ระดับตำนาน! ย้อนอดีต 11 แข้งฟูแล่มลิ่วชิงยูโรป้าปะทะตราหมี 2010

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ขอแสดงความยินดีกับ ‘เจ้าสัวน้อย’ ฟูแล่ม ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหลังเฉือนเบรนท์ฟอร์ด 2-1 ในเกมเพลย์ออฟเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

ทีมจากลอนดอนทีมนี้ต้องตกชั้นไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลก่อน แต่พวกเขาใช้เวลาฟื้นตัวแค่ฤดูกาลเดียว ก็สามารถรีเทิร์นลีกสูงสุดได้อีกครั้ง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เบรนท์ฟอร์ดกลับต้องฝันสลายที่จะกลับมาเล่นบนพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในรอบ 73 ปี และต้องพยายามกันต่อในฤดูกาลถัด ๆ ไป

แฟนบอลชาวไทยน่าจะคุ้นชื่อฟูแล่มเป็นอย่างดี โดยพวกเขาเป็นสโมสรที่มักจะจมอยู่ครึ่งตารางล่างพรีเมียร์ลีกอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มักจะเอาตัวรอดได้ในช่วงโค้งสุดท้ายเสมอ

แต่ช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาน่าจะเป็นการเข้าไปเล่นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปอย่าง ยูโรป้า ลีก ปี 2010 ที่แพ้ให้กับแอตเลติโก มาดริด 2-1 อย่างน่าเจ็บใจในช่วงต่อเวลาพิเศษ

และหนึ่งในผลงานที่น่าประทับใจในรายการนั้นคือพวกเขาผ่านด่านสุดหินอย่างยูเวนตุสได้สำเร็จด้วยผลสกอร์ 5-4 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

‘เจ้าสัวน้อย’ ในยุคนั้นถือได้ว่าแข็งแกร่งเกือบทุกตำแหน่ง เรามาดูกันว่า 11 ตัวจริงในเกมนัดชิง พวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างไรกันบ้างในปัจจุบัน


ผู้รักษาประตู: มาร์ค ชวาร์เซอร์

ก่อนที่เขาจะหมดสัญญากับมิดเดิ้ลสโบรห์ในเดือนมิถุนายน 2008 เขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับฟูแล่ม และถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ต้นสังกัดเข้าถึงรอบชิงยูโรป้า ลีก แต่กลับต้องพบกับความผิดหวัง

เขาลงสนามให้กับฟูแล่มไปทั้งหมด 220 นัดและเก็บคลีนชีตส์ได้ 73 นัด

ในบั้นปลายอาชีพ เขาแขวนสตั๊ดกับเลสเตอร์ ซิตี้ในฤดูกาล 2015/16 และเป็นผู้ถือครองสถิตินักเตะอายุมากที่สุดที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกด้วยอายุ 43 ปี

ปัจจุบันเขาทำงานเป็นกูรูและนักวิเคราะห์ฟุตบอลให้กับสื่อชื่อดังอย่าง บีบีซี กับรายการ Football Focus show และรายการวิทยุ บีบีซี 5 ไลฟ์


แบ็คซ้าย: พอล คอนเชสกี้

พอล มาร์ติน คอนเชสกี้ แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวกับชาร์ลตั้น แอธเลติก โดยลงสนามไปทั้งหมด 149 นัดระหว่างปี 1997-2005 ก่อนจะมาลงเอยกับฟูแล่มในปี 2005 และเป็นหนึ่งในแบ็คซ้ายที่น่าจับตามองของทีมชาติอังกฤษ

หลังจากเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าสัวน้อยในนัดชิงยูโรป้า ลีก เจ้าตัวได้รับการติดต่อจากลิเวอร์พูลและเซ็นสัญญาร่วมทัพหงส์แดงในวันที่ 31 สิงหาคม 2010 ด้วยสัญญา 4 ปี

