เปิดศึก! “จิ้งจอกสยาม”ชุดแชมป์ VS ชุดปัจจุบัน ใครเก่งกว่ากัน!?

ต้องยอมรับว่าในพรีเมียร์ฤดูกาลนี้ หนึ่งทีมที่สร้างเซอร์ไพรซ์ได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น”จิ้งจอกสยาม” เลสเตอร์ ซิตี้ที่ฟอร์มแรงเกินหน้าเกินตาทีมท็อป 6 หลายทีม จนเล่นเอา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและสเปอร์สต้องอายกันเลยทีเดียว

ว่าแต่..หากเทียบกันแล้ว ลูกทีมของเบรนแดน รอดเจอร์สนั้นมีศักยภาพแซงหน้าชุดแชมป์ของเคลาดิโอ รานิเอรี่แล้วหรือยัง?

Related image

โดยสุดสัปดาห์นี้พวกเขามีโปรแกรมเปิดบ้าน ลุ้นล้มอาร์เซน่อลที่ฟอร์มตกแบบสุดๆ เพื่อยึดตำแหน่งท็อปโฟร์เอาไว้ต่อไปทั้งเลสเตอร์และอาร์เซน่อล จบสองอันดับแรกบนตารางพรีเมียร์ ลีกเมื่อปี 2015-16 และในปีนี้ก็

เป็นอีกครั้งที่จิ้งจองสยามถืออันดับเหนือกว่า ปัจจุบันรั้งอันดับ 3 ทิ้งเดอะ กันเนอร์สในอันดับ 5 อยู่ 6 คะแนนด้วยกันที่เซอร์ไพรซ์ก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้ในปีนี้สามารถทำแต้มได้มากกว่าปีที่พวกเขาเข้าวินคว้าแชมป์เสียอีก หากนับจำนวนนัดถึง ณ ขณะนี้

และนี่คือสถิติต่างๆหากเรานำเอาเลสเตอร์ ซิตี้ของเบรนแดน รอดเจอร์สในปีนี้และเคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่มีอัตราต่อรองแทง 1 จ่าย 5000 มาเปรียบเทียบกัน ..

เลสเตอร์ ซิตี้ 2015/16 vs เลสเตอร์ ซิตี้ 2019/20

ทีมดังจากอีสต์มิดแลนด์สจอดอยู่อันดับที่ 3 เช่นกันในช่วงเวลานี้เมื่อฤดูกาล 2015/16 หากแต่ รอดเจอร์สโกยแต้มได้มากกว่า 1 คะแนน อีกทั้งประตูได้เสียก็ยังทำได้ดีกว่ามากเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าความร้อนแรงนี้นั้นมีส่วนสำคัญมาจากเกมที่พวกเขาไล่ถล่มเซาท์แธมป์ตันยับ 9-0 นั่นเอง

ไม่เพียงแค่นั้น จิ้งจอกฝูงนี้ยังช่วยกันตะบันประตูในลีกซีซั่นนี้ไปแล้วถึง 27 ประตู เกมรับก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียเพียง 8 ประตู ส่งผลให้พวกเขามีสถิติสุดหรูอย่างเกมรับที่ดีที่สุดร่วมกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอีกด้วย เทียบกับในปีที่พวกเขาได้แชมป์ เลสเตอร์ซัดไปถึง 23 ประตู แต่เสียมากถึง 19 ลูก มากที่สุดในบรรดาทีมครึ่งตารางบน ณ ตอนนั้น

แต่แน่นอนหากจะพูดถึงคำว่าลุ้นแชมป์ นอกจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเป็นผู้กดดันจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูลแล้ว ช่องว่างระหว่างเลสเตอร์กับทัพหงส์แดงคือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

4 ปีที่แล้วพวกเขามีแต้มห่างจากจ่าฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้และอาร์เซน่อลเพียงแค่ 3 คะแนนเท่านั้น ต่างจากในปีนี้อย่างสิ้นเชิงที่จิ้งจอกสยามถูกลิเวอร์พูลบนหัวตารางทิ้งไปแล้วถึง 8 แต้มตั้งแต่ยังไม่เข้าช่วงบ็อกซิ่งเดย์

Image result for leicester city 2019

น่าเสียดายที่ฟอร์มอันยากจะหยุดของลิเวอร์พูล และการไล่ล่าป้องกันแชมป์ของแมนฯซิตี้ อาจทำให้ฤดูกาลที่น่าตื้นเต้นของเลสเตอร์นั้นเป็นเพียงแค่ความหวือหวาเท่านั้น

แต่แม้สุดท้ายแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้ทำให้โลกตะลึงได้เหมือนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่อย่างน้อยหากเลสเตอร์ยังสามารถรักษาความคงเส้นคงวาเอาไว้ได้ ปีหน้าพวกเขาก็ยังจะมีตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีกกำไว้อยู่ในมือตามเป้าหมายที่สโมสรได้วางไว้

มาถึงผู้เล่นที่เป็นความหวังของทีมอย่างเจมี่ วาร์ดี้ กันบ้าง หัวหอกชาวอังกฤษยังมีลุ้นแก้ตัวเพื่อซิวรางวัลส่วนตัวอย่างโกลเด้น บู๊ทที่เขาพลาดไปเพียง 1 ประตูเท่านั้นเมื่อปี 2015/16 โดยปัจจุบัน

วาร์ดี้นำเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ ลีกที่ 10 มากกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว 1 ลูกในช่วงเวลาเดียวกันปฎิเสธไม่ได้ว่าวาร์ดี้คือกุญแจหลักของทีมทั้งสองชุดอย่างแท้จริง แม้ว่าสไตล์การเล่นของทีมในสองช่วงเวลาดังกล่าวจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

Related image

สไตล์การเล่น!

