ขุด 10 แข้งผู้ “ล้มเหลว” กับทีมช่วงต้น แต่ดังเป็นพลุแตกในเวลาต่อมา

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ปัจจุบันนักฟุตบอลอาชีพมักจะถูกจับตามองตั้งแต่เป็นดาวรุ่งและมีหลายคนที่ได้รับชื่อเสียงตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตค้าแข้ง แต่ก็มีนักเตะอีกหลายรายที่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก กว่าจะมาถึงจุดที่เรียกตัวเองได้ว่าระดับโลกอย่างแท้จริง

มีไม่น้อยที่เจ้าตัวตัดสินใจละทิ้งความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพจากโอกาสอันน้อยนิดที่พวกเขาได้รับ แต่ไม่ใช่กับนักเตะเหล่านี้ ที่เชื่อสุดใจว่าหากพวกเขามีความพยายามที่มากพอ พวกเขาจะกลายเป็นสุดยอดนักฟุตบอลได้ในอนาคต

แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นโดนวิจารณ์อย่างหนักในช่วงต้นอาชีพ แต่สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังเพื่อผลักดันตัวเองจนสยบเสียงก่นด่าได้อย่างเงียบเชียบ

และนี่คือ 10 ตัวอย่างที่เข้าข่ายสุภาษิตที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”


1. เธียร์รี่ อองรี (อาร์เซน่อล)

ดาวรุ่งพุ่งแรงสมัยอยู่กับโมนาโก ด้วยทักษะการจบสกอร์ที่เฉียบคมทำให้เขาถูกยักษ์ใหญ่ในอิตาลีอย่างยูเวนตุสดึงไปใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ชีวิตในช่วงต้นอาชีพที่อิตาลีดูไม่สวยหรูนัก และยิ่งเป็นเครื่องหมายคำถามเมื่อกุนซืออาร์เซน่อล อาร์แซน เวนเกอร์ ดึงเพื่อนร่วมชาติผู้นี้มาร่วมทีม

แต่เมื่อตกมาอยู่ในกำมือของจอมปั้นนักเตะ เวนเกอร์เจียระไนเพชรหยาบก้อนนี้ให้กลายเป็นวัตถุที่มีค่ามากที่สุดในโลก

จนถึงปัจจุบัน อองรียังคงรักษาสถิติดาวซัลโวของสโมสรไว้ที่ 228 ประตูจากการลงสนาม 376 นัด

ทิ้งท้ายด้วยการให้สัมภาษณ์ช่วง 4 เดือนแรกในพรีเมียร์ลีก เจ้าตัวเคยกล่าวว่า “ผมต้องย้อนกลับไปพื้นฐานและเรียนรู้ศิลปะการจบสกอร์ใหม่ทั้งหมด”


2. ลูก้า โมดริช (เรอัล มาดริด)

หลังจากทำผลงานได้ดีกับทีมชาติโครเอเชียในฟุตบอลยูโร 2012 โดยเฉพาะในเกมกับสเปน นั่นเป็นเหตุผลที่เรอัล มาดริดตัดสินใจเจียดเงิน 30 ล้านปอนด์เพื่อดึงมิดฟิลด์ผู้นี้มาจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

แต่ในช่วงต้นอาชีพกับราชันชุดขาว เจ้าตัวกลับถูกแฟนบอลโหวตให้เป็นการเซ็นสัญญาที่ย่ำแย่ที่สุดของปีนั้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างมากหากพิจารณาถึงฝีเท้าและความสำเร็จ ณ ปัจจุบัน

ถึงแม้จะโดนวิจารณ์อย่างหนักในช่วงต้น แต่มิดฟิลด์โครแอตพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญและช่วยให้ทีมคว้าแชมเปียนส์ ลีก 4 สมัย, ลา ลีก้า 2 สมัยและโกปา เดล เรย์ 1 สมัย

นอกจากนี้มิดฟิลด์วัย 36 ปียังพาทีมชาติตัวเองเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ก่อนจะคว้ารางวัลอันทรงเกียรติอย่างบัลลง ดอร์ได้สำเร็จในปีเดียวกัน


