‘โรนัลโด้’คืนรังผีในรอบ 12 ปี กุญแจสู่ความสำเร็จ หรือเสียงฮือฮาในวัยล่วงเลย?!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บรรลุข้อตกลงดีล 19 ล้านปอนด์ในการกระชากตัวอดีตโคตรอภิมหาซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากยูเวนตุสกลับสู่โรงละครแห่งความฝัน ว่าแต่ตำนานบทที่สองนี้จะแฮปปี้สุขสมเหมือนกับหนแรกหรือเปล่า?

ข่าวที่ว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้กำลังใกล้คว้าตัว CR7 ไปร่วมทีม ได้สร้างความร้อนใจแก่สาวกปีศาจแดงทั่วโลกที่เตรียมประณามอดีตดาวเตะรายนี้ว่าเป็นจอมหักหลัง เป็นคนทรยศ แต่ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผัน นำคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เลี้ยวรถกลับมาจอดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง

โดยมีรายงานจากเอเย่นต์ของแข้งโปรตุเกส เปิดเผยว่า เขาได้ยอดลดค่าเหนื่อยรายสัปดาห์ที่สูงถึงครึ่งล้านปอนด์ลงเพื่อขอกลับมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังแยกทางกันนานถึง 12 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลา 12 ปีที่เขาออกไปทำ 551 ประตู จาก 572 เกมที่ลงเล่นให้ทั้งเรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส พร้อมกับคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ชื่อตัวเองเพิ่มอีก 4 สมัย หลังเคยฉลองกับทัพผีแดงมาแล้ว 1 สมัย รวมไปถึงโทรฟี่อีกมากมายตลอดการเดินทางอันยาวนาน

การกลับมาแมนฯยูไนเต็ดคราวนี้ทั้งสร้างความระทึกและความอบอุ่นใจให้แก่บรรดาสาวก โรนัลโด้ยังคงเป็นที่รักของแฟนๆเหมือนเช่นวันวาน ข้างบนอัฒจันทร์ยังคงร้องตะโกนเรียกชื่อเขา รวมไปถึงความสำเร็จที่เขาทิ้งไว้ก็ได้ก่อเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่รู้ลืม

แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ในวันนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป อายุอานามของเขาที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมถึง 12 ปี หากนับจากวันสุดท้ายที่อำลา หรือ การพัฒนาของพรีเมียร์ลีกที่บรรดาทีมเล็กทีมใหญ่ต่างพัฒนายกระดับกันแบบก้าวกระโดด ไม่เหมือนกับในอดีตที่โรนัลโด้ที่ระเบิดพลังซูเปอร์ไซย่าเป็นว่าเล่น

เขาจะสามารถใช้ความเป็นยอดมนุษย์ของตัวเองเปลี่ยนเป็นความสำเร็จภายใต้การคุมทีมของอดีตเพื่อนร่วมอย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้หรือไม่? และแมนฯยูไนเต็ด กำลังจะได้ผู้เล่นแบบไหนไปเป็นความหวัง หลังไม่ได้เจอะเจอกันเสียเนิ่นนาน…

สถิติการทำประตูบ่งบอกถึงคุณค่าที่ยืนยง

แน่นอนว่า โรนัลโด้ ในเวอร์ชั่นนี้คือนักเตะที่แทบจะเป็นคนละคนกับเวอร์ชั่นที่โบกมือลาถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว แม้วันนี้เขาจะมีในวัยค้าแข้งที่มากถึง 36 ปี แต่โด้ก็ยังเป็นโด้ เขายังเป็นจอมถล่มประตูระดับชั้นนำเหมือนเช่นเคย

แม้สถิติจะฟ้องว่าโรนัลโด้นั้นผ่านเลยช่วงพีคอันเหนือมนุษย์สมัยถล่มประตูให้เรอัล มาดริดมาแล้ว แบบที่บ้าเลือดซัดเกิน 50 ตุงต่อซีซั่น แต่รู้หรือไม่ว่า บางคนที่บอกว่าโรนัลโด้หมดแล้ว ดร็อปแล้ว เงียบแล้ว หากมาดูสถิติกันดีๆ เขาจากยูเวนตุสมาด้วยสถิติยิงมากถึง 101 ประตูจาก 134 เกมที่ลงเล่นให้ยอดทีมจากตูริน ซึ่งถือว่ายังเถื่อนมากๆ เพราะตีเป็นค่าเฉลี่ยก็ตก 34 ประตูต่อซีซั่นเลยทีเดียว

