เหมือนถูกหวย! ขุด 9 แข้งเซ็นฟรีพรีเมียร์ลีกสุดคุ้มตลอดกาล

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ฮาเมส รอดริเกซ พลิกจากหลังเป็นหน้ามือเมื่อย้ายจากเรอัล มาดริดมาอยู่กับเอฟเวอร์ตัน และกลายเป็นแข้งไร้ค่าตัวที่คุ้มค่าที่สุดในพรีเมียร์ลีก

หลังจากถูกปล่อยให้บาเยิร์น มิวนิคยืมตัว เมื่อกลับมายังต้นสังกัดแม่อีกครั้ง เขาดูเหมือนจะหมดอนาคตกับเส้นทางการค้าแข้งแล้ว

แข้งเบอร์ 10 ยอมรับด้วยตัวเองว่าตำแหน่งของเขาอาจไม่มีที่ยืนในฟุตบอลยุคนี้อีกต่อไป

แต่เมื่อย้ายมาเล่นให้กับเอฟเวอร์ตันแบบไม่มีค่าตัวเมื่อซัมเมอร์ปี 2020 แข้งรายนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังไปต่อในฟุตบอลระดับสูงได้อีกหลายปี

ฮาเมสซํดไปแล้ว 5 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2020/21 โดยประตูล่าสุดมาจากเกมที่เสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-3 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่ความยอดเยี่ยมของแข้งไร้ค่าตัวคนนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับนักเตะฟรีคนอื่น ๆ ในลีกที่ผ่านมา เรามาดูกัน


ซลาตัน อิบราฮิโมวิช: ปารีส แซงต์-แชร์กแมง > แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2016)

โชเซ๋ มูรินโญ่ ไม่สามารถพาปีศาจแดงเถลิงความยิ่งใหญ่ในพรีเมียร์ลีกได้ แต่การเซ้นสัญญาอิบราฮิโมวิชเข้าสู่ทีมคือสิ่งที่ทำให้แนผีแดงพอจะใจเต้นขึ้นมาได้บ้าง

ซลาตันซัดไป 17 ประตูในฤดูกาล 2016/17 ก่อนจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจนทำให้ฤดูกาลถัดมาเขาได้โอกาสลงสนามเพียง 5 นัด

ในฤดูกาลแรกของเขาที่พรีเมียร์ลีก อิบราฮิโมวิชช่วยปีศาจแดงคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก, ลีก คัพ, และคอมมูนิตี้ ชิลด์ได้สำเร็จ


เจมส์ มิลเนอร์: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ > ลิเวอร์พูล (2015)

หลังจากอยู่ในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมมา 5 ปี เรือใบเลือกที่จะปฏิเสธต่อสัญญามิลเนอร์ในฤดูกาล 2014/15

กองกลางมากประสบการณ์รายนี้เลือกที่จะไปอยู่กับลิเวอร์พูล โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าเขาคนนี้ยังสร้างผลงานให้กับลีกสูงสุดได้อีกหลายปี

ถึงแม้อายุจะเข้าเลขสาม แต่มิลเนอร์คือส่วนสำคัญที่ทำให้หงส์แดงเข้ารอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกถึงสองสมัย ก่อนจะคว้าบิ๊กเอียร์ได้สำเร็จในปี 2019

เขายังเป็นส่วนหนึ่งของชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 30 ปี และปัจจุบันเขาลงสนามเกือบครบ 250 นัดให้กับลิเวอร์พูลแล้ว

มิลเนอร์ในปัจจุบันสามารถลงเล่นได้หลายตำแหน่งทั้งกองกลางรวมถึงฟูลแบ็คทั้งสองฝั่ง แะลความขยันของแข้งรายนี้ทำให้กุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ ประทับใจไม่น้อย


มิชาเอล บัลลัค: บาเยิร์น มิวนิค > เชลซี (2006)

ทั้ง ๆ ที่กำลังอยูใ่นช่วงพีค แต่สิงห์บลูส์กลับได้ของดีอย่างบัลลัคมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวมาจากเสือใต้เมื่อซัมเมอร์ปี 2006

กองกลางไดนาโมตัวนี้คว้าแชมป์บุนเดสลีก้าได้ 4 สมัยกับไกเซอร์ สเลาเทิร์นและบาเยิร์น มิวนิค

และบัลลัคยังเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้เชลซีคว้าชแมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009/10 อีกด้วย

ตลดเวลา 4 ฤดูกาล ตำนานทีมชาติเยอรมนียังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย, คอมมูนิตี้ ชิลด์ 1 สมัย และยังเข้าถึงรอบชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาล 2007/08

เขาลงสนามให้กับเชลซีไปทั้งหมด 166 นัดเฉลี่ยฤดูกาลละ 40 นัด ซึ่งถือว่าเยอะกับอายุในวัย 30 ของเขา


