REWIND : “โรบินโญ่” กับบันทึกไดอารี่ในสีเสื้อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ !

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

เราทุกคนต่างคุ้นชินกับการที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้มักจะทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับนักเตะที่มีระดับโปรไฟล์ติดท็อปชาร์ต แม้กระทั่งการหอบเงินเต็มกระเป๋าเพื่อกระชากตัว นาธาน อาเก้ จากทีมตกชั้นอย่าง บอร์นมัธ มาด้วยค่าตัว 41 ล้านปอนด์ โดยที่ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อย…

แต่หากย้อนไปเมื่อปี 2008 การที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยอมควักเงินจำนวนดังกล่าวออกมาใช้เสริมทัพนักเตะเพียงรายเดียวมันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ไม่ว่าจะในสายตาของใครทั้งนั้น

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงวันเดดไลน์ตลาดซื้อขายหน้าร้อนเมื่อปี 2008 มีสองดีลใหญ่ที่กำลังจ่อจะเป็นความตื่นเต้นสำหรับแฟนลูกหนังทั่วโลก ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟกับมหากาพย์การย้ายไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ยืดเยื้อมานาน กำลังเข้าใกล้ความเป็นจริงเสียที ขณะที่อีกฝากหนึ่ง โรบินโญ่ เองก็กำลังจะหอบข้าวของออกจากเรอัล มาดริดเพื่อย้ายมาสัมผัสบรรยากาศลีกเมืองผู้ดีกับเชลซี

ไม่ต่างจากบรรดาสุดยอดนักเตะบราซิลเลี่ยนที่ขึ้นมาประดับวงการก่อนหน้าเขา โรบินเติบโตมาในเมืองซานโต๊ส ที่ที่ซึ่งเขาได้โอกาสประเดิมอาชีพค้าแข้งครั้งแรกในชีวิตเมื่อปี 2002 ด้วยวัย 18 ปีที่สโมสรประจำเมืองแห่งนี้

อยู่ที่ซานโต๊ส ลีลาการเล่นเขาทั้งแพรวพราวและดึงดูดใจ เขามีไหวพริบที่เป็นธรรมชาติ ผนวกกับความเร็วและมันสมองในการสร้างสรรค์เกม และแน่นอนว่าการถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลครั้งแรกของเด็กคนนี้ ก็มาถึงรวดเร็วดั่งใจนึก เพียงแค่ปีเดียวหลังจากประเดิมเกมกับซานโต๊สเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การที่เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์บราซิลเลี่ยนแท้ที่กำลังเฉิดฉาย ส่องสว่างเป็นเพชรเม็ดงามอยู่ที่ซานโต๊ส มันย่อมตามมาด้วยความคาดหวังที่เขาต้องแบกไว้บนบ่า ไม่ต่างอะไรจากแข้งรุ่นพี่ที่โด่งดังมาก่อนหน้าเขา หรือแม้แต่รุ่นน้องที่เติบโตตามมา ก็ต่างหนีไม่พ้นสิ่งเหล่านี้

โรบินโญ่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘นิว เปเล่’ และเมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนถูกติดป้ายสรรพคุณไว้แบบนี้ คุณก็มักจะรู้ตอนจบของหนังเรื่องนั้นแล้ว หรือแม้กระทั่งการที่เปเล่เคยออกมาพูดถึงอดีตวันเดอร์คิดรายนี้ว่า “โรบินโญ่จะสามารถก้าวข้ามความสำเร็จของผมไปไม่ได้ เราต้องขอบคุณพระเจ้าที่เราได้เปเล่อีกคนมาจุติที่ซานโต๊สแล้ว”

คำพูดบางคำอาจจะสวยหรู แต่อย่าลืมว่ามันก็ยังคงเป็นแค่คำพูด ไม่มีอะไรการันตีอนาคตได้ จนกว่าการกระทำจะประจักษ์

ซานโต๊สเป็นสโมสรที่ทีมจากทั่วยุโรปตามส่องตามเช็ค จ้องดูดแข้งฟรีเท้าดีไปร่วมทีมอยู่แล้ว เปรียบเหมือนแหล่งช็อปปิ้งที่ตรงเป้า เหมือนถ้าจะซื้อของเล่นก็ไปเมก้า พลาซ่า จะเอานักเตะบราซิลจี๊ดๆ ก็เด็กซานโต๊สจัดไป