สถิติการยิงประตูในแต่ละฤดูกาลของโรนัลโด้

ทว่าโรนัลโด้เองก็ไม่สามารถช่วยให้ทัพม้าลายรอดพ้นจากการล่วงไปอยู่อันดับที่ 4 ของตารางกัลโช่ เซเรีย อา เมื่อซีซั่นที่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังมีแชมป์โคปปา อิตาเลีย ที่คว้ามาสมทบกับแชมป์สคูเด็ตโต้ 2 สมัยซ้อนที่เขาฉลองกับยูเวนตุสเมื่อก่อนหน้านั้น และความอันตรายของโรนัลโด้ตรงหน้าปากประตูไม่ได้หายไปเสียทีเดียว

ในความเป็นจริง 29 ประตูในกัลโช่ เซเรีย อาของ CR7 ได้ส่งให้เจ้าตัวทิ้งห่างทุกคนในลีกสูงสุดอิตาลีที่อย่างน้อย 5 ลูก และหากนับจากลีกใหญ่ของยุโรป ก็มีเพียงแค่ลีโอเนล เมสซี่(30) และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้(41) เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่า

ไม่เพียงแค่นั้น โรนัลโด้ยังต่อยอดความเก่งกาจในช่วงวัยปลายค้าแข้งด้วยผลงาน 5 ประตูกับทีมชาติโปรตุเกสในศึกยูโร 2020 ทุบสถิติดาวซัลโวในฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรวมกันของมิโลสลาฟ โคลเซ่ และเทียบชั้นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในนามทีมชาติที่ 109 ประตูอีกต่างหาก

อายุไม่ได้พรากสัญชาติญาณเพชรฆาตออกไปจากตัวเขาเลย และสิ่งที่มายืนยันก็คือการที่เจ้าตัวถล่มประตูในอิตาลีช่วง 3 ซีซั่นที่ผ่านมา ได้มากกว่าที่เขาทำไว้ในสามฤดูกาลหลังกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเสียอีก

นอกจากนี้โรนัลโด้ยังสามารถยืนหยัดเป็นตัวคีแมนย์ ซึ่งยากที่จะเห็นนักฟุตบอลอาชีพในวัยนี้ทำได้อย่างเขา ตลอด 3 ปีในตูริน โรนัลโด้ลงเล่นให้ยูเวนตุสไปกว่า 85 % ของโปรแกรมทั้งหมดในลีก นี่ยังไม่นับรวมเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกที่จำนวนร้อยละมากกว่า

ตัวเลขเหล่านี้เหมือนเป็นหลักสร้างความสบายใจให้โซลชาและยูไนเต็ด ว่าอดีตนักเตะของพวกเขายังคงเปี่ยมไปด้วยพิษสงค์และประสิทธิภาพ แถมยังสามารถการันตีประตูให้ทุกสโมสรที่ลงเล่นได้อย่างแน่นอน โรนัลโด้จะมีอายุครบ 37 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่ในอดีต ไม่ใช่ช่วงที่ผ่านมา แต่เป็น ณ เวลานี้ตอนนี้

การเปลี่ยนแปลงของโรนัลโด้จากวันนั้นมาถึงวันนี้

การยืนระยะในสนามคือสิ่งที่โรนัลโด้ทำไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีที่มาจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการเล่น และการมีส่วนร่วมกับเกม

แนวรุกชาวโปรตุเกสอำลาเมืองแมนเชสเตอร์ไปเมื่อปี 2009 ในฐานะจอมทำลายล้างขนานแท้ ซึ่งย้อนไปช่วงหน้า เขาโดดเด่นและอันตรายมากกับตำแหน่งตัวริมเส้นที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมอบหมายให้ กลับมาคราวนี้พี่โด้จิ๋วของเราไม่ใช่ปีกตัวจี๊ดที่จะคอยสับขาจนแบ็คหัวหมุนอีกต่อไปแล้ว แต่เขาคือตัวโฉบหน้าประตูที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง อาจจะมีส่วนร่วมกับเกมโดยรวมน้อยลง แต่ถ้าอยู่ในกรอบเขตโทษแล้วละก็ โรนัลโด้ก็พร้อมส่งตรงความผวาไปถึงแผงหลังทุกทีมบนโลกอย่างที่เราชินตา