แต่เขากลับโชว์ฟอร์มไม่ได้ตามที่ได้รับการคาดหวังโดยได้รับโอกาสลงสนามเพียง 15 นัดก่อนจะถูกปล่อยให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยืมตัวในเดือนมกราคม 2011 และถูกปล่อยตัวถาวรให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ในเดือนกรกฎาคม 2011

หลังจากนั้นเจ้าตัวร่อนเร่พเนจรในวงการฟุตบอลอังกฤษจนสุดท้ายมาอยู่กับ อีสต์ เธอร์ร็อค ยูไนเต็ดในเดือนกรกฎาคม 2018 และหลังจากนั้นเพียงเดือนเดียวเขาโพสต์อินสตาแกรมของตัวเองประกาศยกเลิกสัญญากับต้นสังกัดจากการยินยอมของทั้งสองฝ่าย

ปัจจุบันเขาผันตัวมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมสโมสร บิลเลอริเคย์ ทาวน์ ที่เขาเคยค้าแข้งเมื่อปี 2017


เซ็นเตอร์: เบรเด้ ฮันเกลันด์

กองหลังเจ้าของความสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว (199 เซ็นติเมตร) ถือเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของทีมหลังได้ตัวมาจากเอฟซี โคเปนเฮเก้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2008 และร่วมงานกับเจ้านายเก่าอย่าง รอย ฮอดจ์สัน สมัยค้าแข้งกับไวกิ้ง เอฟซีในช่วงต้นอาชีพ

และเขาก็ตอบแทนความคาดหวังของเจ้านายเก่าได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมเข้ารอบชิงยูโรป้า ลีกได้สำเร็จในวันที่ 12 พฤษภาคม 2010

อย่างไรก็ตาม วันที่ 3 มิถุนายน 2014 เขากลับถูกฟูแล่มปล่อยตัวอย่างไม่ให้เกียรติ โดยเขาออกแถลงการณ์ผ่านทางผู้ช่วยของเขาว่าเขาได้รับแจ้งปล่อยตัวผ่านทางอีเมล ซึ่งถายหลังสโมสรออกมาระบุว่าฮันเกลันด์ปฏิเสธที่จะเข้าประชุมกับทีมจัดการของสโมสร

คริสตัล พาเลซ คือสโมสรสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งหลังจบฤดูกาล 2015/16 โดยในวันที่ 5 สิงหาคม 2016 เขาปรากฏตัวในสำนักข่าว สกาย สปอร์ตส เพื่อประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันเขาทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ที่นอร์เวย์ TV2 ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนส์ลีก, และเกมทีมชาติ


เซ็นเตอร์: อารอน ฮิวจ์ส

อีกหนึ่งกระดูกสันหลังของฟูแล่มกับการผนึกกำลังอย่างแข็งแกร่งกับคู่หูอย่างฮันเกลันด์ โดยทั้งคู่ได้ฉายาว่า ‘กำแพงแห่งลุ่มแม่น้ำเทมส์’ (The Thames Barrier)

เขาประกาศเซ็นสัญญากับฟูแล่มในวันที่ 27 มิถุนายน 2007 และรับใช้ต้นสังกัดเรื่อยมาจนถึงปี 2014 ก่อนย้ายไปควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส

สโมสรสุดท้ายของเขาในอาชีพคือฮาร์ตส ในลีกสูงสุดสก็อตแลนด์ ก่อนจะแขวนสตั๊ดในเดือนมิถุนายน 2019 ด้วยอายุ 39 ปี

ปัจจุบันอดีตแข้งชาวไอร์แลนด์เหนือได้รับการประดับยศ MBE ในปี 2020 จากเส้นทางอาชีพตลอด 22 ปี


