เอาใจแฟน! รวมพล 11 อดีตตำนาน EPL กลับสโมสรเก่าให้หายคิดถึง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพิ่งจะทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องน้ำตารื้นเมื่อเขาตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้งหลังลาทีมไปเมื่อ 12 ปีก่อน

เขาย้ายมาจากยูเวนตุส ที่ที่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นที่ต้องการต่อสโมสรอีกต่อไปและประกาศชัดเจนว่าต้องการย้ายออกจากทีม

แต่แรกมีข่าวลือว่าคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะได้ตัวไป แต่สุดท้ายแล้วเป็นปีศาจแดงที่ได้ตำนานเบอร์ 7 กลับมาวาดลวดลายอีกครั้ง

นอกจาก CR7 แล้ว โรเมลู ลูกากู ยังเป็นอีกหนึ่งแข้งที่เก็บข้าวของกลับมาอยู่กับอดีตต้นสังกัดอย่างเชลซีอีกครั้งหลังประสบความสำเร็จสูงสุดในอิตาลีด้วยการคว้าแชมป์เซเรีย อาเมื่อฤดูกาล 2020/21

กับบรรดาซุปตาร์ที่พาเหรดกลับบ้านเก่า เรามาดูกันว่าในครั้งอดีต มีนักเตะพรีเมียร์ลีกคนไหนบ้างที่ตัดสินใจกลับมาสู่บ้านเก่าของพวกเขาอีกครั้งในบั้นปลายของอาชีพและเรียกน้ำตาให้กับแฟนบอลของพวกเขา


โรเมลู ลูกากู: เชลซี (2011-2014, 2021-ปัจจุบัน)

ลูกากูย้ายออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์เมื่อปี 2014 ชนิดที่ยังทำประตูให้กับทีมชุดใหญ่แม้แต่ลูกเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาทำได้เพียงถูกปล่อยให้กับทั้งเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนและเอฟเวอร์ตันยืมตัว

หลังตัดสินใจย้ายซบท็อฟฟี่ถาวร เขาโชว์ฟอร์มได้สมราคากองหน้าอนาคตไกลก่อนจะปฏิเสธกลับถ้ำสิงห์และย้ายมาเล่นให้กับปีศาจแดงแทนในปี 2017

อย่างไรก็ตามเขาโชว์ฟอร์มไม่สม่ำเสมอมากนักก่อนจะถูกขายให้กับอินเตอร์ มิลานในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่พีคสุดขีดด้วยผลงาน 64 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์พาต้นสังกัดคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ในฤดูกาลที่สองกับงูใหญ่ ซึ่งถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอินเตอร์ในรอบ 11 ปี

ด้านสิงห์บลูส์ที่กำลังประสบปัญหากองหน้าตัวจบสกอร์เห็นดีเห็นงามที่จะดึงอดีตศิษย์เก่ากลับรัง และพวกเขาทำได้สำเร็จด้วยค่าตัวสถิติสโมสรถึง 97.5 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 2021

และเขาก็ไม่ทำให้แฟนสิงห์บลูส์ต้องผิดหวังด้วยการกดคนเดียวสองประตูในการลงสนามนัดแรกเกมกับอาร์เซน่อล พาทีมเอาชนะได้ 2-0


ดิดิเยร์ ดร็อกบา: เชลซี (2004-2012, 2014-2015)

ดร็อกบาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดี่ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 10 ถ้วยในการค้าแข้งช่วงแรกกับเชลซี

กองหน้าชาวไอวอรี่ โคสต์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยและแชมเปียนส์ ลีกอีกหนึ่งสมัยตลอด 8 ปีที่อยู่ในถ้ำสิงห์ ก่อนจะลาทีมด้วยแชมป์ยูโรป้า ลีกส่งท้าย

หลังจากเก็บข้าวของออกจากทีมสองปีโดยย้ายไปเล่นให้กับทั้งเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัวและกาลาตาซาราย ดร็อกบากลับมารับใช้ทีมเก่าอีกครั้งในปี 2014 ภายใต้กุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ และช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกหนึ่งสมัย

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือตำนานของทีมอย่างแท้จริง


เธียร์รี่ อองรี: อาร์เซน่อล (1999-2007, 2012 (ยืมตัว))

เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีเส้นทางละม้ายคล้ายคลึงกับข้างต้น เธียร์รี่ อองรี ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดแห่งยุคและหากจะพูดว่าดีที่สุดของโลกใบนี้ด้วยก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง

อองรีอยู่กับปืนใหญ่มา 8 ปีและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สองสมัย รวมถึง ‘แชมป์ไร้พ่าย’ เมื่อฤดูกาล 2003/04

อองรีย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าเมื่อปี 2007 และหลังจากนั้นเขาย้ายไปโกยเงินดอลลาร์กับนิวยอร์ก เรด บูลส์ในช่วงบ้านปลายอาชีพเมื่อปี 2010

