จัดอันดับ 15 แข้งแพงสุดซัมเมอร์ 2021/22 หากรวมค่าตัว+ค่าเหนื่อย

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

จบกันไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับตลาดซื้อขายหน้าร้อนในฤดูกาล 2021/22 ที่ปิดตัวลงไปเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายนตามเวลาประเทศไทย

มีหลายดีลที่เรียกได้ว่าบรรลุผลสำเร็จก่อนตลาดปิดเพียงไม่กี่นาทีอย่าง ซาอูล ญิเกซ ที่เชลซียืมตัวมาจาก แอตเลติโก มาดริด หรือจะเป็น อองตวน กรีซมันน์ ที่ได้กลับตราหมีอีกครั้ง ถึงแม้ทั้งสองดีลที่ว่าจะเป็นแค่การยืมตัวก็ตาม

แต่ที่สะเทือนตลาดและทั่วโลกคงหนีไม่พ้นสองดีลระดับบิ๊กเบิ้มทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ ที่ย้ายจากบาร์เซโลน่าไปอยู่กับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตามมาด้วยคู่ปรับตลอดกาลอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ไม่ยอมน้อยหน้าประกาศย้ายทีมจากยูเวนตุสไปอยู่กับอดีตต้นสังกัดเก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นคำรบสอง

บวกกับแข้งที่ปีศาจแดงได้เข้ามาเสริมทัพก่อนหน้านี้อย่าง เจดอน ซานโช่ และ ราฟาเอล วาราน แน่นอนว่าทำให้ตลาดซื้อขายครั้งนี้เรียกได้ว่าครึกครื้นและมีเงินสะพัดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลทั่วโลก

แต่เรามาดูกันว่าเมื่อพิจารณาค่าตัว + ค่าเหนื่อยที่แต่ละสโมสรเจรจามาได้ในซัมเมอร์นี้ นักเตะระดับโลกคนใดจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับต้นสังกัดใหม่ได้มากที่สุด…..


15. เมมฟิส เดปาย (บาร์เซโลน่า)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 82,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 2 ปี 8,528,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 8,528,000 ปอนด์

แข้งชาวเนเธอร์แลนด์ประกาศไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดเก่าอย่างโอลิมปิก ลียง และเมื่อสัญญาของเขาหมดลง เขาไม่ลังเลที่จะย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าที่มีเจ้านายเก่าในทีมชาติอย่าง โรนัลด์ คูมัน กุมบังเหียน

ความฝันของแข้งรายนี้คือการได้ลงสนามร่วมกับตำนานอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ แต่ฝันนั้นต้องพังทลายลงเมื่อแข้งอาร์เจนไตน์ต้องย้ายไปซบเปแอสเชจากปัญหาด้านการเงินของบาร์ซ่าที่ไม่สามารถลงทะเบียนนักเตะเพิ่มได้

แต่นั่นถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าล่าตาข่ายเบอร์หนึ่งของทีมไปโดยปริยาย

14. เซร์คิโอ้ อเกวโร่ (บาร์เซโลน่า)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 98,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 2 ปี 10,192,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 10,192,000 ปอนด์

เช่นเดียวกับเดปาย ‘กุน’ หมดสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก่อนจะย้ายมายังบาร์เซโลน่าเพื่อหวังผนึกกำลังกับเพื่อนรักในทีมชาติอย่างเมสซี่ ก่อนที่สิ่งที่คิดไว้จะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเขาลงทุนยอมหั่นค่าเหนื่อยที่เคยได้รับจากสโมสรเก่าถึง 17 ล้านปอนด์ต่อปีจนเหลือเพียงแค่ 6 ล้านปอนด์ต่อปีเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของต้นสังกัดใหม่ แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขาสามารถรั้งเมสซี่เอาไว้ได้

13. เซร์คิโอ้ รามอส (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 134,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 2 ปี 13,936,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 13,936,000 ปอนด์