3. ดาบิด เด เคอา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

เด เคอาได้รับหน้าที่อันหนักหนาให้รับสืบทอดตำแหน่งผู้รักษาประตูจากตำนานอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ จากความไว้วางใจของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่อดีตกุนซือชาวสกอตแลนด์ทิ้งไว้เมื่อปี 2013

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวต้องดิ้นรนอย่างหนักในการปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ฟุตบอลอังกฤษและโดนวิจารณ์อย่างหนัก

“ช่วงหกเดือนแรกของเขามันเหมือนกับหายนะ” อดีตโค้ชผู้รักษาประตู อีริค สตีล เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับนิตยสาร United We Stand เมื่อปี 2014

“เราต้องดูแลเขาทั้งในและนอกสนามเพื่อให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เราเปลี่ยนสไตล์การใช้ชีวิตของเขา เมื่อเขาฝึกซ้อมเสร็จเขาจะอยากกลับบ้าน เมื่อผมบอกให้เขากลับมาในช่วงบ่ายเขาก็ถามว่า ‘ทำไม?’

“เขามีปัญหาเรื่องการใช้ชีวิต เขาจะนอนหลับ 2-3 ครั้งต่อวัน เขาจะทานอาหารมื้อหลักในช่วงกลางคืน เราให้เขาดื่มเครื่องดื่มโปรตีนทันทีหลังฝึกซ้อมเสร็จ เราบังคับให้เขาดื่ม เราต้องจับเขาเข้ายิม เขาเกลียดมันมาก พวกเขาไม่ค่อยได้เข้ายิมเท่าไหร่นักในสเปน เราอยากสร้างความแข็งแกร่งให้กับเขา”

นับแต่นั้นเป็นต้นมาเขาพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในอังกฤษและในโลก


4. ชาบี เอร์นานเดซ (บาร์เซโลน่า)

นับตั้งแต่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากอคาเดมี่ของบาร์ซ่า ชาบีต้องดิ้นรนอย่างหนักในการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมรอบตัว ที่ล้วนเป็นปรมาจารย์จากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น

เขาโดนวิจารณ์อย่างหนักในช่วงต้นอาชีพ และถูกตั้งคำถามสำคัญว่าเขาจะขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งต่อจากตำนานกองกลางอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้หรือไม่ และนั่นเป็นคำถามที่เจ้าตัวสามารถมองย้อนกลับมาด้วยเสียงหัวเราะได้ในอนาคต

“ผมแทบไม่รู้เรื่องนี้เลยจนถึงช่วงปี 2008 เมื่อผมอยู่กับทีมได้ 10 ปี” ชาบีให้สัมภาษณ์กับ El Periodico ในปี 2015 “ถ้าผมไม่ได้ใส่ใจช่วงอดีตที่ผ่านมามากนัก มันทำให้ผมขำนะ

“พวกเขาบอกว่าผมล้าสมัย บอกว่า เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ทำให้ผมดูดีไปเลย, บอกว่าผมทำได้แค่ถ่ายบอลไปมา พวกเขาบอกว่าผมเป็น ‘ที่ปัดน้ำฝน’


5. เดนนิส เบิร์กแคมป์ (อาร์เซน่อล)

หากพูดชื่อของเบิร์กแคมป์ ไม่มีใครสงสัยในฝีเท้าของเขานับตั้งแต่เขาคว้าอันดับสองในรายชื่อผู้คว้าบัลลง ดอร์ปี 1993 ที่เป็นรองเพียง ‘เปียทองคำ’ โรแบร์โต้ บาจโจ้

อย่างไรก็ตามผลงานที่ไม่เข้าตาสมัยอยู่ที่อินเตอร์ มิลานทำให้ความมั่นใจของเขาตกต่ำลงเมื่อย้ายมาจากอาร์เซน่อล

กองหน้าเบอร์ 10 ของทีมไม่ได้มีสไตล์ที่เป็นจอมขยันวิ่งไล่บอลหรือมีสปีดที่ทำลายเกมรับของทีมในพรีเมียร์ลีก นั่นทำให้เขาต้องเท้าบอดตลอด 7 นัดแรกในลีกสูงสุด

แต่ความเป็นอัจฉริยะในตัวเขาก็เริ่มเปล่งประกายเมื่อเขาทำประตูแรกได้สำเร็จในเกมที่เอาชนะเซาแธมป์ตัน 4-2 เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนปี 1995