และในที่สุด เมื่อปี 2005 เขาก็ได้ย้ายไปวาดลวดลายในแดนกระทิงตามคาด แต่ไม่ใช่การเริ่มต้นกับสโมสรเล็กๆเพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็นกลับเป็นการเซ็นสัญญาร่วมทัพราชัน ชุดขาวในดีลมูลค่า 21 ล้านปอนด์ ท่ามกลางความสนใจจากบาร์เซโลน่า,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและสโมสรอื่นอีกมากมาย ทว่าโรบินโญ่กลับแสดงพรสวรรค์สุดยอดของเขาออกมาได้เพียงแค่หวือหวาเท่านั้น ความหวือหวาเหล่านั้นมันเจ๋ง มันน่าทึ่งก็จริง แต่แค่มันไม่ได้ออกมาให้เห็นบ่อยๆ เท่านั้นเอง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะมาเป็นกราฟที่ดิ่งลงเสียทีเดียว เจ้าหนูรายนี้ส่งสัญญาณถึงการพัฒนาตลอดช่วงที่ใช้ชีวิตในแดนกระทิง เขายิง 15 ประตูรวมทุกรายการในซีซั่นสุดท้ายที่เบอร์นาเบว ซึ่งนับเป็นปีที่ดีที่สุดตลอด 3 ปีที่อยู่ที่นั่น ผลงานก็ดีขึ้นแล้วนิ ทำไมถึงจบลงที่ซีซั่นสุดท้าย? ปัญหาเดิมๆของนักเตะจากแดนกาแฟ ‘เรื่องนอกสนาม’

ประธานสโมสรเรอัล มาดริดในตอนนั้นอย่าง รามอน คัลเดร่อน กลับลำผิดคำพูดของตัวเองเรื่องจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับโรบินโญ่ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่เปลี่ยนใจถึง 2 ครั้งช่วงหนึ่งซีซั่น ก่อนที่สโมสรดังจากเมืองหลวงจะพยายามยัดเยียดเขาเข้าไปในดีลที่จะดึงตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาชมความงามของเมืองมาดริดให้ได้

โรบินโญ่ ในยุคของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ไม่ได้โอกาสโชว์ฝีเท้าในแฟนบอลเห็นมากนัก จนเกิดกระแสเรื่องย้ายทีมเกิดขึ้น เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเคารพจากบอร์ดบริหารเบื้องสูงของสโมสร และผิดหวังกับสิ่งที่สโมสรพยายามทำกับเขา เส้นใยนี้ได้ขาดออกจากกันเรียบร้อย ถึงแม้เรอัล มาดริดจะกลับมายื่นสัญญาที่ยากจะปฏิเสธให้ แต่ในใจโรบินโญ่กลับตอบว่ามันสายไปแล้ว เขาปัดที่จะต่อสัญญากับทีมและขอขึ้นบัญชีย้ายออกจากมาดริด

ความเป็นไปได้ในตอนนั้นคงหนีไม่พ้นเชลซี ที่เพิ่งขาย ณอน ไรท์ ฟิลลิปส์ ออกไปและกำลังมองหาตัวรุกคุณภาพสูงเข้ามาทดแทนอยู่พอดี เช่นกันกับโรบินโญ่เองที่ออกมาประกาศความในใจของตัวเองแบบตรงไปตรงมาว่าอยากจะขี่หลังสิงห์

“ผมอยากย้ายทีม ผมรวบรวมความกล้ามาพูดต่อหน้าสื่อในวันนี้ว่าผมไม่ได้มีเป้าหมายที่จะอยู่กับมาดริดอีกแล้ว” โรบินโญ่ กล่าว

“มันไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน ผมก็แค่รู้สึกว่าอยากจะไป ความตั้งใจส่วนตัวของผมคือการได้เป็นเป็นสุดยอดนักเตะของโลก และนั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผมยังอยู่กับเรอัล มาดริด”

“ผมลงเล่นกับที่นี่มาสามปีและผมทุ่มเททุกหยาดเหงื่อกับมัน ผมคิดว่าเส้นทางของผมที่มาดริดมันเดินมาถึงทางตันแล้ว หวังว่าบรรดาผู้อำนวยการทั้งหลายจะสามารถบรรลุข้อตลงกับเชลซีเพื่อแก้ไขปัญหาของผมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