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเล่นตรงริมเส้นไม่ได้ หรือลืมวิชาไปหมดแล้ว กับยูเวนตุส โรนัลโด้ถูกวางเป็นหนึ่งในสองหัวหอกคู่กับโมราต้า ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาได้รับอิสระในการโยกหรือถ่างออกไปทางซ้าย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาสามารถลากบอลตัดเข้าไปข้างในได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับตอนช่วงวัยคะนอง

ตัดภาพกลับมาที่แมนฯยู แผนเก่งของโซลชาอย่าง 4-2-3-1 หมายความว่าโรนัลโด้มีโอกาสสูงที่จะได้ยืนเป็นหน้าเป้าเดี่ยว และอาจจะต้องพาตัวเองมาประจำตำแหน่งแถวบริเวณตรงกลางมากขึ้น

ตำแหน่งที่กล่าวถึงดูจะเหมาะสำหรับเขาไม่น้อย จากการที่ประตูส่วนมากที่เกิดกับยูเวนตุส มักจะเป็นลูกยิงที่เจ้าตัวมีตำแหน่งการยิงอยู่ระหว่างเสาประตู เช่นเดียวกันกับหลายๆลูกที่เขายิงได้สมัยอยู่มาดริดด้วย

โรนัลโด้มีความเฉียบคมสูงในระยะทำการ อีกทั้งยังชอบเสี่ยงดวงการการยิงไกล แต่เดี๋ยวก่อน ดูเหมือนจุดนี้จะเป็นปัญหาพอสมควร เมื่อสถิติบ่งชี้ว่า CR7 นั้นสามารถทำประตูจากนอกกรอบได้เพียงแค่ 1 ลูกเท่านั้น จากผู้เล่นที่สามารถทำประตูได้จากทั่วทุกทิศทางและทุกรูปแบบ วันนี้เขาเปลี่ยนเป็นตัวเข้าชาร์จที่มุ่งตรงสู่การปิดบัญชีในกรอบ 6 หลาเป็นที่เรียบร้อย

แต่ความร้ายกาจของโรนัลโด้ไม่ได้อยู่แค่ภาคพื้นดิน ตอนที่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เขาไม่ได้มีทักษะการขึ้นโขกที่ยอดเยี่ยม ผิดกับตอนนี้ที่ลูกกลางเวหากลับเป็นอาวุธเด็ดของเจ้าตัวที่ใช้เล่นงานคู่แข่งให้เห็นเป็นประจำ

ฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งในเรื่องของการขึ้นโหม่ง โรนัลโด้ใช้ศีรษะเบิกสกอร์ไปถึง 7 หน มากที่สุดในกัลโช่ เซเรีย อา และมาเป็นอันดับสองในบรรดาลีกหลักของยุโรปเป็นรองเพียงแค่ อันเดร ซิลวาของ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต และซาซ่า คาลัดจ์ซิช หัวหอกทีมชาติออสเตรียของ “ม้าขาว” สตุ๊ตการ์ท

และน่าสนใจตรงที่ เอดินสัน คาวานี่ ก็มีสถิติโขกประตูที่เจ๋งไม่แพ้กัน ทำเอาไว้ที่ 6 ลูก ตามหลังโรนัลโด้เพียงประตูเดียว และการได้กองหน้าอีกคนที่มีความอันตรายในลูกกลางอากาศ จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับทีมที่สามารถทำประตูจากลูกเตะมุมและฟรีคิกได้เพียงแค่ 7 ประตูเท่านั้นในพรีเมียร์ลีกซีซั่นที่แล้ว

มีความหมายต่อคนรอบข้างอย่างไรบ้าง?

จากความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศในการกลับมาของโรนัลโด้ มีอีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจว่าการคืนสู่เหย้าในครั้งนี้ จะมีผลกระทบอย่างไรบ้างกับนักเตะคนอื่นๆในทีมของโซลชา?

