ULTRAS : เสียงบรรเลง”ออร์เคสตรา”ในโลกลูกหนัง

“คณิตศาสตร์”อาจเปรียบไม่ต่างอะไรกับภาษาสากล.. สิ่งที่ทุกคนเข้าใจได้ไม่ว่าคุณจะระบุอยู่ที่มุมไหนของโลกใบนี้ เรียกได้ว่าในชีวิตของคนส่วนใหญ่จะต้องผ่านวิชาเกี่ยวกับศาสตร์แห่งตัวเลขนี้มาในวัยเรียนด้วยกันทั้งนั้น หากแต่มียังมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือว่า สำหรับสิ่งสิ่งหนึ่งที่มีระดับความรักและเกลียดในจำนวนพอๆกัน เราจะนับสิ่งนั้นว่าเป็นภาษาสากลได้จริงหรอ?

อย่างไรก็ตาม หากเรานิยามคำว่าภาษาสากลในที่นี่ มันคงต้องเป็นอะไรที่ถูกรักชอบและเกลียดชังพอๆกันกับการที่มนุษย์นั่งทำโจทย์คณิตศาสตร์ และสิ่งเดียวนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจาก”ดนตรี”

ไม่มีใครบนโลกนี้สามารถยืนยันได้ว่าแนวเพลงไหนคือแนวเพลงที่ดีที่สุดในโลก แต่อย่างน้อยมันก็มีแนวเพลงที่ใช่สำหรับทุกคน ซึ่งต่างจากคณิตศาสตร์อย่างสิ้นเชิง (ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผมชอบคณิตศาสตร์ไหม?) ดนตรีคือศาสตร์ที่อยู่เหนือวัฒนธรรมและเป็นสิ่งที่หลอมรวมผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน และอย่างที่เรารู้กันว่าในโลกปัจจุบัน..เสียงดนตรีก็ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลอย่างปฏิเสธไม่ได้

ในที่นี่เราขอไม่พูดถึงเสียงโหวกเหวกโวยวาย หรือเสียงผู้ประกาศในยามที่ทีมทำประตูได้ ซึ่งด้านหนึ่งเราจะได้ยินเสียงของบทเพลง You’ll Never Walk Alone หรือเพลง Intro ของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์อันคุ้นหูของเหล่าแฟนบอลทั่วโลก และคุณจะพบว่าตัวเองนั้นถูกรายล้อมไปด้วยแฟนบอลที่ขับร้องบทเพลงออกมาจากหัวใจของพวกเขาในทุกๆสัปดาห์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสเตเดียมไหนในยุโรปก็ตาม

สิ่งที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าฟุตบอลและเสียงเพลงต่างควบคู่กันไปอย่างลงตัว นั่นก็คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในโลกฟุตบอลที่เราเรียกมันว่า“อุลตร้าส์” แม้ว่าในอีกมุมหนึ่งพวกเขาจะถูกมองว่าเป็นกองเชียร์ในคราบนักเลง ,เป็นพวกก่อความวุ่นวาย หรือแม้แต่กลุ่มคนที่มีเจตนาที่จะเข้ามาทะเลาะวิวาทเท่านั้น

แต่ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเหล่ากองเชียร์อุลตร้าส์คือแรงดึงดูดอย่างหนึ่งที่นำเอาบรรยากาศอันคึกคักและเสียงเชียร์ที่กึกก้องเข้ามาสู่สังเวียนแห่งพื้นหญ้า จนเกิดวลีที่ว่า “ถ้าปราศจากแฟนบอลแล้ว ฟุตบอลก็จะไม่เหลืออะไรเลย” แม้ต้นกำเนิดของอุลตร้าส์จะไม่ได้ถูกระบุเอาไว้อย่างแน่ชัด แต่จะพบเห็นกลุ่มแฟนบอลที่ออกมาอ้างตัวว่าตนเป็นต้นแบบของการเชียร์แบบNon-stopนี้อยู่เรื่อยๆ

กลุ่มแฟนบอลของสโมสรไฮจ์ดุ๊ก สปลิตในลีกโครเอเชีย นามว่า กลุ่ม Torcida Split ถูกเห็นพ้องกันว่าคือกลุ่มกองเชียร์แรกที่จัดการก่อตั้งอุลตร้าส์ในทวีปยุโรปขึ้นมาในปี 1950 หลังได้อิทธิพลมาจากกลุ่ม Torcida ในประเทศบราซิลที่มีลักษณะการเชียร์ละม้ายคล้ายอุลตร้าส์.. แต่บ้างก็อ้างว่าจริงๆแล้วมีการพบเห็นการเชียร์ฟุตบอลลักษณะนี้ในอิตาลีมาตั้งแต่ ยุค ปลาย 50′ ถึงยุคต้น 60′ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่เราจะพูดถึง เพราะสิ่งที่แยกอุลตร้าส์ออกจากแฟนบอลทั่วไปนั่นก็คือความบ้าคลั่งในการโห่ร้องเป็นทำนองเพลงที่สมคำร่ำลือต่างหาก