โชคดีที่เรื่องนี้เป็นความรู้สึกที่ตรงกันทั้งสองฝ่าย มาดริดจะขายนักเตะก็จะไป เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนตลาดปิด เชลซีออกมาคอนเฟิร์มว่าดีลกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ” ทุกคนกำลังคาดหวังว่าดีลจะสิ้นสุดลงในเร็วนี้ๆ นั่นคือสิ่งที่เราจะทำ และเราเองก็มั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ถึงตรงนี้เราไม่ได้ติดอุปสรรคอะไร แต่แค่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเท่านั้น”

สิงห์บลูส์ทำหน้าที่ตามขั้นตอนของพวกเขาอย่างสบายใจ เพราะงานนี้เข้าทางไม่มีคู่แข่ง ลายเซ็นของโรบินโญ่จะต้องไปปรากฏที่แสตมฟอร์ด บริดจ์แน่นอน ไม่มีการพูดถึงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือสโมสรอื่นๆที่จะเข้ามาปาดหน้าเลย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้จบอันดับที่ 9 บนตารางพรีเมียร์ลีกเมื่อซีซั่นก่อนหน้า และได้ผ่าเข้าไปเล่นในยูฟ่า คัพ พร้อมกับอันดับแฟร์เพลอยู่ที่ 6 จากการจัดอันดับ แน่นอนทุกคนรู้พวกเขาไม่ได้มีเงินมากพอสำหรับการเสริมทัพนักเตะระดับนี้อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวก่อน… ถ้าหากจะบอกว่าจริงๆแล้วบังเอิญว่าพวกเขามีละ?

ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี เรือใบสีฟ้าถูกเทคโอเวอร์โดยอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เขามาสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเหล่าแฟนบอลของสโมสร ฮือฮากันตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์แรกที่เข้ามาบริหาร พี่โทนี่ จัดปาร์ตี้ใหญ่ที่มีผู้ร่วมงานกว่า 8000 คน ณ จตุรัสอัลเบิร์ต เมืองแมนเชสเตอร์ โดยงานเปิดตัวในครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรหรือที่แฟนๆทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ให้ฉายาว่า Frank Shinawatra ได้ร่วมคลอเพลง Blue Moon หรือ พระจันทร์สีเงิน ร่วมกับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้เรือนหมื่น อีกทั้งยังนำนักร้องและพิธีกรชั้นนำของไทยอย่าง ใหม่ เจริญปุระ, แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร, ลิเดีย, ฮาร์ท อดีตนักร้องนำวงเบิร์ดกับฮาร์ท และซอนย่า คูลลิ่ง ขึ้นไปสร้างสีสันต์ถึงอังกฤษเลยอีกต่างหาก

ทว่าหลังจากเข้าเทคโอเวอร์สโมสรได้เพียงแค่ปีเดียวเมื่อปี 2007 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เหลือเงินมากพอที่พร้อมจะลงทุนกับสโมสร เขาถูกศาลไทยตัดสินจำคุกสองปีจากคดีคอรัปชั่น เขาไม่ได้ระมัดระวังกับสถานการณ์การเงินของสโมสรเท่าที่ควร แถมยังทำให้สโมสรเสื่อมเสียชื่อเสีย นักเตะขมขื่นตกใจที่มีเจ้าของเป็นนักโทษหนีคดี จนสุดท้ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่ถูกเร่ขายอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ปี 2008

พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นในเรือใบสีฟ้า ให้แก่กลุ่มแนวร่วมการลงทุนแห่งอาบูดาบี หรือ Abu Dhabi United Group for Development and Investment (ADUG) ที่มีชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน เป็นคนดูแล พร้อมฟันกำไรจากการขายสโมสรถึง 50 ล้านปอนด์

สโมสรตัดสัมพันธ์กับอดีตประธานสโมสรชาวไทยอย่างเด็ดขาด ด้วยการลบชื่อของเขาออกจากรายชื่อประธานกิตติมศักดิ์ของสโมสร และคณะกรรมการที่ติดอยู่บนผนังห้องประชุม โดยพวกเขามองว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งที่นับได้ว่ามีความโดดเด่นต่อไปอีก หลังสร้างความเสื่อมเสียให้กับสโมสรจากการเป็นนักโทษผู้หลบหนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ของศาลฎีกา