ยอดกัปตันทีมเรอัล มาดริดถูกต้นสังกัดเขี่ยทิ้งแบบไม่ไยดี ทำให้เจ้าตัวต้องระหกระเหินมาค้าแข้งกับปารีส แซงต์-แชร์กแมงด้วยสัญญาสองปี

และใครจะเชื่อว่าเส้นทางอาชีพของเขาจะต้องมาบรรจบกับสุดยอดคู่กัดที่คอยไล่เตะไล่ฟาดกันมาตลอดเกือบ 20 ปีในลา ลีก้าอย่างเมสซี่ และภาพการพูดคุยกันอย่างสนิทสนมภายในสโมสรทำให้หลายคนยังไม่อยากเชื่อตาตัวเอง

12. มาร์ติน โอเดการ์ด (อาร์เซน่อล)

ค่าตัว 30 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 85,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 4 ปี 17,680,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 47,680,000 ปอนด์

อดีตศิษย์เก่าของราชันชุดขาวที่แทบจะไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ทำให้เขาต้องมองหาต้นสังกัดใหม่เพื่อพิสูจน์ฝีเท้าของตัวเอง และเป็นอาร์เซน่อลที่ยินดีน้อมรับไว้เมื่อช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของปี 2020/21

ฟอร์มของแข้งชาวนอร์เวย์สร้างความประทับใจให้กับกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า จนต้องเซ็นสัญญาอย่างถาวรในซัมเมอร์นี้ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์

และหากนับผลงานกับปืนใหญ่ในช่วงครึ่งฤดูกาลก่อนจนถึงตอนนี้ เขาทำไป 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์จากการลงสนามทั้งหมด 22 นัดรวมทุกรายการ

11. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ค่าตัว 13 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 385,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 2 ปี 40,040,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 53,040,000 ปอนด์

โรนัลโด้กลายเป็นนักเตะที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมของยูเวนตุสภายใต้กุนซือคนใหม่ มัสสิมิลิอาโน่ อัลเลกรี และจากข่าวคราวที่เจ้าตัวถูกขอร้องให้เป็นสำรองในเกมนัดเปิดสนามเซเรีย อาที่เสมอกับอูดิเนเซ่ 2-2 ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของ CR7 และยูเว่

หลังจากนั้นไม่นานกัปตันทีมชาติโปรตุเกสตกเป็นข่าวลืออย่างหนักว่าจะย้ายไปเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลร่วมเมืองอย่างยูไนเต็ด

แต่สุดท้ายแล้วโรนัลโด้เปลี่ยนใจกะทันหันแบบหนังหักมุมก่อนจะย้ายกลับอดีตต้นสังกัดเดิมเป็นครั้งที่สอง

ถึงแม้จะมีมูลค่าไม่สูงมากนักทั้งในแง่ของค่าตัวและค่าเหนื่อย แต่แข้งวัย 36 ปียังคงได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

10. จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 213,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 55,500,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 55,500,000 ปอนด์

ว่าที่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของโลก ดอนนารุมม่าสร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่อายุน้อยสมัยอยู่กับเอซี มิลานและติดทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีจนลงสนามให้กับอดีตต้นสังกัดไปถึง 251 นัด

อย่างไรก็ตามด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จด้านชื่อเสียงและถ้วยรางวัล มือกาววัย 22 ปีจึงต้องมองไปยังอนาคตด้วยการปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่กับปีศาจแดงดำและย้ายซบเปแอสเชด้วยฝีมือของเอเยนต์คนดัง มิโน่ ไรโอล่า

ยิ่งไปกว่านั้นการคว้าแชมป์ยูโร 2020 ครั้งล่าสุดเกับทีมชาติอิตาลี ยิ่งช่วยยกระดับให้นายทวารรายนี้ยิ่งขึ้นไปอีกขั้น

9. ลิโอเนล เมสซี่ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 650,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 2 ปี 67,600,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 67,600,000 ปอนด์

ถือได้ว่าเป็นดีลแห่งความสั่นสะเทือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกใบนี้ ใครจะเชื่อว่าชายคนหนึ่งที่อยู่กับต้นสังกัดมาตลอด 21 ปีต้องเก็บข้าวของออกจากคัมป์ นูและย้ายไปยังเปแอสเชชนิดที่ไม่เต็มใจอย่างยิ่ง

