ย้อนรอยปาฏิหาริย์อิสตันบูล แชมป์ยุโรปครั้งล่าสุดของหงส์แดง

ลิเวอร์พูล กำลังจะเล่นเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018/19 กับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ที่สนามวั่นต๋า เมโทรโปลิตาโน่ในกรุงมาดริด เราจะมาย้อนดูแชมป์ครั้งล่าสุดของลิเวอร์พูลกันว่าเกิดขึ้นในปีไหนและมีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง

ในฤดูกาล 2004/05 คงไม่มีใครคาดคิดว่า ลิเวอร์พูล จะคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้หลังโดน เอซี มิลาน นำไปก่อนในครึ่งแรกถึง 3-0 แต่พวกเขาทำได้ ลิเวอร์พูล สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ

.ในรอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล เข้ารอบมาด้วยอันดับที่ 2 โดยมี 10 คะแนนเท่ากับโอลิมเปียกอสสแต่มีเฮด ทู เฮด ที่ดีกว่าส่วนจ่าฝูงเป็นโมนาโกที่มี 12 คะแนน หลังจากผ่านรอบแบ่งกลุ่ม ลิเวอร์พูล เข้ามาเจอกับเลเวอร์คูเซ่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายพวกเขาเอาชนะด้วยสกอร์ 3-1 ทั้ง 2 เกมที่เจอกันทำให้ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 6-2

จากนั้นลิเวอร์พูลผ่านเข้ามาเจอกับ ยูเวนตุส ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเกมแรกพวกเขาเอาชนะได้ 2-1 ที่แอนฟิลด์จากการทำประตูของ ซาที่ ฮูเปีย และ หลุยส์ การ์เซีย ส่วน ยูเว่ ได้จาก ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก่อนจะเสมอกัน 0-0 ในเกมที่ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 2-1

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบมาเจอกับ เชลซี คู่ปรับตัวฉกาจในแชมเปี้ยนส์ลีกในขณะนั้น เกมแรกเสมอกัน 0-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ต้องมาเล่นกันต่อในเกมที่ 2 ที่แอนฟิลด์และเป็น ลิเวอร์พูล ที่เอาชนะ เชลซี ไปได้ 1-0 จากประตูที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของ หลุยส์ การ์เซีย หลัง วิลเลี่ยม กัลลาส เป็นคนสกัดออกจากเส้นแต่ผู้ตัดสินได้ยืนยันว่าให้เป็นประตูและจนถึงทุกวันนี้ โจเซ่ มูรินโญ่ ก็ยังไม่ยอมรับว่าลูกนั้นเป็นประตู

ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล โคจรมาพบกัน เอซี มิลาน ที่สนามอตาเติร์ก ในกรุงอิสตันบูลประเทศตุรกี ทีมหงส์แดงส่งนักเตะชุดใหญ่ลงสนามอย่างเต็มกำลังเท่าที่จะทำได้นำโดย สตีเว่น เจอร์ราด, ชาบี อลอนโซ่, หลุยส์ การ์เซีย, แฮร์รี่ คีลล์, มิลาน บารอส, ซามี่ ฮูเปีย, เจมี่ คาร์ราเกอร์ ส่วน มิลาน ก็ส่งสตาร์ลงกันเต็มทีมเช่นเดียวกันทั้ง กาก้า, เซดอร์ฟ, เชฟเชนโก้, เครสโป, กัตตูโซ่, ปีร์โล่, เนสต้า, มัลดินี่, ยาป สตัม, คาฟู

เริ่มเกมมาเพียง 1 นาที มิลาน ออกนำไปก่อนจาก เปาโล มัลดินี่ ก่อนที่ เครสโป จะยิง 2 ประตูรวดให้ เอซี มิลาน ออกนำไปก่อน 3-0 ในครึ่งแรกแฟนบอลหงส์แดงหลายคนคงหมดหวังปิดทีวีหวังสกอร์โดนทิ้งห่างในครึ่งแรก

แต่เริ่มครึ่งหลังมา 9 นาที ลิเวอร์พูล เริ่มมีความหวัง สตีเว่น เจอร์ราด โขกตีไข่แตกให้ทีมไล่ขึ้นมาเป็น 3-1 ก่อนที่ 2 นาทีถัดมา วลาดิเมียร์ สมิเซอร์ จะยิงไกลให้ ลิเวอร์พูล ตีตื้นมาเป็น 3-2 และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ เจอร์ราด ล้มลงในกรอบเขตโทษผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษและเป็น ชาบี อลอนโซ่ ยิงเข้าไปตีเสมอให้ทีมเป็น 3-3 แบบเหลือเชื่อด้วยเวลาห่างจากประตูแรกเพียง 6 นาที

ทั้งสองทีมยันสกอร์ 3-3 จนจบเกมถึงดวลจุดโทษ มิลาน ยิงก่อนจาก แซร์จินโญ่ แต่เขาแปด้วยซ้ายข้ามคานออกไปส่วนคนแรกของ ลิเวอร์พูล ฮามันน์ ยิงเสียบเสาซ้ายมือเข้าไปไม่พลาดคนที่ 2 ของ มิลาน เป็น อันเดร ปีร์โล่ แต่เขายิงติดเซฟของ เจอร์ซี่ ดูเด็ค อย่างน่าเสียดาย คนที่ 2 ของ ลิเวอร์พูล เป็น ชิบริล ซิสเซ่ ยิงเข้ามุมขวาไม่พลาด คนที่ 3 ของมิลาน ยอน ดาห์ล โทมัสสัน ยิงมุมซ้ายเต็มแรงไม่พลาดส่วนคนที่ 3 ของ ลิเวอร์พูล เป็น รีเซ่ แบ็คซ้าย นอร์เวย์ วิ่งเข้ามาแปมุมซ้าย ดีด้า เซฟไว้ได้ คนที่ 4 ของ มิลาน เป็น กาก้า ยิงมุมซ้ายบนเข้าไปไม่พลาด คนที่ 4 ของ ลิเวอร์พูล เป็น สมิเซอร์ ผู้ทำประตู 3-2 ให้กับทีมวิ่งเข้ามาแปมุมขวานิ่ม ๆ เข้าไปไม่พลาดคนให้ทีมนำ 3-2 และคนที่ 5 ของ มิลาน เป็น อังเดร เชฟเชนโก้ ซึ่งหากยิงเข้าจะได้ลุ้นต่อและหากไม่เข้าทีมจะแพ้ทันทีและสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ เชฟเชนโก้ วิ่งเข้าไปยิงติดเซฟของ ดูเด็ค ส่ง ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 แบบปาฏิหาริย์

และนี่คือแชมป์ยุโรปครั้งล่าสุดของลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในปี 2005 ซึ่งผ่านมานานแล้วกว่า 14 ปีและในปี 2019 พวกเขามีโอกาสอีกครั้งที่จะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 หงส์แดงจะทำได้หรือไม่หรือจะเป็นไก่เดือยทองที่คว้าแชมป์ครั้งแรกวันที่ 1 มิถุนายนนี้เราจะได้รู้กัน