการคุมทีมของเขาที่บุกไปเอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ 5-1

และอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า นายใหญ่ชาวนอร์เวย์คนนี้ นั้นได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของทีมให้เน้นไปที่เกมรุก ก็คือคำพูดของนักเตะในทีม

“ผมสามารถเล่นที่บริเวณจุดโทษได้ ปอล ป็อกบา สามารถพาบอลขึ้นไปได้ แอชลี่ย์ ยัง และ ลุค ชอว์ ได้รับอนุญาติที่จะพาบอลไปที่แดนคู่ต่อสู้”

“ตอนนี้ผมได้รับอนุญาติให้พาบอลเข้ากรอบหลังจากที่เล่นเกมรับ หรือแม้แต่ มาติช ก็สามารถลองยิงไกลได้”

“ผู้เล่นแนวรุกรู้สึกได้ถึงความอิสระในการเล่น” อันเดร์ เอร์เรร่า กล่าว