จุดประสงค์ของแฟนบอลเหล่านี้คือการสร้างบรรยากาศอันน่าเกรงข้ามเพื่อยัดเหยียมความสั่นผวาไปถึงจิตใจของคู่แข่ง พร้อมกับกระตุ้นทีมของตัวเองควบคู่กันไปอีกด้วย แต่พวกเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร? คำตอบก็คือการขับเคลื่อนรูปแบบการเชียร์ด้วยเสียงเพลงนั่นเอง หรือในบางครั้งอาจจะมีการใช้อุปกรณ์เช่นพลุเข้ามาประกอบ ซึ่งทุกอย่างในที่นี้ก็ถูกโยงกลับมาหาคำว่า “ดนตรี”อยู่ดี

หากมองดูอย่างละเอียด อาจจะไม่ได้สังเกตว่าการที่คุณได้เห็นกลุ่มอุลตร้าส์กำลังแสดงพลังจากก้นบึ้งของใจออกมาดังกึกก้องสนามนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ อมาเดอุส โมทซาร์ท และ ลุดวิก แวน บีโธเฟน กำลังร่วมกันบรรเลงเพลงในวงออร์เคสตราอย่างไรอย่างนั้น นึกภาพตามถึงวงออร์เคสตราที่กำลังรอผู้ชมอยู่บนเวที สิ่งแรกที่คุณเห็นคืออะไร? แน่นอนว่าอย่างแรกที่คุณเห็นจะต้องเป็น คอนดักเตอร์ที่กำลังยืนหันหลังให้แก่คนดู เพื่อสร้างสรรค์ความบันเทิงดั่งเหมือนมีเวทมนต์อยู่ในมืออย่างแน่นอน

เป็นหน้าที่ของคอนดักเตอร์ที่จะควบคุมทุกอย่างให้เป็นลำดับขั้นตอน พร้อมนำนักดนตรีทุกคนบรรเลงบทเพลงตามช่วงจังหวะของดนตรีที่จัดเตรียมไว้ อย่างต่อมาก็คือส่วนต่างๆในวงออร์เคสตรา ซึ่งหากคุณมองย้อนกลับมาในโลกของเหล่าอุลตร้าส์ คุณจะมองเห็นความใกล้เคียงระหว่างสองศิลปะนี้ในภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เหล่ากองเชียร์สุดดุดันนี้จะรวมตัวกันอยู่ที่ฝั่งหนึ่งของสนาม และหากคุณลองมองดูดีๆ จะสังเกตเห็นบุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่านั้น ที่กำลังหันหลังให้สังเวียนแข้งพร้อมกับหันหน้าเข้าหากองเชียร์ทั้งหมด ชายเหล่านี้ถูกเรียกว่า “คาโป้” เปรียบเสมือนกัปตันเรือให้แก่เหล่าอุลตร้าส์นั่นเอง

ผู้ที่รับหน้าที่เป็น คาโป้ จะคอยกระตุ้นให้แฟนบอลขับร้องส่งเสียงเชียร์ทีมรัก พร้อมทั้งการนำแฟน ๆเพื่อดึงศักยภาพของการเชียร์ที่เป็นเอกลักษณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด …เราจะเห็นได้ว่าทั้งคาโป้และคอนดักเตอร์ต่างมีภาระหน้าที่ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการรับหน้าที่เป็นผู้นำเพื่อให้โชว์ในวันนั้นออกมาดีที่สุด

ในฝั่งของกองเชียร์ก็เปรียบเสมือนนักดนตรี ในวงออร์เคสตราจะมีนักดนตรีที่คอยสร้างสรรค์เสียงเพลงด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ เช่นเดียวกันกับเหล่าอุลตร้าส์ ที่มีการใช้เสียงร้อง ,เสียงกล้อง ,หรือแม้แต่เสียงแตรเข้ามาช่วยเพื่อความคึกคักให้กับการเชียร์ หรือแม้แต่เสียงพลุที่ดังขึ้น ทำไมจะเปรียบเทียบไม่ได้กับเสียงในส่วนของกลองทิมปานีใช้บรรเลงในวงออร์เคสตราไม่ได้ละ?