แบ็คขวา: คริส แบร์ด

ฟูแล่มคว้าตัวมาจากเซาแธมป์ตันเมื่อปี 2007 ด้วยค่าตัวประมาณ 3 ล้านปอนด์

เจ้าของฉายา “แบร์ดินโญ่” ได้รับชื่อดังกล่าวในเกมเอาชนะสโต๊ค 2-0 ที่สนามบริททาเนีย โดยลูกยิงไกลของเขาได้รับการโหวตจากแฟนบอลฟูแล่มให้เป็นประตูสุดสวยอันดับสองประจำฤดูกาล

เขาคือหนึ่งใน 12 แข้งที่ถูกฟูแล่มปล่อยตัวหลังจบฤดูกาล 2012/13 และได้รับความสนใจจากทั้งควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส, แบล็คพูล, และโบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ก่อนจะลงเอยที่เรดดิ้ง

เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดกับดาร์บี้ เคาน์ตี้เป็นสโมสรสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 และให้มีผลบังคับใช้โดยทันที


ปีกซ้าย: ไซม่อน เดวี่ส์

หลังจากตกอับกับเอฟเวอร์ตันมาสองฤดูกาล ฟูแล่มเห็นแววของแข้งรายนี้จนดึงมาร่วมทีมได้สำเร็จเมื่อเดือนมกราคม 2007 เพื่อมาเป็นตัวแทนของ สตีด มัลบร็องก์

เขาคือผู้ทำประตูในจังหวะสำคัญหลายครั้ง โดยในเกมนัดรองชนะเลิศยูโรป้า ลีกนัดที่สองเขาเป็นผู้ทำประตูตีเสมอใส่ฮัมบูร์กก่อนจะเอาชนะไปในเกมนั้น 2-1 และพาทีมผ่านเข้ารอบชิงได้สำเร็จ

และในนัดชิงก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำประตูได้ ถึงแม้จะแพ้ให้กับแอตเลติโก มาดริดไป 2-1 ก็ตาม

เขาถูกปล่อยตัวออกจากทีมในปี 2013 และลงเล่นฟุตบอลสมัครเล่นกับ โซลวา สโมสรบ้านเกิดที่เวลส์ ก่อนจะแขวนสตั๊ดและเบนเป้าไปรับงานโค้ชกับทีมในลีกวันอย่างปีเตอร์โบโรห์


กองกลาง: แดนนี่ เมอร์ฟี่

ฟูแล่มคว้าตัวอดีตกองกลางลิเวอร์พูลได้สำเร็จในวันที่ 31 สิงหาคม 2007 และรับบทเป็นกัปตันทีมในเกมนัดชิงยูโรป้าด้วยการเป็นหัวใจของการปั้นเกมให้กับเจ้าสัวน้อยมาตลอด 5 ปี ก่อนจะลาทีมไปในปี 2012

ในฤดูกาลถัดมาเขาประกาศยกเลิกสัญญากับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ก่อนจะผันตัวเองมารับงานด้านกูรูฟุตบอลกับ บีบีซี ในรายการ Match of the Day ในเดือนสิงหาคม 2013 และประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน


กองกลาง: ดิ๊คสัน เอตูฮู

เอตูฮูประกาศเข้ารับการตรวจร่างกายกับฟูแล่มในเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนจะย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ด้วยสัญญาสามปีในถิ่นคราเวน ค็อตเทจ

หลังหมดสัญญาเขาย้ายไปร่วมทีมแบล็คเบิร์น โรเวอร์สในปี 2012 แต่กลับได้รับโอกาสลงสนามเพียง 23 นัด ก่อนจะเก็บข้าวของจากอังกฤษไปเล่นให้กับเอไอเคในลีกสวีเดน

และเมื่อไม่นานมานี้เขาถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลเป็นเวลา 5 ปีจากข้อหาล้มบอล กลายเป็นจุดจบอาชีพที่ไม่สวยซักเท่าไหร่นัก