ถึงแม้ในปีก่อน เจ้าตัวจะออกลูกงอแงขอย้ายทีมในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2020/21 แต่เจ้าตัวยอมรับทั้งน้ำตาในปีนี้ว่าเขาไม่ต้องการย้ายออกจากบาร์ซ่า

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะปัญหาการเงินและค่าเหนื่อยที่ทะลุเพดานของบาร์ซ่า ทำให้พวกเขาไม่สามารถลงทะเบียนนักเตะในลา ลีก้าได้ ถึงแม้เมสซี่จะยอมลดค่าเหนื่อยของตัวเองลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

อย่างไรก็ตามชีวิตต้องก้าวต่อไป เป้าหมายในฤดูกาลนี้ของเมสซี่คือการพาเปแอสเชคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ ซึ่งเป็นถ้วยที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ร่วมกับเพื่อนรักอย่าง เนย์มาร์ และยอดแข้งชาวฝรั่งเศสอย่าง คิลิยัน เอ็มบัปเป้

8. ราฟาเอล วาราน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ค่าตัว 34 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 4 ปี 41,600,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 75,600,000 ปอนด์

ถือเป็นอีกหนึ่งตำนาน 48 ชั่วโมงของปีศาจแดงที่ตกเป็นข่าวกับโอลด์ แทรฟฟอร์ดทุกฤดูกาล และในปีนี้พวกเขาทำได้จริง ๆ ด้วยการกระชากตัวมาจากเรอัล มาดริดด้วยค่าตัวที่ถือว่าคุ้มค่า

ปราการหลังเจ้าของแชมป์โลกยอมรับว่าอดีตกุนซือผีแดง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยเดินทางมาหาถึงบ้านแม่ของเขาเพื่อเจรจาโดยตรง แต่สุดท้ายเจ้าตัวเลือกที่จะย้ายไปยังราชันชุดขาว

และเขาใช้เวลาบ่มเพาะฝีมือหลายปี ก่อนจะย้ายมายังแมนเชสเตอร์ในช่วงพีคของการค้าแข้งด้วยอายุ 28 ปี

7. ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ (บาเยิร์น มิวนิค)

ค่าตัว 36.5 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 165,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 43,000,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 79,500,000 ปอนด์

ปราการหลังสุดเนื้อหอมของแอร์เบ ไลป์ซิกได้รับการยกย่องและความสนใจอย่างมากจากเหล่าบรรดาสโมสรชั้นนำทั่วยุโรปจากผลงานกับต้นสังกัดนับตั้งแต่ย้ายมาจากซัลซ์บวร์กเมื่อปี 2017

นับแต่นั้นเป็นต้นมาเขาพัฒนาฝีเท้าจนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในปราการหลังอนาคตไกลที่สุด

อย่างไรก็ตามเขาตระหนักได้ว่าหากยังค้าแข้งกับไลป์ซิกต่อไป พวกเขาคงเป็นได้เพียงแค่ลูกไล่ของลูกพี่ในบุนเดสลีก้าอย่างบาเยิร์น มิวนิคเท่านั้น และจุดประกายการย้ายทีมก็เริ่มต้นขึ้น

ประจวบเหมาะกับบาเยิร์นที่เพิ่งเสีย ดาวิด อลาบา ไปให้กับเรอัล มาดริด พวกเขาจึงดึงแข้งรายนี้มาอุดรูรั่วโดยทันที และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสือใต้จะเป็นทีมที่บันดาลความสำเร็จให้กับแข้งรายนี้ได้อย่างแน่นอนในอนาคต

6. เบน ไวท์ (อาร์เซน่อล)

ค่าตัว 50 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 120,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 31,200,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 81,200,000 ปอนด์

เรียกได้ว่าเกินหน้าเกินตาใครหลาย ๆ คนกับแข้งผู้ดีที่ย้ายมาจากไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ด้วยค่าตัวชนิดที่อดีตต้นสังกัดถึงกับลูบปาก

