“เอ็ด วูดเวิร์ด” เหยื่ออารมณ์แฟนผีกับการสูญเสียครั้งใหญ่รอบ 17 ปี

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอาจหัวเราะเยาะชอบใจกับการสละตำแหน่งซีอีโอของ เอ็ด วูดเวิร์ด แต่เชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ไม่พอใจอย่างยิ่งกับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเฉพาะกับเหล่าผู้บริหาร

เช่นเดียวกับเจ้าของทีมอย่างตระกูลเกลเซอร์ ที่เหมือนเป็นมันสมองในการดำเนินงานของสโมสรแห่งนี้

ด้วยการตัดสินใจของอดีตนักธนาคารสังกัด JP Morgan เขาคือผู้โน้มน้าวให้ตระกูลเกลเซอร์เข้าเทคโอเวอร์ปีศาจแดงในปี 2005 ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 800 ล้านปอนด์

และจนถึงปัจจุบันหรือในอีก 17 ปีให้หลัง มูลค่าทีมในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเป็น 2.4 พันล้านปอนด์

และถึงแม้สโมสรจะมีหนี้สะสมอยู่ที่ 419 ล้านปอนด์ แต่ภายในปีเดียว เอ็ดสามารถปลดหนี้ให้กับทีมได้ถึง 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว


หลังได้รับแต่งตั้งให้นั่งตำแหน่งหัวหน้าด้านการตลาดและสื่อเมื่อปี 2007 วูดเวิร์ดจับมือกับพันธมิตรทั่วโลกและสามารถสร้างรายรับให้กับสโมสรได้มากกว่าสองเท่าในปี 2012 ที่เขาขึ้นรับตำแหน่งรองประธานกรรมการระดับสูง

สมัยที่ เดวิด กิลล์ ก้าวลงจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ ในปีถัดมาวูดเวิร์ดสวมบทบาทนั้นแทนที่

และในปีนั้นเอง ถึงแม้ผลงานในสนามจะดูไม่สวยหรูนัก แต่ในด้านการตลาดพวกเขาชนะเลิศทั้งสปอนเซอร์, การขายสินค้าและลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้พวกเขาโยกรายรับไป 130 ล้านปอนด์ในปี 2013

จนถึงปี 2020 สัญญาปีสุดท้ายกับสปอนเซอร์ก่อนวิกฤติโรคระบาด พวกเขายังมีรายรับอยู่ที่ 279 ล้านปอนด์

และเมื่อปีก่อน (2021) พวกเขายังโกยรายรับที่ 232 ล้านปอนด์ถึงแม้จะต้องลงเล่นในสนามปิดแบบที่ไม่ได้รับเงินค่าตั๋วเข้าชมก็ตาม


อย่างไรก็ตาม อีกวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับทีมได้ และถือเป็นวิธีที่ค่อนข้างลัด นั่นคือการดึงยอดนักเตะเข้าสู่ทีมด้วยการทุ่มเม็ดเงินมหาศาล

นับตั้งแต่รับตำแหน่งซีอีโอ ปีศาจแดงในยุคของวูดเวิร์ดใช้เงินเสริมทัพไปมากถึง 1.1 พันล้านปอนด์ นั่นรวมไปถึงยอดนักเตะชื่อดังอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, ปอล ป็อกบา, โรเมลู ลูกากู, แฮร์รี่ แม็วไกวร์ และ เจดอน ซานโช่ ที่ติด 5 อันดับค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์สโมสร

กับนักเตะบิ๊กเนมที่เข้าสู่ทีม นั่นหมายถึงการเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับทีม รวมไปถึงเม็ดเงินที่ได้จากการขายเสื้อและสินค้าต่าง ๆ เช่นเดียวกับการรักษาภาพลักษณ์ของสโมสรในช่วงที่ผลงานในสนามไม่น่าประทับใจ


แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้วูดเวิร์ดต้องตัดสินใจวางมือจากตำแหน่งในครั้งนี้มาจากความกดดันของแฟนบอลที่แสดงความไม่พอใจในการดึงทีมรักของพวกเขาเข้าสู่โปรเจ็คต์ฉาว “ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ ลีก” เมื่อปีก่อน

ทั้งแฟนบอลหรือแม้แต่เหล่านักเตะระดับตำนานของสโมสรไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจในครั้งนี้จนเกิดการประท้วงอย่างใหญ่โต ที่เป็นเหตุให้แฟนบอลบางส่วนทำลายข้าวของและบุกเข้าไปถึงสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด จนทำให้การแข่งขันกับลิเวอร์พูลจำต้องเลื่อนออกไป

หลังการประกาศเข้าร่วมลีกฉาวเพียง 48 ชั่วโมง ทางสโมสรจึงออกแถลงการณ์ถอนตัวจากโปรเจ็คต์ดังกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นเหยื่ออารมณ์อย่างวูดเวิร์ด


หากมองย้อนกลับไปในปี 2005 ในช่วงที่ทีมของพวกเขามีมูลค่าเพียง 800 ล้านปอนด์ กับปัจจุบันที่กระโดดขึ้นมาถึง 2.4 ล้านปอนด์ทำให้การโบกมือลาของวูดเวิร์ดถือเป็นฝันร้ายของเหล่าผู้บริหารอย่างเลี่ยงไม่ได้

บวกกับเงินค่าจ้างรวม 21 ล้านปอนด์นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งจากกิลล์เมื่อปี 2013 จะมองอีท่าไหนก็เรียกได้ว่าคุ้มค่า

หากแต่การตัดสินใจก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวในตอนนั้นกลับทำให้ทีมต้องเสียบุคลากรชั้นดีที่ประเมินค่าไม่ได้