กลุ่มทุ่นจากอาบูดาบีต้องการที่จะเข้ามายกระดับคุณภาพทีมและเป้าหมายของสโมสรโดยด่วน พวกเขาไม่ต้องการจะเป็นทีมกลางตารางหรือหนีตกชั้นต่อไป แต่มันติดตรงที่ว่าวันนั้นมันเป็นวันเดดไลน์แล้ว ถ้าพวกเขาจะจัดการทุ่มเงินซื้อใครมาเสิรมทัพ พวกเขาก็ต้องปิดดีลให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานทุ่มได้คือทุ่ม เพราะเวลาเหลือไม่มากแล้ว

แกร์รี่ คุ๊ก ผู้บริหารสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคอดีตประธานสโมสรชาวไทยและมือขวาอย่างไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ออกตามหานักเตะระดับเวิลด์ คลาสที่พวกเขาจะสามารถดึงตัวเข้ามาโดยใช้เวลาอันสั้น ในช่วงเวลาวันเดดไลน์วันเดียว แมนเชสเตอร์ ซิตี้มีข่าวกับทั้งโรบินโญ่ ,ดาบิด บีญ่า,ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และมาริโอ้ โกเมซ แต่ข่าวร้ายคือพวกเขากำลังเตรียมกินแห้วหมดทั้ง 4 คน ถึงขนาดที่ว่าพวกเขาโดดไปยื่นซื้อ ลิโอเนล เมสซี่ด้วย จากความเข้าใจผิดที่ ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ออกเสียงภาษาอังกฤษ คำว่า ‘Very messy’ แต่คนฟังจับใจความสำเนียงของเขาเป็นให้ยื่นซื้อเมสซี่ โชคดีเหลือเกินที่บาร์เซโลน่าก็ปฏิเสธไปตามระเบียบ

ดีลสำหรับการยื่นซื้อมาริโอ้ โกเมซและบีญ่า ดูจะออกท่าทีไม่สำเร็จ แต่แมนฯซิตี้สามารถตกลงเรื่องค่าตัวของทั้งโรบินโญ่กับเรอัล มาดริดและเบอร์บาตอฟจากทางสเปอร์สได้แล้ว ติดที่ว่าใจเบอร์บาตอฟ ตอนนั้นเรียกร้องอยากจะไปร่วมงานกับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และมันก็เป็นดีลที่เสร็จสิ้นเฉียดเส้นเดดไลน์ในวันนั้น

ในขณะที่ซิตี้เองต้องขอบคุณเชลซีกับความบังเอิญที่ช่วยให้พวกเขาคว้าลายเซ็นของโรบินโญ่มาครองได้สำเร็จ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่บอร์ดบริหารของมาดริด ไม่พอใจอย่างมากที่เชลซีทำเกินเกินหน้าเกินตา รีบออกเสื้อเชลซีที่สกรีนเบอร์โรบินโญ่ออกมาขายบนเว็บไซต์ ส่งผลให้ราชัน ชุดขาวจงใจหักหน้ายอดทีมจากลอนดอนตะวันตกด้วยการปฏิเสธต่อข้อเสนอที่ยื่นซื้อโรบินโญ่ เพื่อที่จะได้ขายเสื้อเก้อไม่มีนักเตะไปเล่น

และนั่นทำให้เหลือเพียงแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มาพร้อมกับนายทุนใหม่ระดับกระเป๋าตังใบโต จัดการทุ่มเงิน 32.5 ล้านปอนด์คว้าดาวเตะแซมบ้าเข้ามาร่วมทีม พร้อมกับทำลายสถิติเป็นแข้งที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษเวลานั้น

การย้ายทีมในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมากแก่แฟนบอลทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ตัวโรบินโญ่เอง ในการให้สัมภาณ์ครั้งแรกกับสโมสรมีประโยคหนึ่งที่เจ้าตัวกล่าวว่า “ในช่วงวันสุดท้าย เชลซียื่นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมเข้ามาและผมตอบตกลงไปแล้วด้วยซ้ำ”

ผู้ประกาศข่าวถึงกับต้องย้ำเตือนตัวเองอีกรอบว่าเขาย้ายทีมไปอีกสโมสรหนึ่งแล้ว ไม่ใช่น้ำเงินเข้ม แต่เป็นสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ปิดดีลนี้ด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ เร็วถึงขนาดที่ว่านักเตะยังไม่ได้ตรวจร่างกาย แถมมีรายงานออกมาว่าโรบินโญ่ยังไม่ได้รับฟังและรับรู้เงื่อนไขรายละเอียดที่เขาต้องเซ็นเท่าไหร่เลย เพราะมันไม่มีเวลามากพอ

