ถึงแชมป์!? จัดชุด 11 ตัวจริงแข้ง “พลาด” ลุยบอลยูโร 2020

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 คือสังเวียนที่ให้เหล่ายอดนักฟุตบอลในยุโรปต่างโม่แข้งในระดับชาติเพื่อเฟ้นหาประเทศที่ยอดเยี่ยมที่สุด

แน่นอนว่าทวีปยุโรปคือทวีปที่รวบรวมแข้งยอดฝีมือเอาไว้เกือบทั่วทั้งโลก และแน่นอนว่าเมื่อมีการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย ก็ย่อมต้องมีผู้ที่ผิดหวังตกรอบอดแสดงฝีเท้าในรายการระดับสี่ปีครั้ง

จากสาเหตุทั้งประเทศตัวเองไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้ รวมถึงดวงแตกได้รับบาดเจ็บก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นจนต้องถอนตัวอย่างช่วยไม่ได้

และนี่คือ 11 ตัวจริงชุดที่ “พลาด” ฟุตบอลยูโร 2020 ที่เชื่อเหลือเกินว่ามีดีพอที่จะคว้าแชมป์ได้เลยทีเดียว


ผู้รักษาประตู: แยน โอบลัค

สุดยอดผู้รักษาประตูของแอตเลติโก มาดริด แยน โอบลัค ที่คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลา ลีก้าฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่สามารถเซฟช่วยทีมชาติสโลวีเนียให้ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้

และพวกเขาก็ยังไม่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลรายการใหญ่ได้นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2010


แบ็คขวา: อารอน วาน-บิสซาก้า

แข้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือหนึ่งในฟูลแบ็คที่เหนียวแน่นที่สุดในพรีเมียร์ลีก

แต่ด้วยเกมรุกที่ไม่ค่อยจะถนัดถนี่ ทำให้เขาถูกกุนซือทีมชาติอังกฤษ แกเร็ธ เซาธ์เกต มองข้าม โดยหยิบเพื่อนร่วมทีม ลุค ชอว์ ไปประจำตำแหน่งแบ็คซ้าย

ล่าสุดเจ้าตัวดูเหมือนจะเบนเป้าไปเล่นให้กับทีมชาติดีอาร์ คองโก เพราะเจ้าตัวยังไม่เคยลงสนามให้กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว

อีกทั้งเขายังเคยลงเล่นให้กับคองโกในชุด U-20 เมื่อปี 2015 อีกด้วย


เซนเตอร์: เซร์คิโอ้ รามอส

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลทีมชาติสเปนที่ไร้ชื่อนักเตะจากเรอัล มาดริด

รามอสคือกัปตันทีมชาติชุดปัจจุบัน แต่เขาต้องประกาศถอนตัวจากทีมชุดนี้เพราะอาการบาดเจ็บที่เขาได้รับ

เขาพลาดการลงสนามให้กับเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้หลายนัด จนทำให้ อายเมอริค ลาปอร์กต์ ที่หมดความอดทนในการรอคอยติดทีมชาติฝรั่งเศส เข้ามาเสียบตำแหน่งนี้แทน


เซนเตอร์: เฟอร์กิล ฟาน ไดค์

ยอดปราการหลังของลิเวอร์พูลประสบอาการบาดเจ็บอย่างหนักบริเวณเอ็นหัวเข่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 ที่ผ่านมาจนทำให้เขาต้องปิดฉากฤดูกาล 2020/21

และด้วยอาการที่ยังไม่แน่ชัดว่าจะหายทันลุยฟุตบอลยูโร 2020 หรือไม่ นั่นทำให้กุนซือ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ต้องจำใจกาชื่อยอดเซ็นเตอร์รายนี้ออกจากทีม

หลังจากที่ล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 ฟาน ไดค์ยังต้องรอคอยโอกาสลงสนามให้กับบ้านเกิดในรายการใหญ่เป็นครั้งแรกต่อไป


