ไม่น่าเลยเบล! ขุด 7 แข้งรีเทิร์นทีมเก่า ใครเปรี้ยงใครแป้ก ต้องดู…

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

โบราณเค้าบอกว่าไปแล้วอย่ากลับมา จะอายเขา และนั่นคงเป็นสิ่งที่ปีกท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แกเร็ธ เบล กำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้

แข้งเรอัล มาดริดกลับมายังถิ่นเก่าอีกครั้งในรอบ 7 ปีหลังถูกปล่อยมาเล่นในลอนดอนด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาล แต่เขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ไม่น่าประทับใจภายใต้กุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่

แถม ‘น้ามู’ ยังขู่อีกด้วยว่าจะส่งกลับสเปนหลังเห็นแข้งชาวเวลส์ไม่ทุ่มเทในสนามซ้อม

ในช่วงยุครุ่งเรืองกับ ‘ไก่เดือยทอง’ เบลซัดไป 56 ประตูกับ 58 แอสซิสต์จากการลงสนามมากกว่า 200 นัด ก่อนจะถูกขายให้กับราชันชุดขาวด้วยค่าตัวสูงถึง 85 ล้านปอนด์เมื่อปี 2013

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ของเขากับกุนซือ ซีเนอดีน ซีดาน ยิ่งบาดหมางมากขึ้นทุกวัน ทำให้เขาต้องถูกจับนั่งแช่ข้างสนามอยู่บ่อยครั้ง และมีคำถามผุดขึ้นมาว่าเขาจะต้องกลับไปนั่งแจ่วอยู่แบบเดิมเมื่อไหร่

จากตัวอย่างที่มีให้เห็นกับบรรดาเหล่าแข้งที่หวนกลับมารับใช้ต้นสังกัดเก่าอีกครั้ง ต่างมีทั้งรุ่งและร่วง 7 แข้งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือตัวอย่างชั้นดี


เธียร์รี่ อองรี (อาร์เซน่อล, 2012)
เปรี้ยง!

หากจะถามว่าใครมีอิทธิพลกับอาร์เซน่อลมากที่สุดในฐานะนักเตะยุคพรีเมียร์ลีก ชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคงหนีไม่พ้นยอดดาวยิงชาวฝรั่งเศส เธียร์รี่ อองรี

และก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนข้อครหาว่ากระหายความสำเร็จเมื่อย้ายไปเล่นให้กับบาร์เซโลน่าเมื่อปี 2007 และช่วยเจ้าบุญทุ่มคว้าทริปเปิ้ลแชมป์มาจนได้

อีกสามปีถัดมาเขาตัดสินใจย้ายโกยเงินดอลลาร์ที่อเมริกากับนิว ยอร์ค เรด บูลส์ และในเดือนมกราคม 2012 เขาตัดสินใจกลับมาช่วยต้นสังกัดที่อาร์เซน่อลอีกครั้งในสัญญายืมตัวเป็นเวลาสองเดือน

ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้แฟนปืนใหญ่ปลาบปลื้มหัวใจเมื่อฮีโร่ของพวกเขากลับมายังบ้านเก่าอีกครั้ง โดยเฉพาะประตูชัยเหนือลีดส์ ยูไนเต็ดในเกมเอฟเอ คัพ

อองรีได้โอกาสลงสนามทั้งหมด 7 นัดในช่วงนั้น และจากออกไปอย่างผู้ชนะด้วยประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมนัดสุดท้ายของเขา


มาริโอ เกิตเซ่ (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, 2016)
แป้ก!