และไม่รู้ว่าเป็นพรหมลิขิต บังเอิญ หรืออะไร เมื่อการลงประเดิมสนามนัดแรกของโรบินโญ่ในสีเสื้อแมนฯซิตี้ คือการเจอกับสโมสรที่เขาเกือบจะได้ลงเอยด้วยอย่างเชลซี ที่บุกมาเยือนถิ่นเรือใบ เพียง 2 สัปดาห์หลังเซ็นสัญญา เกมผ่านไปเพียง 15 นาที จอมพริ้วจากแดนแซมบ้าก็แสดงให้แฟนๆเจ้าถิ่นเห็นทันทีว่าเขาคือใคร และเชลซีพลาดทำอะไรหลุดมือไป ลูกยิงฟรีคิกโค้งๆ ผ่านมือปีเตอร์ เช็คที่ได้แต่ยืนขาตาย สตั๊นท์คนดูทั้งสนาม หากแต่น่าเสียดายเป็นทีมเยือนที่ได้หัวเราะทีหลัง ไล่คืนเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 ในวันนั้น

หากมองข้ามไปว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นทีมที่มีปัญหาเรื่องการรักษาความสม่ำเสมอในช่วงต้นซีซั่น โรบินโญ่ก็ถือว่าเป็นนักเตะที่ปรับตัวได้ดีเลยกับฟุตบอลอังกฤษ เขาทำแฮตทริกแรกให้ตัวเองในเกมกับสโต๊ค ซึ่งถือเป็นเกมลีกนัดที่ 5 ของตัวเองเท่านั้น และก็จบด้วยการยิง 12 ประตูรวมทุกรายการในปีแรกที่บ้านหลังใหม่

อย่างไรก็ดี ในเมื่อทีมไม่คงเส้นคงวา นักเตะก็มีโอกาสสูงที่จะคล้อยตามไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่โรบินโญ่เองก็เช่นกัน ช่วงครึ่งฤดูกาลหลังเขามีช่วงเวลากว่า 17 เกมรวดที่ตีนบอดทำประตูไม่ได้เลย ก่อนจะมาไล่ซัด 3 ประตูในช่วง 5 เกมสุดท้าย จบปีนั้นเขายิงประตูในลีกไปทั้งสิ้น 14 ลูก รั้งอันดับ 4 บนตารางดาวซัลโว แต่ถ้าจะให้ว่ากันตามตรง กับพรสวรรค์ระดับโรบินโญ่ หรือ คนที่ได้รับฉายาว่า ‘นิว เปเล่’ มันควรจะได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ

ภาพเบื้องหน้าอาจจะดูดีสดใส แต่เบื้องหลังกำลังจะกลายเป็นฟ้าที่มืดดำ โรบินโญ่ฟอร์มฝืดอย่างต่อเนื่อง หลังถูกขวางไม่ให้เดินทางกลับบราซิล โดยเป็นกุนซืออย่างมาร์ค ฮิวจ์สที่ปฏิเสธไม่ให้เขาเดินทาง ต่อเนื่องด้วยการเสริมทัพของซิตี้ในปี 2009 การมาของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์และคาร์ลอส เตเบซ ช่วยเพิ่มดาวดังระดับคุณภาพเข้ามาสู่ทีม แต่ถึงกระนั้นเอง ในใจของโรบินโญ่ก็ยังมองว่าตัวเองนั้นเป็นปลาใหญ่ในบ่อน้ำขนาดจิ๋วอยู่ดี

อาการบาดเจ็บเป็นอุปสรรคที่ทำให้เจ้าตัวหายหน้าไปกว่า 3 เดือนในช่วงออกสตาร์ทซีซั่นใหม่ และหลังจากกลับมาได้ไม่ทันไร เจ้าตัวก็ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงที่มาถึงโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว…

ฟอร์มอันน่าผิดหวังอย่างต่อเนื่องส่งให้มาร์ค ฮิวจ์สไม่ได้ไปต่อกับทีม ก่อนที่เข้าจพถูกแทนที่โดยคนที่ผู้บริหารเล็งเห็นถึงศักยภาพและมองว่าคู่ควรแก่การพาทีมไปสู่ความสำเร็จ ชื่อของชายคนนั้นคือ ‘โรแบร์โต้ มันชินี่’