เจย์-เจย์ โอโคชา: ปารีส แซงต์-แชร์กแมง > โบลตัน (2002)

ตำนานแข้งไนจีเรียย้ายมาเล่นให้กับ ‘เดอะ ทร็อตเตอร์ส’ ทันทีหลังจบฟุตบอลโลกปี 2002

และโอโคชาตารึกชื่อของตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ทั้งชื่อเสียงด้านทักษะที่สุดยอดและฝีปากที่หาตัวจับยาก แถมยังได้รับการไว้วางใจจากผู้จัดการทีมให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย

ตลอดเวลา 4 ปีที่อยู่ในถิ่นรีบ็อกซ์ สเตเดี้ยม เขาพาโบลตันเข้าชิงลีก คัพเมื่อปี 2004 ก่อนจะแพ้ให้กับมิดเดิ้ลโบรห์อย่างน่าเสียดาย

โอโคชายังช่วยให้ต้นสังกัดจบอันดับที่ 8 ถึงสองฤดูกาล (2003/04 และ 2005/06) และอันดับที่หกในฤดูกาล 2004/05 พร้อมกับเข้าไปเล่นในยูฟ่า คัพ (ยูโรป้า ลีกปัจจุบัน) โดยปไกลสุดในรอบ 32 ทีมสุดท้าย


โซล แคมป์เบล: ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ > อาร์เซน่อล (2001)

หนึ่งในการย้ายตัวที่สร้างประเด็นร้อนมากที่สุดในเกาะอังกฤษคงจะหนีไม่พ้นตัวของ โซล แคมป์เบล ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “จูดาส” (คนทรยศ) ย้ายไปเล่นให้กับอริร่วมเมืองลอนดอนแบบไม่มีค่าตัวในฤดูกาล 2001/02

ปราการหลังชาวอังกฤษค้าแข้งอยู่ในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลนถึง 12 ปีนับตั้งแต่ระดับเยาวชน แต่เขาคิดถูกที่เลือกมาเล่นให้กับปืนใหญ่เพราะเขาประสบความสำเร็จสูงสุดในถิ่นไฮบิวรี่

หนึ่งในกองหลังที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในอังกฤษ แคมป์เบลคือส่วนคำสัญที่ช่วยให้อาร์เซน่อลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย รวมถึง ‘แชมป์ไร้พ่าย’ ในฤดูกาล 2003/04

เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพหนึ่งสมย และเขาถึงแชมเปี้ยนส์ ลีกนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย


แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์: โคเวนทรี > ลิเวอร์พูล (2000)

กับอยุ 35 ปี แม็คอัลลิสเตอร์ถูกกุนซือ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ดึงเข้าร่วมทีมในแบบที่คนทั่วประเทศงงเป็นไก่ตาแตก

แต่แข้งชาวสก็อตจอมเก๋าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากสองปีที่อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์

นอกจากลูกฟรีคิกสุดสวยระยะ 45 หลาในเกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์กับเอฟเวอร์ตันเมื่อปี 2001 แม็คอัลลิสเตอร์ยังคว้าได้ถึง 5 แชมป์ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

ในปี 2001 ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ, ยูฟ่า คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และแชริตี้ ชิลด์

แม็คอัลลิสเตอร์ยังทำประตูสำคัญที่ช่วยให้หงส์แดงผ่านเข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาล 2001/02

เขายังรับหน้าที่ยิงจุดโทษสำคัญในเกมยูฟ่า คัพรอบรองชนะเลิศกับบาร์เซโลน่า โดยที่ในเวลาต่อมา อุลลิเย่ร์ยกให้แข้งชาวสก็อตรายนี้เป็นการเซ็นสัญญาที่กระตุ้นทีมได้มากที่สุด


คริสเตียน ฟุคส์ และ มาร์ค อัลไบรท์ตัน: เลสเตอร์ ซิตี้

ยังไงซะ การเซ็นสัญญาของสองคนนี้ก็ไม่สมควรถูกมองข้ามด้วยประการทั้งปวง ทั้งสองคนย้ายมาจากชาลเก้ 04 และแอสตัน วิลล่าแบบไม่มีค่าตัวทั้งคู่

พวกเขาคือกำลังสำคัญที่ช่วยให้เลสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2051/16 ทั้งที่ก่อนฤดูกาลจะเริ่มพวกเขาถูกบ่อนถูกกฎหมายของอังกฤษออกราคาคว้าแชมป์ลีกไว้เพียง 5,000/1 (แทง 1 จ่าย 5000)

แต่ความยอดเยี่ยมของพวกเขากลับถูกแข้งระดับปรากฏการณ์อย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ, แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล และ เอ็นโกโล ก็องเต้ บดบังรัศมีไปจนหมด