อย่างไรก็ตามกองหน้าเลือดน้ำหอมสร้างความประหลาดใจและตื้นตันใจให้กับสาวกปืนใหญ่เมื่อเขาตัดสินใจกลับมาวาดลวดลายให้แฟนบอลได้คิดถึงอีกครั้งในปี 2012 ด้วยสัญญายืมตัวสองเดือนเพื่อทดแทนวิกฤติอาการบาดเจ็บของ มารูยาน ชามัค และ แชร์วินโญ่

อองรีทำประตูชัยในเกมเอฟเอ คัพกับลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมนัดแรกให้กับปืนใหญ่ในรอบ 5 ปี และยังทำประตูชัยในเกมเฉือนเอาชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 อีกด้วย


ร็อบบี้ ฟาวเลอร์: ลิเวอร์พูล (1993-2001, 2006-2007)

นี่คือ ‘เดอะ ก๊อด’ สำหรับแฟนบอลเดอะ ค็อปอย่างแท้จริง แต่บางส่วนกลับไม่คิดเช่นนั้น

เขาหักอกสโมสรย้ายไปร่วมทีมลีดส์ ยูไนเต็ดเมื่อปี 2001 ก่อนจะย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในอีกสองปีถัดมา

หลังถูกเรือใบปล่อยตัวในปี 2006 จากอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าและฟอร์มการเล่นที่ไม่เหมือนแต่ก่อน ฟาวเลอร์เหมือนได้วิญญาณเพชฌฆาตกลับมาเมื่อเขาช่วยทีมซัดไป 12 ประตูในฤดูกาล 2006/07 โดยแบ่งเป็นพรีเมียร์ลีกถึง 8 ลูก


แกเร็ธ เบล: ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (2007-2013, 2020-2021)

เบลสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรกของไก่เดือยทองหลังเจ้าตัวเปลี่ยนบทบาทจากฟูลแบ็กเป็นปีกความเร็วสูงเต็มตัว และเจ้าตัวกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกขณะนั้นยามย้ายซบเรอัล มาดริดเมื่อปี 2013

หลังจากประความสำเร็จอย่างสูงกับราชันชุดขาว เบลกลับถูกกุนซือ ซีเนอดีน ซีดาน ดองเค็มมาตลอดในช่วงหลัง

จนทำให้สเปอร์สต้องเรียกศรัทธาแฟนบอลด้วยการดึงปีกชาวเวลส์มาช่วยงานในถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยมเป็นครั้งที่สองแบบยืมตัวหนึ่งฤดูกาลและทำผลงาน 16 ประตูกับ 3 แอสซิสต์จากการลงสนามทั้งหมด 34 นัด

อย่างไรก็ตามสเปอร์สกลับเลือกที่จะไม่เซ็นสัญญาซื้อขาดทำให้เจ้าตัวต้องกลับไปยังถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบวอีกครั้งในฤดูกาลปัจจุบัน


เวย์น รูนีย์: เอฟเวอร์ตัน (2002-2004, 2017-2018)

เชื่อว่าแฟนบอลปีศาจแดงรุ่นหลังส่วนใหญ่มักจะมีภาพจำว่ารูนีย์คือเด็กปั้นของสโมสร แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น

เจ้าของดาวซัลโวตลอดกาลของสโมสรที่ 253 ประตูแต่เดิมคือเด็กปั้นของเอฟเวอร์ตัน ก่อนจะไปเตะตาเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันและดึงเข้ามาร่วมทีมด้วยอายุในตอนนั้นเพียง 18 ปีและปีศาจแดงยอมควักเงินถึง 23 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวสถิติสูงสุดในโลกที่จ่ายให้กับนักเตะดาวรุ่งในขณะนั้น

รูนีย์ประสบความสำเร็จสูงสุดในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอด 13 ปีโดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัยและแชมเปียนส์ ลีกอีกหนึ่งสมัย ก่อนจะย้ายกลับมายังรังเก่าอีกครั้ง

รูนีย์ยังไม่ทิ้งลายยอดเพชฌฆาตด้วยผลงานดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในฤดูกาล 2017/18 แต่เจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้กับวงการฟุตบอลผู้ดีและย้ายไปร่วมทีมดีซี ยูไนเต็ดหลังจบฤดูกาลนั้น


โซล แคมป์เบลล์: อาร์เซน่อล (2001-2006, 2010)

หนึ่งในนักเตะที่ได้รับฉายาว่า ‘จูดาส’ (คนทรยศ) เมื่อเขาตัดสินใจย้ายข้ามฟากเมืองลอนดอนจากท็อตแน่มมาอยู่กับปืนใหญ่เมื่อปี 2001 สร้างความบาดหมางใจให้กับแฟนบอลไก่เดือยทองเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามเขาคิดถูกในการย้ายตัวครั้งนี้เมื่อเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงกับต้นสังกัดใหม่ตลอด 5 ปีที่อยู่ในถิ่นไฮบิวรี่

หลังจากนั้นเขาย้ายไปร่วมทีมพอร์ทสมัธ 3 ปีต่อด้วยน็อตต์ส เคาน์ตี้ ซึ่งถือเป็นช่วงบั้นปลายของอาชีพ

