โอซิล 2.0! “วิเอร่า” ผู้ไม่มีแม้แต่เงินจะซ้อม สู่ยอดแอสซิสต์แห่งยุโรป

ถึงแม้จะมีศักยภาพอันสูงลิ่ว แต่คนอย่าง ฟาบิโอ วิเอร่า ยังต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ให้คนที่กังขาในตัวเขา ว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดผิด

ไม่ต้องมองไปไหนไกล มีเหล่าโค้ชหลาย ๆ คนในอคาเดมีของปอร์โต้ ที่วิเอร่าเข้ามาร่วมทีมตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ออกมาตั้งคำถามถึงศักยภาพของเขา ทั้งร่างกายและจิตใจ

ในการประชุม พวกเขาเปรียบเทียบกองกลางรายนี้ ซึ่งขณะนั้นเขามีส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว (170 เซนติเมตร) เป็นเพียงแสงส่องสว่างไกลเกินเอื้อม ยามที่เพื่อนร่วมทีมของเขาต้องการมากที่สุด

นอกจากนี้ หลังจากขึ้นชั้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 กุนซือ เซร์คิโอ้ คอนไซเซา เคยออกมาวิจารณ์ความมั่นคงของสภาพจิตใจและความแข็งแกร่งด้านฟุตบอล เช่นเดียวกับความใสซื่อในแง่ของแทคติคและความมุ่งมั่นของเขา

กับคำวิจารณ์และคำดูถูกเหยียดหยามทั้งหลาย วิเอร่าตัดสินใจย้ายออกจากปอร์โต้และบ้านเกิดโปรตุเกสในฐานะนักเตะยอดพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ประเทศนี้เคยมีมา

และเป็นอาร์เซน่อลของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า ไม่รอช้ารีบคว้าโอกาสนั้นโดยเร็วที่สุด


จุดเริ่มต้นของ “จอมขบท”
ฟาบิโอ วิเอร่า

วิเอร่าเกิดในครอบครัวธรรมดาที่แคว้น Santa Maria da Feira ห่างจากเมืองหลวงอย่างปอร์โต้เพียง 24 กิโลเมตร และพรสวรรค์ของเขาถูกค้นพบในรายการระดับเยาวชนที่ Algarve

มีหลายสโมสรที่มองเห็นศักยภาพเหล่านี้ แต่ก่อนหน้านี้ วิเอร่ายอมรับว่าปอร์โต้คือตัวเลือกที่ง่ายดายเพราะ “อยู่ใกล้บ้าน”

อย่างไรก็ตาม ช่วงชีวิตวัยเด็กต้องเจอกับอุปสรรคเมื่อพ่อแม่ของเขามีปัญหาด้านการเงิน ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับการพัฒนาฝีเท้า

เขาได้รับการผลักดันให้เข้าสู่อคาเดมีของปอร์โต้โดยพ่อของเพื่อนซี้ที่เป็นแบ็กขวาของสโมสรปัจจุบันอย่าง ชูเอา มาริโอ

อย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนเหมือนกับใครเขา ทำให้หลายฝ่ายมองว่าวิเอร่าไม่สามารถขึ้นชั้นมาเล่นฟุตบอลระดับอาชีพได้

วิเอร่าเคยได้รับฉายา “จอมขบท” จากอดีตบรรดาโค้ชของเขาเหตุจากการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเยาว์และความฉุนเฉียวด้านขีดจำกัดในฝีเท้าของตัวเอง

จุดเปลี่ยนสำคัญของเขาเกิดขึ้นในเกมที่ฟาดแข้งกับคู่อริของอาร์เซน่อลอย่างเชลซี โดยวิเอร่า ที่มีอายุเพียง 18 ปีในขณะนั้น ซัดประตูช่วยให้ปอร์โต้เอาชนะด้วยสกอร์ 3-1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า ยูธ ลีกเมื่อปี 2019

หลังจากนั้นไม่นาน วิเอร่าขยับขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็วก่อนที่เจ้าตัวจะติดทีมชาติโปรตุเกส U21 ซะอีก และนั่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้โลกใบนี้ได้ยลโฉมฝีเท้าที่แท้จริงของวิเอร่า


จอมแอสซิสต์แห่งยุโรป
ฟาบิโอ วิเอร่า ในสีเสื้อของทีมชาติโปรตุเกส

หากจะพูดถึงการพัฒนาของเขา คงจะพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีนักเตะคนไหนในยุโรปที่จะเฉียบขาดในพื้นที่สุดท้ายได้มากกว่าเขาอีกแล้ว

เมื่อฤดูกาลก่อน วิเอร่าทำไป 7 ประตูกับอีก 14 แอสซิสต์ โดยเฉพาะตัวเลขหลัง ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าเฉลี่ยการทำแอสซิสต์ต่อนาทีได้ดีที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป

ถึงแม้คอนไซเซาจะไม่ใช้งานแข้งรายนี้ในฐานะเบอร์ 10 ที่แท้จริง แต่เขากลับจับแข้งรายนี้ไปยืนเป็นกองหน้า ‘ฟอลส์ไนน์’ หรือปีกสมัยใหม่

กับตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์อิสระ ที่ทำให้เขาลื่นไหลในการบัญชาเกมรุก การจ่ายบอลจังหวะสุดท้ายของวิเอร่าสร้างปัญหาให้กับคู่แข่งได้อย่างแสบสัน

มีเพียง ลิโอเนล เมสซี่ ที่จ่ายบอลจังหวะสุดท้ายตลอด 90 นาทีได้มากกว่าวิเอร่าในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรปฤดูกาล 2021/22


เมซุต โอซิล 2.0
ฟาบิโอ วิเอร่า ที่มักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับอดีตรุ่นพี่สโมสร เมซุต โอซิล อย่างเลี่ยงไม่ได้

แฟนบอลอาร์เซน่อลอาจไม่พอใจสักเท่าไหร่เมื่อหลายฝ่ายมองว่า วิเอร่าเนี่ยแหละคือ เมซุต โอซิล 2.0 เพลย์เมกเกอร์จอมจ่ายอัจฉริยะแต่ไม่อินดี้เท่าแข้งชาวเยอรมัน

อีกฝ่ายยังมองว่ามีสไตล์เหมือนกองกลางแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่มักจะหายหน้าหายตาจากเกม แต่โผล่มาก็มีส่วนกับประตูซะแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองว่าน้องใหม่พรีเมียร์ลีกผู้นี้จะปรับตัวให้เข้ากับความเข้มข้นของลีกผู้ดีได้หรือไม่

เขามีบุคลิกเงียบขรึม, เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ที่ชื่นชอบกุนซือที่แสดงความรัก มากกว่าจะเป็นสไตล์โผงผางตรงไปตรงมาอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่

ซึ่งตรงกันข้ามกับตำนานของสโมสร ที่บังเอิญมีชื่อเดียวกันอย่างกัปตันทีมยุคไร้พ่าย ปาทริค วิเอร่า ที่พร้อมสู้สุดใจเพื่อทีม

แต่วิเอร่าแห่งโปรตุเกสกลับมีอารมณ์ที่ไม่มั่นคงท่ามกลางสถานการณ์กดดันสูง

แต่อาร์เซน่อลรู้ดีว่าพวกเขาต้องรับมือกับอะไร และกับนักเตะที่พร้อมสร้างสรรค์เกมรุกจากศูนย์ยามไร้ความกดดัน นั่นคือสิ่งที่สโมสรมองหามาอย่างยาวนาน