หมูเขี้ยวตัน! ท็อป 10 แมตช์สุดพลิกล็อกในประวัติศาสตร์ยูโร

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมักจะเกิดเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอตลอด 60 กว่าปีที่ก่อตั้งรายการนี้ขึ้นมา

หากไม่นับยูโร 2020 ในครั้งนี้ สถิติที่อ้างอิงจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Gracenote ชี้ให้เห็นว่ายูโร 2016 ครั้งที่ผ่านมาทีมที่เป็นรองคว้าชัยชนะได้ถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรวมถึงเกมนัดชิงระหว่างโปรตุเกสและฝรั่งเศสด้วย

แต่ถ้าหากรวมการแข่งขันทุกนัดนับตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งรายการนี้เมื่อปี 1960 จะมีนัดใดบ้างที่ติด “ท็อปเทน” 10 นัดสุดพลิกล็อกในประวัติศาสตร์ยูโร

เรามาดูกัน…


10. อังกฤษ 0-1 ยูโกสลาเวีย: รอบรองชนะเลิศยูโร 1968 (โอกาสชนะ 21.9 เปอร์เซ็นต์)

หลังจากคว้าแชมป์โลกมาได้เมื่อสองปีก่อน อังกฤษต้องแย่งตั๋วเข้ารอบชิงชนะเลิศกับยูโกสลาเวียในปี 1986 ที่ประเทศอิตาลี

และครั้งนี้ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ลูกทีมของกุนซือ แอลฟ์ แรมซีย์ ต้องการนัก

ถึงแม้ทัพสิงโตคำรามจะมียอดนักเตะทั้ง บ็อบบี้ มัวร์, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน, กอร์ดอน แบงก์ส และ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ แต่ประตูของ ดราแกน ซายิช ในนาทีที่ 86 ดับฝันอังกฤษไว้เพียงแค่รอบรองชนะเลิศ


9. เยอรมนีตะวันตก 0-1 สเปน: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 1984 (โอกาสชนะ 21.7 เปอร์เซ็นต์)

แชมป์เก่าเยอรมนีตะวันตกต้องการเพียงแต้มเดียวเพื่อเข้ารอบรองชนะเลิศในฐานะรองแชมป์กลุ่ม

แต่กลายเป็นว่าสเปนไม่ยอมง่าย ๆ จากประตูช่วงนาทีที่ 90 ของ อันโตนิโอ มาเซด้า ชนิดที่ไม่ให้ลูกทีมของ จุ๊ปป์ แดร์วอลล์ ได้แก้ตัว

จากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้แชมป์เก่าต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านและเป็นสเปนเองที่เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ไปแพ้ให้กับฝรั่งเศส


8. โปรตุเกส 1-2 กรีซ: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 2004 (โอกาสชนะ 21.4 เปอร์เซ็นต์)

เป็นหนึ่งเกมที่ลืมไม่ลงในยูโรฉบับเทพนิยายกรีกครั้งนี้ กรีซคือทีมที่สร้างความประหลาดใจได้มากที่สุด และเทพนิยายของพวกเขาก็เริ่มต้นจากเกมนี้

ถึงแม้ในนัดชิงชนะเลิศ กรีซจะเอาชนะโปรตุเกสแบบพลิกล็อกอีกครั้งด้วยโอกาสชนะเพียง 24.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาเกมนัดชิงยูโรทั้งหมด แต่นั่นก็ยังมีความเป็นไปได้มากกว่าเกมนี้

เพราะกรีซสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเอาชนะทีมของ ลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ มาได้ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มจากประตูของ จอร์จอส คารากูนิส และ แองเจลอส บาซินาส และถึงแม้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะยิงประตูตีตื้นได้แต่ทีมฝอยทองก็ไล่ไม่ทัน

หากย้อนไปถามกูรูหลายคนว่ากรีซจะชนะในเกมนัดนี้หรือไม่ ต้องพูดเลยว่าแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครเห็นด้วยแน่นอน


7. ยูเครน 0-2 ไอร์แลนด์เหนือ: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 2016 (โอกาสชนะ 21.3 เปอร์เซ็นต์)

ในการให้สัมภาษณ์ของ ไนออล แม็คกินน์ ผู้ทำประตูในเกมดังกล่าวอีกสี่ปีถัดมา ที่ทำให้ไอร์แลนด์เหนือคว้าชัยชนะในฟุตบอลทีมชาติระดับเมเจอร์รอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1982 เขากล่าวว่า