50 ล้านปอนด์กับปราการหลังคนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ใด ๆ เหมือนจะเป็นราคาที่มากเกินไปหน่อย และการเข้ามาของแข้งรายนี้ก็ยังไม่ช่วยยกระดับเกมรับของปืนโตได้อย่างมีนัยสำคัญ

ปืนโตแพ้สามนัดรวดและโดนถลุงประตูไปแล้ว 9 จากการลงสนาม 3 นัดแรกในพรีเมียร์ลีกจมอยู่ท้ายตาราง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาใหญ่เกินกว่าที่การเสริมทัพจะแก้ได้

5. อัชราฟ ฮาคิมี่ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

ค่าตัว 51.5 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 160,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 41,600,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 93,100,000 ปอนด์

ถึงแม้อินเตอร์ มิลานจะขัดขวางยูเวนตุสในการไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยที่ 10 ติดต่อกันด้วยการคว้าแชมป์เซเรีย อาเมื่อฤดูกาล 2020/21 อย่างยิ่งใหญ่ แต่การวางมือของกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ เปรียบเสมือนกัปตันเรือที่ทิ้งลูกเรือไว้กลางทาง

เหล่าบรรดาลูกน้องต่างพาเหรดกันย้ายออกจากทีมและฮาคิมี่คือหนึ่งในนั้น เขาถูกยักษ์ใหญ่จากกรุงปารีสกระชากตัวไปด้วยค่าตัวครึ่งร้อยล้านปอนด์

เขาจะได้ผนึกกำลังกับบรรดายอดฝีมือมากมายทั้งรามอส, เนย์มาร์, เอ็มบัปเป้ หรือแม้แต่เมสซี่ ที่เขาไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ลงสนามด้วยสีเสื้อเดียวกัน

4. ดาวิด อลาบา (เรอัล มาดริด)

ค่าตัว ฟรี
ค่าเหนื่อย 380,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 99,000,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 99,000,000 ปอนด์

เรียกได้ว่าวิกฤติไม่แพ้คู่ปรับร่วมลีก เรอัล มาดริดจำเป็นต้องโละนักเตะออกจากทีม แต่การสูญเสียสองเซนเตอร์ตัวอย่างทั้งรามอสและวารานถือเป็นช่องโหว่มหาศาลที่พวกเขาต้องอุดรอยรั่ว

และเหมือนนัดกันมาเมื่ออลาบาหมดสัญญากับบาเยิร์น มิวนิคพอดิบพอดี เจ้าตัวปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับเสือใต้เพราะต้องการมองหาความท้าทายใหม่ ๆ หลังค้าแข้งอยู่ในแคว้นบาวาเรียมานานถึง 10 ปีเต็ม

ถึงแม้ราชันชุดขาวจะได้แข้งรายนี้มาแบบฟรี ๆ แต่ค่าเหนื่อยที่อยู่ในระดับมหาศาลทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดบนโลกใบนี้

3. เจดอน ซานโช่ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ค่าตัว 73 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 91,000,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 164,000,000

ปัญหาปีกขวาคือปัญหาที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาอย่างยาวนาน พวกเขามองหานักเตะที่จะแก้ปัญหามากมายทั้ง ฆวน มาต้า หรือ อังเคล ดิ มาเรีย แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์สักที

มาในครั้งนี้กับการเดิมพันครั้งใหญ่ของปีศาจแดงด้วยการทุ่มงบมหาศาลกระชากซานโช่มาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

แต่ถึงแม้ผลงานในบุนเดสลีก้าจะยอดเยี่ยมเพียงใด อย่างไรก็ตามฝีเท้าของแข้งรายนี้ยังต้องได้รับการพิสูจน์ในเกาะอังกฤษเมื่อจังหวะการเล่นหรืออะไรต่าง ๆ ไม่เหมือนกับที่เยอรมนี บวกกับเจ้าตัวยังไม่เคยสัมผัสการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกมาก่อน นั่นทำให้เขาต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพัก

และดูว่าการลงทุนในครั้งนี้ของปีศาจแดงจะคุ้มค่าหรือไม่?