เกิตเซ่ก็เหมือนนักฟุตบอลเยอรมนีทั่วไป เมื่อถึงจุดพีคของอาชีพก็ต้องย้ายไปหาความสำเร็จกับยอดทีมหนึ่งเดียวในบุนเดสลีก้าอย่างบาเยิร์น มิวนิค

ยอดแข้งรายนี้ย้ายจากเสือเหลืองไปยังคู่ปรับตัวฉกาจอย่างเสือใต้เมื่อปี 2013 แต่เขากลับไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งสมัยอยู่ในถิ่น ‘กำแพงเหลือง’ ได้แม้แต่นิดเดียว

สามปีถัดมาเขาต้องเดินคอตก ซมซานกลับมารังเก่าอีกครั้ง และเจ้าตัวยอมรับเองในการให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้ผมย้อนมองกลับไปด้วยมุมมองที่ต่างออกไปได้แล้วถึงการย้ายทีมครั้งนั้น ผมเข้าใจได้ว่าทำไมแฟนบอลหลายคนถึงไม่เข้าใจการตัดสินใจของผม ถ้าเป็นผมในตอนนี้คงไม่ทำอย่างนั้นแน่”

ในฤดูกาลนั้น เกิตเซ่ได้รับโอกาสลงสนามไปเพียง 16 นัดเท่านั้น

และถึงแม้จะอยู่ในถิ่นซักนัล อิดูน่า พาร์คต่อไปอีก 4 ปี เขาก็ไม่สามารถกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดได้อีกเลย โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บและอาการป่วยที่เขาต้องเผชิญในช่วงหลัง

จนเมื่อเดือนตุลาคม 2020 เขาตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตด้วยการเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านเกิดอย่างเยอรมนีเพื่อค้นหาตัวเองกับยอดทีมในเนเธอร์แลนด์อย่าง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น


ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา (เชลซี, 2014)
เปรี้ยง!

ดร็อกบากับเชลซีเหมือนเกิดมาคู่กัน ทั้งช่วงพีคที่กองหลังในพรีเมียร์ลีกแทบจะไม่มีใครเอาอยู่ จนย้ายออกไปโกยเงินหยวนที่ประเทศจีนและในตุรกีเมื่อปี 2012 คราวนี้เขากลับมารังเก่าอันเป็นที่รักอีกครั้งในปี 2014

แต่คราวนี้เขากลับมาด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิมและอายุที่โรยราที่ 36 ขวบ

อย่างไรก็ตามด้วยความแข็งแกร่งที่เขามีมาแต่กำเนิดบวกกับแรงเชียร์ในสนามและความคุ้นเคยเหมือนบ้าน เขาร่วมมือกับมูรินโญ่อีกครั้งในการคุมทีมรอบที่สองและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาได้อีกหนึ่งสมัย

กับประตูที่เขาทำได้ในเกมสำคัญมากมายทั้งกับท็อตแน่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเลสเตอร์ ซิตี้ ช่วยให้เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สี่ได้สำเร็จ


กาก้า (เอซี มิลาน, 2013)
แป้ก!

ถ้าหากจะมีนักเตะคนไหนที่กลับมาล้มเหลวกับทีมเก่าเหมือนเบล หนึ่งในนั้นคือ กาก้า อย่างไม่ต้องสงสัย

หลังย้ายออกจากเอซี มิลานเมื่อปี 2009 ในฐานะนักเตะที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้น เขากลายเป็นหนึ่งในสมาชิก ‘กาลาติกอส’ ที่แข็งแกร่งที่สุดของเรอัล มาดริด

เช่นเดียวกับเบล เขามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในสเปนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายเขากลับโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานและชวดถ้วยแชมป์ไปหลายต่อหลายครั้ง

ในปี 2013 เขาตัดสินใจกลับมารังเก่าที่มิลานอีกครั้งด้วยการเซ็นสัญญาแบบไม่มีค่าตัว

แต่เหมือนพระเจ้าไม่เข้าข้างเมื่อเขาได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อแฮมสตริงฉีกขาดนับตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนาม

แต่เขารักษาตัวเองกลับมาได้อีกครั้งก่อนจะซัดไป 7 ประตูในฤดูกาลนั้นก่อนจะจบที่อันดับ 8 อย่างน่าผิดหวัง


เดิร์ก เคาท์ (เฟเยนูร์ด, 2015)
เปรี้ยง!