เมื่อโปรแกรมลีกเดินทางมาถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน ลูกทีมของรานิเอรี่เก็บได้เพียง 1 คลีนชีทเท่านั้น อีกทั้งยังมีการทำตามสัญญาด้วยการพานักเตะไปเลี้ยงพิซซ่า หลังทีมไม่เสียประตูนัดแรกในพรีเมียร์ลีก ของเกมที่เปิดบ้านเฉือนชนะ คริสตัล พาเลซ 1-0

ซึ่งระหว่างนั้นกุนซือชาวอิตาลีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ค่อยๆปรับแก้ปัญหาเกมรับของเดอะ ฟ็อกซ์จนสามารถประกาศให้โลกรู้ว่าปีนี้คือปีที่พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ลีกอย่างเต็มตัว และเกมสวนกลับของเลสเตอร์ก็เป็นไม้เด็ดที่ทำให้พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

มากกว่า 20 เปอร์เซนต์จากการออกบอลทั้งหมดของเลสเตอร์ ล้วนแต่เป็นการออกบอลยาวทั้งสิ้น เดอะ ฟ็อกซ์ใช้การโจมตีจากการโยนยาวให้เจมี่ วาร์ดี้และริยาร์ด มาเรซ ใช้ความเร็วสูงวิ่งฉีกแนวรับคู่แข่งจนขาดกระจุย

Related image

มาถึงในปีนี้ หลายๆสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ผู้เล่นก็สับเปลี่ยนหมุนกันเข้ามา แต่ที่เราเห็นได้ชัดคือแนวทางการขึ้นเกมของจิ้งจอกสยามจากบอลไดเร็คสวนกลับ กลายเป็นความสามารถในการครองเกม และรอจังหวะเหมาะเจาะเพื่อสร้างสรรค์โอกาสให้เหล่าตัวรุกได้ทำหน้าที่ กับเกมรับก็ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น ส่วนเปอร์เซนต์การโยนยาวที่ค่อนข้างดูเสี่ยงก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 10.4 % เท่านั้น

จากตางรางด้านบนจะเห็นได้ชัดว่าลูกทีมของรอดเจอร์ส สามารถครอบครองบอลในสนามได้และผ่านบอลได้มากกว่าของรานิเอรี่อย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงต้องยกเครดิตในความแข็งแกร่งนี้ให้แก่เหล่านักเตะที่คอยปั้นเกมอย่าง เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์,ยูริ ติเลมองส์,และอโยเซ่ เปเรซ ในขณะที่ฟูลแบ็คทั้งสองข้างอย่างเบน ชิลเวลล์และริคาร์โด้ เปเรร่าก็ได้รับอิสระในการช่วยทำเกมรุกเข้าใส่คู่แข่ง โดยมีวิลเฟรด เอ็นดีดี้ที่คอยการันตีความปลอดภัยในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลด์บอล หน้าที่เดียวกันกับสมัยที่เอ็นโกโล่ ก็องเต้เคยเล่น

สรุปว่าเลสเตอร์ในวันนี้ดีกว่าปีที่พวกเขาไปไกลถึงแชมป์แล้วหรือยัง? ก็คงไม่มีใครฝันธงได้อย่างเด็ดขาด ฤดูกาลนี้ยังเดินมาไม่ถึงครึ่งทาง ลูกทีมของรอดเจอร์สก็ยังคงมีอีกหลายจุดให้กลับไปปรับแก้และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพวกเขาสามารถรับมือการความกดดันสูงในช่วงหน้าหนาวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนกับที่รานิเอรี่เคยฝ่าอุปสรรคมา

เลสเตอร์ออกสตาร์ทซีซั่นได้ด้วยการส่งสัญญาณเตือนทุกทีมว่าพวกเขาได้ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น รอดเจอร์สกำลังบอกกับเราว่าให้ระวังจิ้งจอกตัวนี้ไว้ให้ดี เพราะพวกเขาคือความอันตรายที่พร้อมจะกลับมาเป็นทีมในโซนหัวตารางของพรีเมียร์ ลีกอีกครั้ง..

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจของพวกเขา เพราะบททดสอบอันมหาโหดที่สุดที่ทีมชุด 2015/16 เคยเผชิญกำลังจะมาเยือนพวกเขาในไม่ช้านี้แล้ว….