ปีกขวา: เดเมี่ยน ดัฟฟ์

อดีตแข้งเชลซีตัดสินใจย้ายจากนิวคาสเซิ่ลมายังฟูแล่มด้วยสัญญา 3 ปีมูลค่า 4 ล้านปอนด์เพื่อร่วมมือกับเจ้านายเก่าอย่าง รอย ฮอดจ์สัน สมัยที่ค้าแข้งกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์สช่วงต้นอาชีพ

เขาลงเอยกับต้นสังกัดไม่สวยซักเท่าไหร่หลังให้สัมภาษณ์กับสื่อบ้านเกิด The Irish Times ว่า “ผมจะย้ายออกจากฟูแล่ม สโมสรไม่ยอมพูดกับผมและผมก็ยังไม่ได้พูดกับสโมสร แต่เราไม่จำเป็นต้องพูดกันแล้ว” จนสุดท้ายถูกสโมสรปล่อยตัวออกมาในวันที่ 23 พฤษภาคม 2014

ในเดือนกรกฎาคม 2015 ดัฟฟ์เซ็นสัญญากับสโมสรในบ้านเกิดอย่างแชมร็อค โรเวอร์ส พร้อมทั้งเปิดเผยว่าค่าเนหื่อยที่เขาได้รับจะนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดไปวันที่ 21 ธันวาคม 2015

ดัฟฟ์หันไปเอาดีทางด้านงานโค้ชในฐานะผู้ช่วยของ นีล เลนน่อน กับเซลติกส์ในปี 2019 ก่อนจะได้รับงานโค้ชทีมชาติไอร์แลนด์ภายใต้กุนซือ สตีเฟ่น เคนนี่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา


หน้าต่ำ: โซลตัน เกร่า

เกร่าปฏิเสธขยายสัญญากับเวสต์ บรอมวิชก่อนจะย้ายมาร่วมทีมฟูแล่มแบบไร้ค่าตัวด้วยสัญญา 3 ปีในวันที่ 11 มิถุนายน 2008

เขาทำประตูในยูโรป้า ลีกฤดูกาลนั้นไปถึง 6 ประตู และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น

นัดสุดท้ายกับฟูแล่มเขาถูกไล่ออกจากสนาม แต่ก็ยังติดตามเจ้านายเก่า รอย ฮอดจ์สัน ไปเล่นให้กับเวสต์ บรอมวิช คำรบสอง

เขาลงเล่นให้กับทีมชาติฮังการีในฟุตบอลยูโร 2016 และประตูของเขาที่ยิงใส่โปรตุเกสได้รับการโหวตให้เป็นประตูยอดเยี่ยมประจำรายการ

ในบั้นปลายอาชีพเขาเซ็นสัญญากับเฟเร็นควารอสในปี 2014 ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับทีมในเดือนมิถุนายน 2018

ปัจจุบันเขาไม่ค่อยออกมาปรากฏตัวในสาธารณะมากนัก ซึ่งล่าสุดออกมาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ของฟูแล่มโดยพูดถึงเส้นทางการค้าแข้งของเขา


กองหน้า: บ็อบบี้ ซาโมร่า

ซาโมร่าและเพื่อนร่วมทีมจากเวสต์ แฮม จอห์น เพนท์ซิ่ล จับมือย้ายมาร่วมทีมฟูแล่มด้วยค่าตัวรวมกัน 6.3 ล้านปอนด์

เขาทำไป 8 ประตูจากการลงสนาม 16 นนัดในยูโรป้า ลีก ก่อนที่จะถูกกุนซือคนใหม่อย่าง มาร์ติน โยล มองข้ามจนถูกขายให้กับ ควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์สในเดือนมกราคม 2012

เขาทำประตูชัยในเกมเพลย์ออฟแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาล 2013/14 ก่อนจะปิดฉากอาชีพกับไบรท์ตันในที่สุด

ปัจจุบันเขารับหน้าที่เป็นทูตให้กับสโมสรสุดท้ายของเขา นั่นคือไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน