งัด 5 เหตุผลทำไมการเซ็น “โรนัลโด้” ของยูเว่ถึงเป็นความล้มเหลว?

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและอาจพูดได้ว่าเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา แต่ทุกอย่างมีเกิดก็ต้องมีดับตามกาลเวลา

โรนัลโด้เซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทีมยูเวนตุสเมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัวราว 85 ล้านปอนด์ก่อนจะทำลายสถิติมากมายกับ ‘ไอ้ม้าลาย’ ด้วยประตูที่เขาโกยมาได้เป็นกอบเป็นกำเป็นเวลาถึง 3 ฤดูกาลมาแล้ว

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะประสบความสำเร็จในแง่ส่วนตัวมากเท่าไหร่ แต่กับผลงานในภาพรวมของทีมเรียกได้ว่าล้มเหลวแทบทุกอย่างหากเทียบกับอดีตต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเรอัล มาดริด

เหตุไฉนทำไมโรนัลโด้ถึงไม่สามารถพายูเวนตุสประสบความสำเร็จเหมือนกับอดีตทีมเก่าได้? และนี่คือ 5 เหตุผลที่เชื่อว่าการย้ายทีมของโรนัลโด้ถือเป็นการตัดสินใจที่ล้มเหลวของทีมจากตูริน


1. ดึงจังหวะเสียทั้งทีม

ไม่มีใครเถียงว่าทักษะการทำประตูของเขาอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม และน่าจะดีที่สุดเท่าที่โลกใบนี้เคยมีมาโดยเขาเป็นแข้งยูเวนตุสเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ทีมที่ทำประตูได้ 10 นัดติดต่อกัน

แต่นั่นต้องแลกมากับการดึงจังหวะของทีมให้ช้าลง ยูเวนตุสเคยมีการเล่นที่ลื่นไหลและรวดเร็วพร้อมกับการเชื่อมเกมที่เนียนตา แต่ดูเหมือนว่าจุดมุ่งหมายของเพื่อนร่วมทีมในตอนนี้คือการส่งบอลให้กัปตันทีมชาติโปรตุเกสทำประตูเพียงอย่างเดียว

นั่นทำให้บอลไปตายอยู่ที่โรนัลโด้บ่อยครั้งถึงแม้เพื่อนร่วมทีมจะอยู่ในตำแหน่งทำประตูที่ดีกว่า

และถึงแม้เขาจะยังรักษาสถิติการทำประตูต่อฤดูกาลได้อย่างคงเส้นคงวา แต่จากตัวเลขชี้ว่าการเปลี่ยนจังหวะการยิงให้เป็นประตูของเขาเริ่มอยู่ในช่วงถดถอยแล้ว

โรนัลโด้มีโอกาสจบสกอร์ 5.1 ครั้งต่อเกมในเซเรีย อาแต่กลับทำประตูได้เพียง 0.93 ครั้ง นั่นหมายความว่าเขาเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูได้จริงเพียง 18 เปอร์เซ็นต์


2. ป้องกันแชมป์เซเรีย อา 2020/21 เอาไว้ไม่ได้

ยูเวนตุสคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาครองได้ 9 สมัยติดต่อกันนับตั้งแต่ฤดูกาล 2010/11 จนถึง 2019/20 และถึงแม้การที่โรนัลโด้เข้ามาเมื่อปี 2018 พวกเขาก็ยังคว้าแชมป์ได้อีกสองครั้ง แต่กับฤดูกาลปัจจุบันพวกเขาต้องถูกไข่ลงจากบัลลังก์

อันเดรีย ปีร์โล่ เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2020 และผลงานในช่วงแรกที่ยอดเยี่ยมด้วยสถิติคว้าชัยเกมเยือนนัดแรกตั้งแต่คุมทีม ซึ่งมีกุนซือเพียงสามคนที่เคยทำได้ในประวัติศาสตร์ทีม ดูเหมือนว่าปีร์โล่จะพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่สิบ ถึงแม้เขาจะไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมมาก่อนก็ตาม

อย่างไรก็ตามเขาเลือกจะหวังพึ่งการถล่มประตูของโรนัลโด้เพียงอย่างเดียว และนั่นเหมือนเป็นดาบสองคมที่ทำให้พวกเขาเกือบหลุดตำแหน่งท็อปโฟร์ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

ด้วยแทคติคของปีร์โล่ทำให้โรนัลโด้คว้าดาวซัลโวประจำลีกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก แต่กลับไม่สามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 10 ติดต่อกันได้


3. ค่าเหนื่อยแพง เสริมทัพยาก

โรนัลโด้คือหนึ่งในนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และเขายังมีชื่อติดอันดับนักเตะกีฬาที่ได้มีรายรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes ทุกปี

มีรายงานว่าเขาได้รับค่าเหนื่อยถึง 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ตีเป็น 28 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งเป็นค่าเหนื่อยที่แพงที่สุดในเซเรีย อาปัจจุบัน นั่นทำให้สมดุลของทีมเสียไปโดยปริยาย

ถึงแม้จะมีรายงานถึงการยอมลดค่าเหนื่อยของตัวเองในช่วงวิกฤติโควิด-19 แต่โรนัลโด้ก็ยังทำรายได้เกือบ 19 ล้านปอนด์ต่อปี มากกว่าแข้งค่าเหนื่อยอันดับสองของทีมอย่าง มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์ ที่ได้รับอยู่ 416,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

และหากพิจารณาให้เห็นภาพชัดขึ้น สโมสรต้องแบกรับค่าเหนื่อยของโรนัลโด้เพียงคนเดียวถึง 11 เปอร์เซ็นต์จากนักเตะทั้งหมด

ถึงแม้เขาจะทำผลงานได้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ก็ตาม แต่ความกังวลถึงสถานะทางการเงินที่เกิดขึ้นทำให้ยูเว่ไม่สามารถขยับขยายนักเตะเพิ่มเติมได้ โดยตำแหน่งที่น่าเป็นห่วงคือกองกลางและวิงแบ็ก

ทำให้มีรายงานว่าต้นสังกัดต้องการโยนภาระอันหนักอึ้งนี้ทิ้งไปเมื่อปีก่อน แต่สุดท้ายสโมสรตัดสินใจกลับลำเก็บแข้งรายนี้ไว้ใช้งานต่อไป


4. ผลงานแบบนี้จะเอา “บัลลง ดอร์” จากไหน?

โรนัลโด้คว้ารางวัลแห่งเกียรติยศนี้มาครองได้ถึง 5 สมัยนับตั้งแต่ปี 2008 ที่เขาทำได้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์พรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ ลีกในปีเดียวกัน

และหลังจากที่เจ้าตัวย้ายไปตามหาความฝันกับเรอัล มาดริด เขาก็คว้ารางวัลนี้มาประดับตู้ได้อีกถึง 4 สมัยด้วยผลงานระดับสุดยอดทั้งในลา ลีก้าและเวทียุโรป

แต่หลังจากสมัยล่าสุดที่ทำได้เมื่อปี 2017 โรนัลโด้เริ่มจะอยู่ในช่วงโรยราและหากไกลจากคำว่าที่สุดของโลกเข้าไปทุกขณะ

ปี 2018 เขาเสียรางวัลนี้ให้กับ ลูก้า โมดริช ที่พาโครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ซึ่งถือไพ่เหนือกว่าเพื่อนร่วมสโมสรอย่างโรนัลโด้ ส่วนปี 2019 เขาทำได้เพียงแค่อันดับสาม และเป็นคู่แข่งตลอดกาลอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ที่คว้าบัลลง ดอร์สมัยที่ 6 แซงหน้าไปในที่สุด

มาในปี 2020 กลับไม่มีการแจกรางวัลเกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดทั่วโลก แต่หากจะมีการแจกรางวัลจริง โรนัลโด้ก็คงชวดอีกตามเคยเพราะ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำผลงานระดับสุดยอดช่วยบาเยิร์น มิวนิคคว้าแชมเปียนส์ ลีกได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับในปี 2021 นี้ที่โรนัลโด้ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันทั้งชวดแชมป์ลีกรวมถึงฟุตบอลระดับชาติกับโปรตุเกสในยูโร 2020 ก็จอดแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ซึ่งน่าจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างเลวานดอฟสกี้ ที่ทำลายสถิติทำประตูมากสุดในบุนเดสลีก้าฤดูกาลเดียวของ แกร์ด มุลเลอร์ ที่เคยทำไว้เมื่อฤดูกาล 1970/71 และ ลิโอเนล เมสซี่ ที่คว้าแชมป์ระดับเมเจอร์กับอาร์เจนตินาได้เป็นครั้งแรกในโคปา อเมริกา 2021 เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา


5. ทำงานหลักไม่สำเร็จ “แชมเปียนส์ ลีก”

โรนัลโด้ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์แชมเปียนส์ ลีกโดยคว้าแชมป์ถ้วยนี้ได้ถึง 5 สมัยทาบตำนานอย่าง เปาโล มัลดินี่ และ อเลสซานโดร คอสตากูร์ต้า

นอกจากนี้เขายังถือครองสถิตินักเตะทำประตูมากที่สุดในแชมเปียนส์ ลีกอีกด้วย

แต่น่าประหลาดใจไม่น้อยเมื่อ “มิสเตอร์แชมเปียนส์ ลีก” ผู้นี้กลับต้องร้างความสำเร็จดังกล่าวมาแล้วถึงสามปี

นับตั้งแต่ปี 2018 โรนัลโด้ไม่สามารถผ่านรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และยูเวนตุสต้องตกรอบด้วยน้ำมือของทีมที่ดูจะอ่อนกว่าตลอดทั้งสามปีที่ผ่านมาอีกด้วย

พวกเขาถูกอาหยักซ์, โอลิมปิก ลียงและปอร์โต้เขี่ยตกรอบสามปีที่ผ่านมาตามลำดับ ซึ่งสถิติส่วนตัวอันยอดเยี่ยมของโรนัลโด้ก็ไม่สามารถแบกทีมไปถึงฝั่งฝันได้

เป็นที่รู้กันดีว่ายูเวนตุสเซ็นสัญญาโรนัลโด้เข้าสู่ทีมเพื่อมองหาความสำเร็จในเวทียุโรป ที่แชมป์ครั้งล่าสุดของพวกเขาต้องย้อนไปฤดูกาล 1995/96 เลยทีเดียว

และความล้มเหลวตลอดสามปีที่ผ่านมากับรายการนี้น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดว่าการเซ็นสัญญาโรนัลโด้เข้ามาถึงเป็น “การตัดสินใจที่แย่ที่สุด” ของยูเวนตุส