และไม่ใช่แค่ลักษณะภายนอกของพวกเขาเท่านั้นที่ดูคล้ายกับการบรรเลงเพลงของวงออร์เคสตรา หากแต่พวกเขายังขับเสียงเพลงออกมาได้เยี่ยมยอดจนน่าขนลุกเช่นกันอีกด้วย

การขานเรียก & ตอบรับ : นี่คือหนึ่งในการละเล่นท้องถิ่นที่เชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากแอฟริกา… คือการร้องเรียกจากคนหนึ่ง โดยมีอีกคนหนึ่งคอยขานรับ และนี่คือชาว ‘มาไซ มาร่า’ ในประเทศเคนย่าที่กำลังเพลิดเพลินกับการละเล่นท้องถิ่น ด้วยการขานเรียก & ตอบรับ

และนี่คือแฟนอุลตร้าส์ของปาร์ม่า ที่มีการแสดงรูปแบบการเชียร์ออกมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

เครสเซนโด้ : ดนตรีจะขึ้นด้วยจังหวะเบาๆก่อนในช่วงต้นเพลง ก่อนที่จะค่อยๆเพิ่มความเร็วและดังขึ้นจนไปถึงจุดไคลแม็กซ์ ดังเช่นตัวอย่างในเพลงคลาสสิคอย่าง ‘In the Hall of the Mountain King’ โดย เอ็ดเวิร์ด เกร็ก

ที่นี่ลองเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันกับการขึ้นเพลงด้วยเสียงที่เบาก่อนของแฟนอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ก่อนจะค่อยๆดังขึ้นจนทุกจุดไคลแม็กซ์อันทรงพลัง (นาทีที่ 4.00-5.00)

แน่นอนว่าความคิดเห็นจากผู้คนเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นย่อมแตกต่างกันออกไป ซึ่งเถียงไม่ได้สักนิดเลยว่าเสียงเพลงเหล่านี้ได้ก้าวเข้ามาเป็นอีกสีสันหนึ่งในโลกของฟุตบอล แต่บางครั้งมันก็นำมาซึ่งบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดที่หนี่งสโมสรจะสามารถรับได้ นั่นคือการลงเล่นในสนามปิด (ห้ามไม่ให้แฟนบอลเข้าสนาม) จึงย้อนกลับไปสู่วลีในตำนานที่ว่า “หากปราศจากแฟนบอลฟุตบอลก็ไม่มีอะไรเลย”

ในทางกลับกัน การที่จะมีแฟนบอลเข้ามาในสนามและไม่ส่งเสียงเชียร์.. เหมือนนั่งอยู่ในโบสถ์ ก็คงไม่มีความหมายอะไรเช่นกัน สำหรับผมแล้วแฟนบอลในสนามคือส่วนหนึ่งร่วมกับเกม พวกเขาควรส่งเสียงเพื่อกระตุ้นทีม และในที่นี่ก็คงจะไม่มีกองเชียร์กลุ่มไหนที่สามารถสร้างมาตรฐานอันทรงพลังเท่ากับกลุ่มอุลตร้าส์ได้อีกแล้ว

มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าเราจะหากลุ่มอุลตร้าส์ที่เป็นแฟนตัวยงของเพลงแนวคลาสสิค นั่นเพราะว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็น แต่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาต่างหาก ทุกๆสัปดาห์พวกเขาจะเดินเข้าสู่สนามเพื่อแสดงโชว์ออกมาให้น่าประทับใจที่สุด อุลตร้าส์อาจจะไม่ได้ขับร้องและเล่นเพลงของโมซาร์ทหรือบีโธเฟน แต่สิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั่นคือศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันอาจไม่ได้ถูกปลูกฝังมาให้คุ้นเคยกับดนตรีคลาสสิคเท่าไหร่นัก มีแต่อุลตร้าส์นี่แหละ..ที่เป็นดั่ง”วงออร์เคสตราในโลกของฟุตบอลยุคใหม่”สำหรับพวกเขา

————————————————————————–

ดาวน์โหลดแอพ “ดูผลบอล” ฟรี!

เรามีแอพพลิเคชั่นรายงานผลฟุตบอลที่รวดเร็วและแม่นยำ ส่งตรงจากต่างประเทศ มาไว้ในมือคุณแล้ว ทั้ง iOS และ Android ดาวน์โหลดเลย!

                
       คลิกที่นี่                       คลิกที่นี่

ที่เกี่ยวข้อง


Notice: Undefined variable: post_ID in /var/www/shotongoal.com/wp-content/themes/mma-sport-magazine/inc/related.php on line 336