2. แจ๊ค กรีลิช (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ค่าตัว 100 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 230,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 6 ปี 71,760,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 171,760,000 ปอนด์

หากจะนับผลงานในช่วงหลัง นักเตะผู้ดีที่เนื้อหอมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นอดีตแข้งแอสตัน วิลล่าอย่างกรีลิช

กับผลงานที่โดดเด่นในฤดูกาล 2020/21 ที่ทำไป 7 ประตูกับ 12 แอสซิสต์จากการลงสนามเพียง 27 นัด ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงและมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษลุยฟุตบอลยูโร 2020 ที่ผ่านมา

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คืออีกหนึ่งกุนซือที่ชื่นชมฝีเท้าของแข้งรายนี้ และเรือใบก็ได้ตัวสำเร็จด้วยค่าตัวสถิติเกาะอังกฤษที่ 100 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตามมีเสียงวิจารณ์มากมายว่าค่าตัวของแข้งรายนี้ดูจะแพงเกินฝีเท้าไปหน่อย แต่อย่างไรก็ตามเขายังมีเวลาให้พิสูจน์ตัวเองว่าสไตล์ของเขาจะประสานงานกับการทำทีมของกุนซือชาวสเปนผู้นี้ได้ไร้ที่ติรึเปล่า

1. โรเมลู ลูกากู (เชลซี)

ค่าตัว 97.5 ล้านปอนด์
ค่าเหนื่อย 325,000 ปอนด์
รวมค่าเหนื่อยสัญญา 5 ปี 84,500,000 ปอนด์
รวมมูลค่าทั้งหมด 182,000,000 ปอนด์

และมาถึงสุดยอดบิ๊กดีลในซัมเมอร์นี้ด้วยเม็ดเงินมหาศาลเกือบ 200 ล้านปนด์ที่เชลซีต้องจ่ายให้กับอินเตอร์ มิลาน โรเมลู ลูกากู กลับบ้านเก่าอีกครั้ง

ลูกากูเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรในบ้านเกิดกับอันเดอร์เลชท์ก่อนจะเข้าตาแมวมองสิงห์บลูส์ดึงมาร่วมทีมเมื่อปี 2011

อย่างไรก็ตามด้วยวัยเพียง 18 ปีเขาทำได้เพียงแค่นั่งดูเหล่าตำนานลงสนาม โดยเฉพาะ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ยังเป็นเสาหลักให้กับทีมในขณะนั้น เขาจึงจำใจต้องปล่อยให้หลายทีมยืมตัวทั้งเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยนและเอฟเวอร์ตัน ที่เขาฉายแววเป็นกองหน้าระดับโลก

เอฟเวอร์ตันถูกใจกองหน้ารายนี้ในการยืมตัวฤดูกาล 2013/14 ทำให้ท็อฟฟี่สีน้ำเงินยอมทุ่มเงินก้อนโตราว 30 ล้านปอนด์เพื่อกระชากเข้ารังกูดิสัน พาร์คแบบถาวร

และในช่วงเวลานั้นเอง เขาทำผลงานระดับสุดยอดด้วยการซัดไป 87 ประตูกับอีก 29 แอสซิสต์จากการลงสนาม 166 นัด จนทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยอมจ่ายให้ท็อฟฟี่ด้วยค่าตัวสูงถึง 75 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 2017

แต่ภายใต้สไตล์การทำทีมของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำให้เขาไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งมาได้เท่าที่ควร จนถูกขายให้กับอินเตอร์ มิลานในปี 2019 และที่นั่นเขาเหมือนกับได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง

ตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา ลูกากูซัดให้อินเตอร์ไป 64 ประตูกับ 16 แอสซิสต์จากการลงสนามเพียง 95 นัด และในฤดูกาล 2020/21 เขาคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้งูใหญ่คว้าสคูเด็ตโต้ไปอย่างสวยงาม

และการย้ายทีมครั้งล่าสุดนี้เขาถูกจับจ้องเป็นอย่างมากว่าเขาจะรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้หรือไม่?