“นี่อาจเป็นสิ่งที่น่าจดจำต่อไปอีก 30-40 ปีเลยทีเดียว”

นอกจากแม็คกินน์แล้ว แกเร็ธ แม็คออลีย์ คือผู้ทำประตูให้ไอร์แลนด์เหนือขึ้นนำไปก่อนในเกมนี้ และชัยชนะดังกล่าวก็เพียงพอให้ลูกทีมของ ไมเคิ่ล โอนีลล์ ผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์ได้สำเร็จ


6. CIS 0-3 สกอตแลนด์: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 1992 (โอกาสชนะ 21.2 เปอร์เซ็นต์)

“เมื่อคุณลงไปในสนามวันนี้ คุณจะได้ทำในสิ่งที่ไม่มีนักฟุตบอลสกอตติชคนไหนเคยทำมาก่อน” กุนซือ แอนดี้ ร็อกซ์เบิร์ก ให้โอวาทลูกทีมก่อนลงสนามในฟุตบอลยูโรครั้งแรกของประเทศ

หลังแพ้สองนัดแรกให้กับทีมแกร่งทั้งเนเธอร์แลนด์และเยอรมนี สกอตแลนด์ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปตามระเบียบ

แต่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ให้กับชาติของตัวเองด้วยการคว้าชัยชนะนัดแรกในรายการเหนือเครือรัฐเอกราช (CIS) ประเทศที่แยกตัวออกมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

พอล แม็คสเตย์, ไบรอัน แม็คแคลร์ และ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ช่วยกันทำคนละประตูให้สกอตแลนด์คว้าชัยชนะได้สำเร็จ


5. เนเธอร์แลนด์ 0-1 เดนมาร์ก: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 2012 (โอกาสชนะ 19.9 เปอร์เซ็นต์)

“พูดได้ว่าเราอิจฉาทีมดัตช์เล็กน้อยที่เราอยู่คนละชั้นกับพวกเขา พวกเขาคือตัวเต็งแบบไม่ต้องสงสัย”

นี่คือคำพูดสุดแสนจะจริงใจของกุนซือเดนมาร์ก มอร์เทน โอลเซ่น ในตอนนั้น และถึงแม้กุนซืออัศวินสีส้ม เบิร์ท ฟาน มาร์ไวจ์ค จะยอมรับว่าทีมของพวกเขาคือตัวเต็งในรายการนั้น แต่คำพูดของทั้งสองกุนซือถือเป็นการเล่นสงครามจิตวิทยาที่น่าสนใจ

ฮอลแลนด์ ที่เพิ่งจะคว้ารองแชมป์โลกเมื่อสองปีก่อน กลับโดนลูกยิงปลิดวิญญาณในครึ่งแรกของ ไมเคิ่ล โครห์น-เดห์ลี และกลายเป็นว่าพวกเขาแพ้สามนัดรวดในรอบแบ่งกลุ่ม

แต่ถึงแม้เดนมาร์กจะชนะในเกมนี้ พวกเขาก็ต้องตกรอบแพ็คของกลับบ้านตามเนเธอร์แลนด์ไป


4. เบลเยียม 0-2 ตุรกี: รอบแบ่งกลุ่มยูโร 2000 (โอกาสชนะ 19.7 เปอร์เซ็นต์)

“นี่ถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดของตุรกีทั้งชาติ” กุนซือแดนไก่งวง มุสตาฟา เดนิซลี กล่าว “นี่คือความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอลตุรกีรอบ 77 ปี”

เรียกได้ว่าเป็นการคืนความสุขให้กับตุรกีได้เป็นอย่างดีเมื่อพวกเขาเอาชนะเบลเยียมในยูโร 2000 และทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์รายการใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งเขี่ยเจ้าภาพร่วมตกรอบไปด้วย

ฮาคาน ซูเคอร์ เหมาคนเดียวสองประตูในเกมดังกล่าว หลังจากที่พวกเขาเก็บได้เพียงแต้มเดียวจากสองนัดก่อนหน้านั้น


3. เบลเยียม 1-3 เวลส์: ยูโร 2016 รอบก่อนรองชนะเลิศ (โอกาสชนะ 19.6 เปอร์เซ็นต์)