และเจ้าตัวสร้างวลีอมตะในการให้สัมภาษณ์หลังเกมดังกล่าวว่า “นี่คือวันที่ผู้ที่สงสัยในตัวของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ต้องจบลง”

กับรูปปั้นที่สโมสรสร้างไว้เพื่อให้เกียรติแก่ตำนานชาวดัตช์ผู้นี้ นั่นเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดีว่าเขาคือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของปืนใหญ่ตลอดกาล


6. แกเร็ธ เบล (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์)

จากฟูลแบ็กตัวความหวังของทีม กลายเป็นปีกความเร็วสูงและจอมถล่มสกอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในพรีเมียร์ลีกสมัยนั้น ก่อนจะถูกเรอัล มาดริดตามจีบด้วยค่าตัวมากที่สุดในโลก ณ ปี 2013

โอกาสของเขามาถึงแบบโชคช่วยเมื่อเขาต้องลงสนามแทนที่ของ เบอนัวต์ อัสซู-เอก็อตโต้ ที่ได้รับบาดเจ็บในฤดูกาล 2009/10 ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาลงเป็นตัวจริงให้กับทีม 22 นัดแรก ต้นสังกัดของเขาไม่สามารถมองหาชัยชนะได้แม้แต่นัดเดียว ทำให้มีหลายฝ่ายเรียกร้องกุนซือ แฮร์รี่ เรดแนปป์ หาทางปล่อยแข้งชาวเวลส์ออกจากทีม แต่กุนซือคลับไก่ยังเชื่อใจแข้งรายนี้

และเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรดแนปป์คิดถูกที่ไม่ขายแข้งรายนี้ออกจากทีมในช่วงนั้น


7. แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์)

เหลือเชื่อว่าครั้งหนึ่ง แฮร์รี่ เคน จะเคยเป็นตัวตลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแฟนบอลตัวเอง

“เมื่อเคนทำประตูได้ แฟนบอลสเปอร์สจะโพสต์รูปที่ดูโง่เง่าของแฮร์รี่ เคน” บทความจาก Cartilage Free Captain เขียนเอาไว้เมื่อปี 2015

“เมื่อแฟนสเปอรส์รู้สึกเบื่อ พวกเขาจะโพสต์รูปโง่ ๆ ของแฮร์รี่ เคน เมื่อแฟนบอลทีมอื่นพยายามกล่าวหาว่าเคนห่วยและจะย้ายไปเรอัล มาดริด แฟนบอลสเปอร์สก็ยังโพสต์รูปที่ดูโง่ของแฮร์รี่ เคนต่อไป”

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เคนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เฉียบคมที่สุดในโลก

แข้งวัย 28 ปีคว้าความสำเร็จส่วนตัวมากมายรวมถึงดาวซัลโวฟุตบอลโลก แต่เขายังคงรอคอยความสำเร็จจากต้นสังกัดต่อไป ซึ่งดูเหมือนจะไร้ความหวัง

จนเจ้าตัวคิดย้ายออกจากทีมเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาหลังช่วยทีมชาติอังกฤษลงสู้ศึกยูโร 2020 แต่ความพยายามกลับไม่สำเร็จ


8. กาเซมิโร่ (เรอัล มาดริด)

เรอัล มาดริดใจถึงพอที่จะยื่นข้อเสนอเท่ากับค่าฉีกสัญญาให้กับปอร์โต้เมื่อซัมเมอร์ปี 2015 ถึงแม้กุนซือในขณะนั้นอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ จะเป็นคนดึงเข้ามาด้วยตัวเอง แต่มีรายงานว่าผู้มีอิทธิพลภายในทีมไม่อยากได้กาเซมิโร่ร่วมทีม

“การอยากได้ (กาเซมิโร่) ก็เรื่องนึง แต่การจับเขาลงสนามก็อีกเรื่องนึง” กูรูผู้ดีชื่อดัง ซิด โลว์ ให้คำอธิบายไว้เมื่อปี 2016

“กาเซมิโร่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป นับตั้งแต่ลงเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงนักเตะคนสำคัญในเกม ‘เอล กลาสิโก้’ ซึ่งผู้จัดการทีมฟังคำแนะนำของใครสักคน”