แต่จู่ ๆ แคมป์เบลล์ก็ประกาศยกเลิกสัญญากับน็อตต์ส เคาน์ตี้หลังเซ็นสัญญาได้เพียง 1 เดือนและตัดสินใจลงฝึกซ้อมรักษาความฟิตกับอาร์เซน่อลเพื่อมองหาต้นสังกัดใหม่

และเป็น อาร์แซน เวนเกอร์ เองที่พร้อมให้โอกาสปราการหลังรายนี้อีกครั้ง เขาลงสนามให้กับปืนใหญ่ไปทั้งหมด 14 นัดในฤดูกาล 2009/10 ที่เหลือ ก่อนจะปิดฉากอาชีพกับนิวคาสเซิ่ลหลังจากนั้น


ปอล ป็อกบา: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2009-2012, 2016-ปัจจุบัน)

ป็อกบาได้รับโอกาสลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่กับปีศาจแดงเพียง 7 นัดภายใต้กุนซือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นับตั้งแต่ไต่เต้ามาจากอคาเดมี่

และเพียงอายุ 19 ปี เขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับยูเวนตุสในปี 2012 และพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

จนมาในปี 2016 ปีศาจแดงต้องถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเองด้วยการทุ่มค่าตัวสถิติโลกในขณะนั้นที่ 89 ล้านปอนด์เพื่อดึงกลับมาโลดแล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดอีกครั้ง

นับแต่นั้นเป็นต้นมากองกลางแชมป์โลกชาวฝรั่งเศสก็โชว์ฟอร์มขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่เป็นระยะ อย่างไรก็ตามมีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าตัวพร้อมย้ายออกจากทีมเนื่องจากยังไม่ยอมต่อสัญญากับทีม ที่จะหมดลงหลังจบฤดูกาล 2021/22


เจอร์เมน เดโฟ: ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (2004-2008, 2009-2014)

หลังเซ็นสัญญามาจากเวสต์ แฮม ยูไนเต็ด เดโฟกลายเป็นกองหน้าขาประจำของทีมชาติอังกฤษด้วยฟอร์มทำประตูที่สม่ำเสมอของเจ้าตัว

แต่ในปี 2008 ท็อตแน่มกลับขายยอดกองหน้ารายนี้ให้กับพอร์ทสมัธในยุคของ แฮร์รี่ เรดแนปป์ อดีตเจ้านายเก่าสมัยอยู่กับขุนค้อน

แต่หลังจากนั้นเพียง 12 เดือน ทันทีที่เรดแนปป์เข้ามานั่งกุนซือสปอร์ส พวกเขาทุ่มค่าเหนื่อยเป็นสองเท่าที่เคยได้รับจากปอมปีย์และดึงกลับมายังถิ่นลอนดอนเหนืออีกครั้ง

เดโฟอยู่ในรังไก่ต่อไปอีก 5 ปีโดยทำได้ 79 ประตูพร้อมทั้งปิดเส้นทางอาชีพกับสเปอร์สด้วยการพาทีมขึ้นแท่นบิ๊กซิกส์ในพรีเมียร์ลีกแบบเต็มตัว


จูนินโญ่: มิดเดิลสโบรห์ (1995-1997, 1999-2000, 2002-2004)

หลายชื่อก่อนหน้านี้พวกเขากลับมารังเก่าเป็นครั้งที่สอง แต่ไม่ใช่กับตำนานมิดเดิลสโบรห์ที่รักต้นสังกัดเป็นอย่างมากจนหวนกลับบ้านเป็นครั้งที่สามเลยทีเดียว

แข้งชาวบราซิลช่วยให้ต้นสังกัดเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพและลีก คัพในปี 1997 แต่เขาตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลา ลีก้ากับแอตเลติโก มาดริดหลังจากที่ทีมตกชั้นในปีเดียวกัน

เขาถูกปล่อยให้มิดเดิลสโบรห์ยืมตัวเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลในปี 1999/2000 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักจากอาการบาดเจ็บที่รุมเร้า

แต่จูนินโญ่ยังไม่ยอมแพ้จนกระทั่งได้กลับมาเล่นในถิ่นริเวอร์ไซด์อีกครั้งในปี 2002 และเป็นการปิดตำนานได้อย่างสวยงามด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพในปี 2004 เข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรปได้สำเร็จ


เนมานย่า มาติช: เชลซี (2009-2011, 2014-2017)

เชลซีได้ตัวกองกลางชาวเซิร์บด้วยค่าตัวเพียง 1.5 ล้านปอนด์เมื่อปี 2009 แต่เขากลับได้ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ได้เพียง 3 นัดก่อนถูกปล่อยให้วิเทสส์ อาร์เน็มยืมตัวก่อนขายขาดให้กับเบนฟิก้าในเวลาต่อมา

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในลีกโปรตุเกส เชลซีต้องกลืนน้ำลายตัวเองอีกครั้งด้วยการดึงแข้งรายนี้กลับมาด้วยค่าตัวถึง 21 ล้านปอนด์

หลังจากนั้นมาติชโชว์ความเป็นกองกลางระดับชั้นนำด้วยการพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยก่อนจะเซ้งต่อให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์เมื่อปี 2017 จนถึงปัจจุบัน