หลายคนอาจกลับไปต้นสังกัดเก่าและทำผลงานได้ไม่ดีเท่าช่วงพีค แต่ไม่ใช่ในกรณีของ เดิร์ก เคาท์

กองหน้าชาวดัตช์ย้ายกลับมาเฟเยนูร์ดเป็นคำรบที่สองในปี 2015 เพื่อหวังคว้าความสำเร็จในบั้นปลายอาชีพเป็นครั้งสุดท้าย

และเป็นเกมนัดสุดท้ายของเขากับต้นสังกัด ที่เจ้าตัวกดแฮตทริคช่วยให้เฟเยนูร์ดคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (เอเรดิวิซี่) เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี และเขารับบทกัปตันทีมอย่างสง่างาม

อนึ่ง เคาท์ไม่ใช่นักเตะพรีเมียร์ลีกเพียงคนเดียวที่กลับเฟเยนูร์ดและพาความยิ่งใหญ่มาสู่ต้นสังกัด

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กลับมายังเมืองร็อตเตอร์ดามในเส้นทางค้าแข้ง 18 เดือนสุดท้าย เขาทำไป 25 ประตูและพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วย KNVB Cup ได้สำเร็จ


โจ โคล (เวสต์ แฮม, 2013)
แป้ก!

แฟนบอลเวสต์ แฮมต้องทนทุกข์ทรมานหลายต่อหลายครั้งกับการเสียยอดนักเตะออกจากทีมไปมากมายทั้ง ริโอ เฟอร์ดินานด์, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ โจ โคล แต่มีฝ่ายหลังเพียงคนเดียวที่กลับมาช่วยอดีตต้นสังกัด

ประตูในบ้านเกมนัดแรกที่เขาลงเล่นคำรบสองกับควีนส์ พาร์ด เรนเจอร์สทำให้พวกเขามีความหวังอีกครั้ง แต่โคลไม่ใช่กองกลางรอดจัดเหมือนยุครุ่งเรืองกับเชลซีอีกต่อไป

ตลอด 18 เดือนในถิ่นอัปตัน พาร์ค (ปัจจุบันใช้สนามลอนดอน สเตเดี้ยม) โคลไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงให้กับทีมได้เลย

สุดท้ายขุนค้อนรอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาล 2013/14 ได้อย่างหวุดหวิดโดยต้องขอบคุณฟอร์มการเล่นช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ถึงแม้อดีตยอดมิดฟิลด์ชาวอังกฤษผู้นี้จะแทบไม่มีส่วนกับทีมเลยก็ตาม


มาร์ค ฮิวจ์ส (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, 1989)
เปรี้ยง!

มีนักเตะอังกฤษเพียงไม่กี่คนที่ได้รับโอกาสค้าแข้งต่างประเทศและทำผลงานแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่ง มาร์ค ฮิวจ์ส คือตัวอย่างที่ดี

‘สปาร์กี้’ ขนของไปค้าแข้งในสเปนกับบาร์เซโลน่าแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ก่อนจะถูกปล่อยยืมตัวให้กับบาเยิร์น มิวนิคใช้งานในปีถัดมา

จนมาถึงยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่อยากได้กองหน้ารายนี้กลับมาล่าตาข่ายอีกครั้งในอังกฤษด้วยข้อเสนอ 1.8 ล้านปอนด์ ซึ่งน้อยกว่าที่บาร์ซ่าซื้อไปทีแรก 2 แสนปอนด์

และฮิวจ์สก็กลายเป็นนักเตะตัวหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับปีศาจแดงด้วยความสำเร็จ 2 พรีเมียร์ลีกและ 2 เอฟเอ คัพ พร้อมพ่วงตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีจาก PFA ถึงสองสมัย