“ถ้าผมเป็นประธานสโมสรหนึ่งในพรีเมียร์ลีก ผมจะจับ ฮาล ร็อบสัน-คานู เซ็นสัญญาเป็นคนถัดไป” อดีตกองหน้าทีมชาติเวลส์ จอห์น ฮาร์ทสัน กล่าว

“สุดยอดประตู เขาเผา โธมัส มูเนียร์ ซะเรียบในการหมุนตัวจังหวะนั้น”

ถือเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเวลส์และกลายเป็นเกมที่พลิกล็อกที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโรตลอดกาล เมื่อร็อบสัน-คานูงัดสกิลระดับโลกในกรอบเขตโทษ ซึ่งเป็นจังหวะที่ไม่มีวันลืมในเกมวันนั้น

กับการลงสนามรายการนี้ครั้งแรกของเวลส์ในรอบ 58 ปี ทีมของ คริส โคลแมน พลิกจากเป็นฝ่ายตามหลังมาคว้าชัยชนะอย่างท่วมท้นเหนือเบลเยียม 3-1 พร้อมเข้ารอบรองชนะเลิศรายการใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

รัดย่า นาอิงโกลัน ซัดประตูให้ปีศาจแดงแห่งยุโรปขึ้นนำไปก่อน แต่เวลส์ได้ประตูจาก แอชลีย์ วิลเลียมส์, ร็อบสัน-คานู และตัวสำรอง แซม โวคส์


2. ฝรั่งเศส 0-1 กรีซ: ยูโร 2004 รอบก่อนรองชนะเลิศ (โอกาสชนะ 19.1 เปอร์เซ็นต์)

“นี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลกรีซ” เจ้าของประตูชัย แองเจลอส คาริสเตอาส อธิบายถึงชัยชนะในเกมดังกล่าว

ซึ่งไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงแต่อย่างใดเมื่อทีมของ อ็อตโต้ เรห์ฮาเกล พาทีมเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จด้วยการเขี่ยยอดทีมอย่างฝรั่งเศสตกรอบ

ทัพ ‘เลอ เบลอส์’ ไม่สามารถควานหาประตูตีเสมอในเกมดังกล่าวได้จากเกมรับสุดเหนียวแน่นของเจ้าของเทพนิยายในครั้งนี้ทั้งที่ทัพตราไก่มียอดขุนพลระดับโลกมากมายอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน, โรแบร์ ปิแรส และ เธียร์รี่ อองรี

กรีซเอาชนะสาธารณรัฐเช็กในรอบรองชนะเลิศ 1-0 ก่อนจะคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการย้ำแค้นโปรตุเกสในนัดชิง


1. อังกฤษ 1-2 ไอซ์แลนด์: ยูโร 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย (โอกาสชนะ 17.4 เปอร์เซ็นต์)

“เราทุกคนล้วนมีความเชื่อ ถึงแม้ทั้งโลกจะไม่เชื่อ แต่เราเชื่อ” คารี อาร์นาสัน กล่าวหลังจากที่ทีมของเขาสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเขี่ยทีมชาติอังกฤษของ รอย ฮอดจ์สัน ตกรอบ และถือเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอัปยศที่สุดของพวกเขาไปโดยปริยาย

เช่นเดียวกับความเห็นของอดีตตำนานผู้ดี อลัน เชียเรอร์ ที่ชี้ว่า “นี่คือฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ที่สุดของทีมชาติอังกฤษเท่าที่ผมเคยเห็นมา”

ไอซ์แลนด์ทำปฏิบัติการโกงตายทั้งที่ถูกขึ้นนำไปก่อนด้วยการแซงรวดเดียวสองประตูเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

ถึงแม้ เวย์น รูนีย์ จะซัดจุดโทษให้ทัพผู้ดีขึ้นนำตั้งแต่ไก่โห่ในนาทีที่สี่ แต่ไอซ์แลนด์ได้ประตูจากฝีเท้าของ รักนาร์ ซิเกอร์ดส์สัน และ โคลบีนน์ ซิกธอร์สสัน ภายใน 14 นาทีคว้าชัยชนะไป

และนี่คือเกมสุดท้ายในการคุมทีมชาติของ ‘กุนซือทาถู’