เซนเตอร์: เยโรม บัวเต็ง

ปราการหลังจากบาเยิร์น มิวนิคถูกขับออกจากทีมชาติเยอรมนีพร้อมกับ โธมัส มุลเลอร์ และ มัตส์ ฮุมเมิลส์ เมื่อปี 2019 เพราะกุนซือ โยอาคิม เลิฟ ต้องการถ่ายเลือดใหม่

แต่จากการประกาศวางมือของเลิฟหลังจบยูโรครั้งนี้ ทำให้เลิฟต้องกวักมือเรียกกำลังสำคัญอย่างทั้งสองคนหลังเข้ามาเพื่อหวังคว้าแชมป์ก่อนโบกมือลา

แต่กับบัวเต็งไม่เป็นแบบนั้น ทั้งที่เขาลงสนามให้กับเสือใต้ในฤดูกาลนี้ 39 นัดรวมทุกรายการ


แบ็คซ้าย: แฟร์ล็องด์ เม็นดี้

อีกหนึ่งแข้งเรอัล มาดริดที่ถูกมองข้ามในยูโร 2020

เขามีอาการ tibial periostitis (กระดูกหน้าแข้งอักเสบ) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนไม่มีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศส


กองกลาง: มิราเล็ม ปานิช

นับตั้งแต่ย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา แข้งทีมชาติบอสเนียรายนี้ก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมเหมือนที่เคยอยู่กับยูเวนตุสได้เลย

แถมพวกเขายังถูกไอร์แลนด์เหนือเขี่ยตกรอบในรอบคัดเลือกอีกด้วย


กองกลาง: เซอร์เกย์ มิลินโควิช-ซาวิช

เซอร์เบียต้องช้ำใจเมื่อถูกสกอตแลนด์เขี่ยตกรอบในการดวลจุดโทษตัดสินรอบเพลย์ออฟจนทำให้แข้งลาซิโอ้รายนี้อดโชว์ศักยภาพของยอดกองกลางอนาคตไกล

เขาติดทีมชาติไปแล้ว 22 นัดและตกเป็นข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเชลซี หลังจากที่ลาซิโอ้ไม่สามารถทำอันดับไปเล่นในแชมเปียนส์ ลีกฤดูกาลหน้าได้


หน้าต่ำ: อิสโก้

อีกหนึ่งเรอัล มาดริด ที่ต้องช้ำใจในยูโรครั้งนี้

เพลย์เมกเกอร์ชาวสเปนลงสนามให้กับทีมชาติ 38 นัดแต่เขาได้โอกาสลงสนามให้กับราชันชุดขาวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเพียง 29 นัด ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับอดีตกุนซือ ซีเนอดีน ซีดาน


กองหน้า: เออร์ลิ่ง ฮาลันด์

แข้งทีมชาตินอร์เวย์รายนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดในวงการฟุตบอลปัจจุบัน

ด้วยอายุเพียง 20 ปีทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุต่ำกว่า 21 ปีคนแรกที่ทำประตูใน 5 ลีกใหญ่ยุโรปได้ถึง 40 ลูกในฤดูกาลเดียวนับตั้งแต่ที่ โรนัลโด้ ตำนานทีมชาติบราซิลเคยทำไว้กับบาร์เซโลน่าเมื่อฤดูกาล 1996/97

แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ยลฝีเท้าของยอดกองหน้ารายนี้เพราะนอร์เวย์กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน ที่ตกรอบรองชนะเลิศเพลย์ออฟด้วยน้ำมือของเซอร์เบีย


กองหน้า: ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

สวีเดนทำเรื่องสุดเซอร์ไพรส์ด้วยการเรียกอิบราฮิโมวิชติดทีมชาติอีกครั้งด้วยวัย 39 ปีหลังจากที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงกับเอซี มิลานเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

แข้งรายนี้ซัดไป 62 ประตูจากการลงสนามให้กับทีมชาติ 118 นัดและได้โอกาสติดทีมชาติอีกครั้งหลังจากวางมือไปยาวนานถึง 5 ปี

แต่เขากลับโชคร้ายถูกอาการบาดเจ็บพรากตัวจนทำให้พลาดลงฟาดแข้งสมัยที่ห้าในชีวิต (2004, 2008, 2012 และ 2016)