แต่มาดริดแพ้ในเกมนั้นต่อบาร์เซโลน่าแบบยับเยิน 4-0

และช่วงเวลาของเขาก็มาถึงในยุคของกุนซือ ซีเนอดีน ซีดาน แทนที่ของเบนิเตซช่วงกลางฤดูกาลนั้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมาเขาได้กลายเป็นกองกลางคนสำคัญของราชันชุดขายจนถึงปัจจุบัน


9. เจมี่ วาร์ดี้ (เลสเตอร์ ซิตี้)

วาร์ดี้ทำได้เพียง 4 ประตูจากการลงสนาม 26 นัดในเดอะ แชมเปี้ยนชิปหลังย้ายมาจากทีมนอกลีกอย่างฟลีตวูด ทาวน์ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ เมื่อความพยายามของเขาแทบจะไร้ผล นั่นทำให้เขาพิจารณาถึงการย้ายทีม

“ใช่ ผมเคยคิดแบบนั้น ถ้าจะให้พูดตามตรง” วาร์ดี้ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี สปอร์ต เมื่อปี 2014 “แต่ผมได้คุยกับผู้จัดการทีมและพวกเขาพร่ำบอกกับผมว่าผมดีพอและพวกเขาเชื่อในตัวผม”

เมื่อจิ้งจอกสยามเลื่อนชั้นมาเล่นบนลีกสูงสุด วาร์ดี้ก็ยังไม่ได้รับโอกาสเท่าที่ควร ก่อนที่เขาจะเริ่มฉายแววเก่งในช่วงท้ายฤดูกาล 2014/15 โดยทำคนเดียว 5 ประตูช่วยให้เลสเตอร์อยู่บนลีกสูงสุดต่อไป

หลังจากนั้นทุกคนก็น่าจะทราบกันดี วาร์ดี้ทำ 24 ประตูช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สร้างประวัติศาสตร์ให้กับทีม

ในฤดูกาล 2019/20 วาร์ดี้ทำได้ 23 ประตูพร้อมทั้งคว้าดาวซัลโวประจำฤดูกาลนั้นไปครอง ซึ่งกลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่เคยทำได้


10. เอดิน เชโก้ (โรม่า)

เชโกสถาปนาตัวเองเป็นยอดกองหน้าแห่งยุโรปโดยเฉพาะสมัยที่ยังอยู่กับโวล์ฟสบวร์กเมื่อฤดูกาล 2008/09 จนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ต้องคว้ามาร่วมทีม

แท้จริงแล้วเชโก้ทำผลงานได้น่าพอใจในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมด้วยสถิติ 72 ประตูกับ 39 แอสซิสต์จากการลงสนาม 189 นัด แต่ดูเหมือนว่าสโมสรยังไม่พอใจ ก่อนจะปล่อยให้โรม่ายืมตัวในเวลาถัดมา

และที่นั่นถือเป็นช่วงตกต่ำของแข้งชาวบอสเนีย หลายคนตั้งข้อสงสัยในฝีเท้าของเขา และบางครั้งถึงกับตั้งฉายาให้กับแข้งรายนี้ว่าเป็น ‘เป็ดที่น่าละอาย’

นอกจากนี้ในช่วงต้นอาชีพกับโรม่า เขาได้รับสมญานามเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘Cieco’ ที่แปลว่าไอ้บอด แถมแฟนบอลตัวเองยังเขียนป้ายประจารในสนามว่า ‘L’Amore è Dzeko’ ซึ่งเป็นการล้อวลีที่ว่า ‘Love is Blind’ (ความรักทำให้คนตาบอด)

ฤดูกาลแรกในเซเรีย อาเขาทำได้เพียง 8 ประตูจากการลงสนามในลีก 31 นัด

แต่เชโก้สยบเสียงวิจารณ์ทั้งหลายในฤดูกาลถัดมาด้วยการถล่มไปถึง 39 ประตู (2016/17) ซึ่งเป็นสถิติแข้งโรม่าที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าตำนานอย่าง ฟรานเชสโก้ ต็อตติ, โรดอลโฟ่ โวล์ค และ เปโดร มานเฟรดินี่ (32)