บอสหน้าใหม่ชาวอิตาเลี่ยนมีคาแรคเตอร์เป็นคนดุ ขึงขังจริงจัง มาเจอลักษณะเนือยๆของโรบินโญ่ และบุคลิกที่ออกไปทางเอื่อยเฉื่อยนี้ก็ไม่ได้เข้าตามันชินี่เสียเท่าไหร่ บรรยากาศในห้องแต่งตัวระหว่างโรบินโญ่และกับผู้จัดการทีมป้ายแดงไม่ได้ออกมารื่นรมณ์นัก แถมเจ้าตัวยังไปมีเรื่องกับเคร็ก เบลลามี่ เพื่อนร่วมทีมอีกต่างหาก

“ผมเคยมีเรื่องกับเบลลามี่อยู่ครั้งหนึ่ง แต่มันก็ปกติ มีใครที่ซิตี้ที่ไม่เคยล่ะ? นักเตะคนอื่นๆก็ต่างเคยมีปัญหากับเบลลามี่เหมือนกัน เขาเป็นพวกจุดเดือดต่ำ”

“มีเกมหนึ่งที่เราเจอกับอาร์เซน่อล ผมเล่นไม่ดีเท่าไหร่ในช่วงครึ่งแรก จากนั้นเขาก็เริ่มมาตะโกนนั่นนี่ใส่ผมเป็นภาษาอังกฤษตอนที่เรากลับไปอยู่ในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่ง ผมฟังไม่ออกทั้งหมดหรอก แต่จากที่จับใจความได้ผมก็พอรู้ ผมบอกได้เลยว่าเขาไม่ได้พูดเรื่องที่ดีแน่”

“เกลอร์แบร์เข้ามาช่วยผมด้วยการผลักเขาออกไป ก่อนที่เขาจะค่อยๆใจเย็นลง คือตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากการลงเล่นให้ทีมชาติบราซิล ผมรู้สึกเหนื่อยและล้ามาก แต่มันก็ไม่มีอะไร วันต่อมาเขาเดินมาหาผมและขอให้ผมให้อภัยเขา”

เขาออกสตาร์ทเกมลีกเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้นในซีซั่น 2009/2010 แถมยังมีโมเมนต์สุดขายหน้าอย่างการเป็นตัวสำรองที่เปลี่ยนเข้าไปและโดนเปลี่ยนออกในเกมแพ้เอฟเวอร์ตัน โรบินโญ่หมดอนาคตกับซิตี้ เขาไม่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกเลยนับตั้งแต่นั้น ก่อนที่จะถูกส่งยืมตัวกลับไปซานโต๊สในช่วงที่เหลือของซีซั่น

และการกลับไปหาเวลาลงเล่นครั้งนั้นของโรบินโญ่ ก็ได้ส่งให้เจ้าตัวถูกเรียกไปติดธง ช่วยทัพเซเลเซาลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2010 โดยเจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นถึง 4 นัดจาก 5 เกมที่ทีมชาติบราซิลลงเตะก่อนถูกเขี่ยตกรอบโดยทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทว่าการกลับมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ดูจะไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอีกแล้วหลังจากนั้น แม้ว่าจะกลับมาร่วมซ้อมกับทีม แต่ใจก็ลอยไปไหนต่อไหน เขาพร้อมแล้วสำหรับการออกเดินทางอีกครั้ง

แข้งเจ้าของฉายาเทพยูทูปปฏิเสธข้อเสนอจากตุรกี ก่อนย้ายซบเอซี มิลาน ด้วยราคาที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยอมขายขาดทุนออกไปที่ 15 ล้านปอนด์ ถึงตอนนั้นเขาควรจะอยู่ในจุดพีคที่สุดของอาชีพค้าแข้ง แต่การรอคอยนิว เปเล่ มันดูเหมือนจะใช้เวลานานเกินไปแล้ว และในที่สุดเจ้าตัวก็เลือกเดินบนเส้นทางเก่าโดยทีไม่ได้รับรู้บทเรียนอะไรจากวันวานในอดีตเลย