แมนฯยูไนเต็ดออกสตาร์ทซีซั่นโดยการใช้เมสัน กรีนวู๊ดเป็นตัวนำในแดนบน และแข้งวัย 19 ปี ก็ตอบแทนโอกาสของเขาอย่างดิบดีกับ 2 ประตูจาก 2 เกม แต่เขาจะได้รับโอกาสแบบนี้ไหม ถ้าโซลชาสามารถเลือกใช้งานโรนัลโด้ได้? หรือคนที่จะรับผลกระทบเต็มๆคือ อองโธนี่ย์ มาร์กซิยาล ? แนวรุกวัย 25 ปีมีทุกอย่างในมือพร้อมที่จะเฉิดฉาย แต่หากนับจากวันที่เขาย้ายเข้ามาเมื่อปี 2015 เจ้าหนูนี่ควรจะไปได้ไกลกว่านี้แล้วหรือเปล่า?

การมาของโรนัลโด้เหมือนยิ่งตอกย้ำว่ามาร์กซิยาลนั้นไม่ใช่คำตอบในการพาทีมกลับไปสู่ยุครุ่งเรื่อง โดยเฉพาะกับฟอร์มดูหลงทางที่ออกมาในเกมกับเซาแธมป์ตัน

และคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเอดินสัน คาวานี่ ที่ประจำตำแหน่งถนัดคือกองหน้าตัวเป้า เขาจะหาโอกาสลงเล่นยากขึ้น เพราะการเลือกโรนัลโด้ลงเล่น นอกจากจะส่งผลดีต่อทีมโดยตรง ยังส่งผลต่อบรรดานักเตะดาวรุ่งของยูไนเต็ดที่กำลังมองดูแบบอย่างของพวกเขาอยู่ โรนัลโด้ไม่ได้ย้ายมาเพื่อเล่นในตำแหน่งตัวสนับสนุน นั่นไม่ใช่เขา ความจริงก็คือทั้ง กรีนวู๊ด , แรชฟอร์ด หรือแม้แต่ซานโช่ ก็จะต้องได้รับโอกาสลงเล่นที่น้อยลงไปจากเดิมไม่มากก็น้อย

การมาของโรนัลโด้มีโอกาสไม่น้อยที่จะขัดขวางการพัฒนาของใครคนใดคนหนึ่งในทีม ที่ต้องการเวลาลงเล่นสม่ำเสมอ และที่น่าหวั่นใจที่สุดคือปัญหาที่ว่าพอล ป๊อกบาอาจจะต้องขยับหรือเปลี่ยนหน้าที่ไปหรือเปล่า?

กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชมกับการย้ายไปประจำทางฝั่งซ้าย เรียกได้ว่าเหมือนเจอตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเองไปเลย ซึ่งในสถานการณ์นี้ก็มีโอกาสเหมือนกันที่โซลชาจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขยับปีอกบากลับลงมาเป็นมิดฟิลด์ตัวต่ำ ไม่ใช่เพราะเขาจะเล่นได้อย่างมีประสิทธภาพสูงสุด แต่เพื่อที่จะให้สอดคล้องลงตัวและเอื้ออำนวยแก่ทุกตำแหน่งในทีม

โรนัลโด้ หากเป็นเรื่องการยกระดับทีม คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของตัวเองเขาแน่นอน แต่ก็อย่าลืมว่ามันยังไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเดิมๆในจุดอื่นของทีม ไม่ว่าจะเป็นแบ็คขวาที่ต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ รวมถึงมิดฟิลด์ตัวกลางที่ควรขันให้แน่นก่อน เป็นต้น แต่ทั้งนี้การกลับมาของยอดตำนานปีศาจแดง กลับมีข้อดีซ่อนอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด และมันก็เจ๋งเกินกว่าจะมีนั่งหาข้อจับผิดกันให้ปวดหัว

เมื่อหลายวันก่อน แกรี่ เนวิลล์ เพิ่งออกมากระตุ้นการเสริมทัพของยูไนเต็ด ว่าควรที่จะนำเข้าผู้เล่นตำแหน่งหน้าเป้ามาเสริมคมเพื่อลดช่องห่างกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงวิจารณ์อดีตต้นสังกัดที่นิ่งดูดายไม่ยอมเข้าทาบทามแฮร์รี่ เคน ในตอนที่สถานการณ์เป็นใจ

อย่างไรก็ดี เขานึกไม่ถึงหรอกว่าอีกไม่กี่วันถัดมา จะมีข่าวดีประกาศไปทั่วโลกถึงการกลับสู่บ้านหลังเก่าของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและชวนติดตาม ว่าเพื่อนร่วมทีมเก่าของเนวิลล์รายนี้จะสามารถเนรมิตโรงละครแห่งความฝันให้กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนในวันวานได้อีกครั้งหรือไม่?