ซีซั่นแรกท่ามกลางความคาดหวังจากแฟนๆ ถูกตอบแทนด้วยฟอร์มอันต่ำกว่ามาตรฐาน และหนำซ้ำยังหนีไม่พ้นเรื่องระเบียบวินัยนอกสนาม บ่อยครั้งที่ถูกสื่อจับได้ว่าออกไปปาร์ตี้ยามราตรีก่อนวันลงสนาม

หลังจากผ่าน 3 ปีครึ่งแห่งกลลวงในอิตาลี เขาตัดสินใจบินกลับไปซานโต๊สอีกครั้ง ครั้งนี้ในฐานะนักเตะยืมตัว 18 เดือน หลังสัญญาสิ้นสุด โรบินโญ่ก็ได้สวมบทเป็นแข้งพเนจรอย่างแท้จริง ตามอดีตเจ้านายอย่าง หลุยส์ เฟลิปเป้ สโคลารี่ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นในลีกจีน 6 เดือนกับ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ตามด้วยอีก 2 เดือนในบราซิลกับแอตเลติโก้ มิเนโร่ ก่อนที่จะไปเป็นชิ้นเป็นอันอีกครั้งกับสามปีในลีกตุรกีทั้งกับซีวาสสปอร์และอิสตันบูล บาซัคเซฮีย์

และเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เจ้าตัวก็ได้โอกาสกลับไปยังสโมสรบ้านเกิดและผูกพันธ์อย่างซานโต๊สอีกครั้ง คราวนี้นับเป็นรอบที่ 4 โดยตามรายงานระบุว่าเจ้าตัวได้รับค่าเหนื่อยเพียง 207 ปอนด์/สัปดาห์ เท่านั้น คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 8,000 บาทเท่านั้น 

แต่ตดยังไม่ทันหายเหม็น หลังผ่านไป 6 วัน ซานโตสประกาศยกเลิกสัญญาทันที เนื่องจากทางต้นสังกัดโดนบริษัท ออร์โธไพรด์  สปอนเซอร์หลักของสโมสร ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลความงาม ถอนตัวออกจากทีมเนื่องจากไม่พอใจที่ทาง ซานโตส ได้ไปเซ็นสัญญาคว้าตัว โรบินโญ่ เข้ามาสู่ทีม 

แล้วโรบินโญ่ผิดอะไร? ตอนนี้แหละที่ปัญหาเรื่องนอกสนามที่เขาเคยทำมาตลอดในอดีตมันย้อนกลับมาทิ่มแทงชีวิตในปัจจุบันและอนาคต เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2014 โรบินโญ่ถูกศาลอิตาลีสั่งจำคุก 9 ปีในคดีล่วงละเมิดทางเพศ โดยตัวเขาและผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 5 คน ถูกตัดสินเป็นผู้ต้องหาในคดีข่มขื่นหญิงสาววัย 22 ปีในไนท์คลับแห่งหนึ่งกลางเมืองมิลานเมื่อปี 2013 แต่ทว่าจนถึงปัจจุบัน โรบินโญ่ ก็ปฎิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด พร้อมทั้งยังไม่มีการจับกุมแต่อย่างใด

ชีวิตของเขาในเส้นทางฟุตบอลทำไมมันถึงดำดิ่งลงไปเรื่อยๆแบบไม่สิ้นสุดขนาดนั้น อยู่ที่การตัดสินใจครั้งสำคัญในแต่ละช่วงอายุหรือเปล่า? แม้กระทั่งวันนี้มันก็ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม ว่าถ้าเขาเลือกเส้นทางอีกทางละ มันจะเป็นยังไง?

ถ้าเขาได้ย้ายไปเชลซีตามที่มันควรจะเป็นล่ะ มันอาจจะดีกว่านี้ไหม? ถ้าเขารู้จักหักห้ามใจตัวเอง หันมาโฟกัสและดึงพรสวรรค์ที่พระเจ้าให้มาออกมาใช้อย่างเต็มที่ ? หรือถ้าเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับรูปแบบและการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับแนวทางของมันชินี่มากกว่านี้สักหน่อย เจ้าเด็ก ‘นิว เปเล่ ‘ คนนั้นจะได้แจ้งเกิดไปแล้วหรือไม่? เสียดายที่คำตอบเหล่านั้น…. มันไม่มีใครที่สามารถตอบได้ แม้แต่ตัวเอง ‘โรบินโญ่’ เอง