5 เกมเดือด! ที่ไม่ควรพลาดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

ผลจับฉลากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลนี้ได้ออกมาแล้ว บรรดาแฟนบอลต่างก็คาดเดา วิเคราะห์กันอย่างเมามันตามประสาผู้หลงไหลในกีฬาลูกหนัง แต่มันจะมีคู่ไหนบ้างล่ะมันไม่สามารถคาดเดาผลสกอร์ได้เลยหรือคู่ไหนล่ะที่เราไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

5. ลิเวอร์พูล เจอกับ นาโปลี กลุ่ม เอ

ขอเริ่มต้นกันด้วยการเจอกันระหว่างสองทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และ นาโปลี ที่นับว่าเป็นคู่แข่งที่คุ้นหน้ากันดีอยู่แล้ว เพราะทั้งคู่เจอกันค่อนข้างบ่อยในรอบแบ่งกลุ่มตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และก็ทำผลงานได้พอๆ กันในรอบแบ่งกลุ่มในปี 2018-19 กับ 2019-20 ผลงานของคู่นี่จึงน่าจับตามอง

แม้ว่า ลิเวอร์พูล และ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของพวกเขาได้แล้วด้วยการคว้าแชมป์ในรายการนี้ไปครอง แต่ทว่าทาง นาโปลี เองก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งไม่เบาเมื่อต้องรับมือกับยอดทีมจาก แอนฟิลด์ และดูเหมือนว่าทางฝั่งทีมจาก เซเรีย อา จะทำผลงานได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ด้วยการเจอกัน 4 นัดล่าสุด นาโปลี เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้สองและเสมอหนึ่งนัด

ด้านผลงานในปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ก็เริ่มต้นในฤดูกาลนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่นักเนื่องจากยังหาชัยไม่ได้เลยสักนัด ขณะที่ นาโปลี ที่แม้จะเสียนักเตะฝีเท้าดีไปอย่าง ลอเรนโซ่ อินซิเญ่ และ คาลิดู คูลิบาลี่ รวมถึงคนอื่นๆ ไป แต่ทว่าพวกเขากลับทำผลงานได้อย่างดีด้วยการครองจ่าฝูง เซเรีย อา ด้วยการทำไป 9 ประตูเสียไปเพียง 2 ประตู

4. เชลซี เจอกับ เอซี มิลาน กลุ่ม อี

หากมองในมุมของ เชลซี ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจองานที่ไม่ยากมากนักในรอบแบ่งกลุ่ม แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ เพราะพวกเขาจับฉลากและอยู่ร่วมกลุ่มกับ ซัลซ์บวร์ก, ดินาโม ซาเกร็บ และ เอซี มิลาน ในกลุ่ม อี

ทว่ามันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นเพราะความจริงแล้วทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ใน พรีเมียร์ ลีก ได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก พวกเขาเก็บไปได้เพียง 4 แต้มจากเต็มๆ 9 แต้ม และแม้ว่ารูปแบบบางครั้งจะออกมาดี แต่หลังจากเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขายังขาดสีสันในเกมรุกอยู่มาก

ด้าน เอซี มิลาน เองก็ไม่ได้ทำผลงานใน เซเรีย อา ได้ดีเท่าที่คาดหวัง สโมสรแชมป์เก็บไปได้ 4 คะแนนจาก 6 คะแนนเต็ม พวกเขาต้องเสียนักเตะคนสำคัญของทีมไปอย่าง เกสซิเย่ รวมถึงแข้งรายอื่นๆ และพวกเขาต้องมาเจอกับอีกหนึ่งทีมที่ดีที่สุดในยุโรปอย่าง เชลซี ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่เกมนี้น่าติดตาม ก็เพราะเป็นการเจอกันของสองกุนซือที่มากแทคติก บางทีคุณภาพของนักเตะอาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการชี้วัดผลชัยชนะในเกมนี้ แต่ทว่าเกมนี้จะเป็นอีกเกมที่วัดกึ๋นของทั้งสองกุนซือและน่าติดตามว่าพวกเขามีแผนรับมือกันและกันอย่างไร

3. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กลุ่ม ซี

อีกเกมที่น่าติดตามเลยก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จุดน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ ต้องมาเผชิญหน้ากับอดีตทีมที่เขาผูกพันและเคยร่วมงานกันมาก่อน ครั้งนี้เขาต้องมาอยู่ร่วมทีมกับทัพเรือใบสีฟ้าที่เคยยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับทีมเสือเหลือง

ทั้งสองสโมสรเคยเจอกันมาแล้ว 4 ครั้ง โดยสถิติการเจอกันนั้น แมนฯ ซิตี้ เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าด้วยการเก็บชัยไปสองนัดเสมอกันหนึ่งนัด เกมล่าสุดที่พวกเขาเจอกันก็คือในรอบก่อนรองชนะเลิศและก็เป็นเรือใบสีฟ้าที่เป็นฝ่ายทำผลงานได้ดีกว่าด้วยผลสกอร์รวม 4-2 ทั้งสองนัด ที่น่าสนใจก็คือนักเตะหน้าเดิมประจำคู่นี้คือ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ จะได้โชว์ฟอร์มอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้เขาจะสวมเสื้อสีฟ้าแทนสีเหลือง

ทั้งสองทีมออกสตาร์ทในฤดูกาลนี้ได้ไม่สมบูรณ์แบบมากนัก ทางฝั่ง แมนฯ ซิตี้ เก็บไปได้ 7 แต้มจากเต็ม 9 แต้ม ขณะที่ ดอร์ทมุนด์ นั้นเก็บไป 6 แต้มจาก 9 แต้มเช่นกัน อย่างไรก็ตามพวกเขายังต้องรับมือกับ เซบีย่า และ โคเปนเฮเกน ที่ก็เป็นอีกสองทีมที่จับฉลากได้อยู่ในกลุ่ม ซี ด้วยเช่นกัน

2. ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เจอกับ ยูเวนตุส กลุ่ม เอช

และก็มาถึงคิวของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมที่มีตั้งเป้าหมายในการชูถ้วยแชมป์ยุโรปอย่างชัดเจนนับตั้งแต่กลุ่มทุนการ์ตาเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และแม้ว่าพวกเขาจะทุ่มเงินทำทีมอย่างหนักเท่าไหร่ก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ชูถ้วยได้อย่างหวังเลยสักครั้ง

ทีมจาก ลีก เอิง ทำผลงานได้อย่างน่าติดตามเสมอในรายการนี้ รวมถึงฤดูกาลนี้ ทีมนี้ก็ยังน่าติดตามเช่นเคย เพราะพวกเขาได้เสริมทัพได้อย่างน่าสนใจ เกมรุกของพวกเขาเต็มไปด้วยสตาร์ดังของโลกลูกหนังอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ เนย์มาร์ และ ลิโอเนล เมสซี่ และทั้งสามก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา

ส่วนด้าน ยูเวนตุส เองก็ดูเหมือนว่าจะพร้อมรับมือกับเกมรุกที่ดุดันของ เปแอสเช ได้ดี พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องเกมรับมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และครั้งนี้มันจะยิ่งกว่าเก่าเพราะพวกเขาเพิ่งได้ เกลย์สัน เบรเมอร์ จาก โตริโน่ มาร่วมทีม เกมรับของพวกเขาจะยิ่งดุดันมากกว่าเก่า ขณะที่เกมรุกก็ไม่เบาเช่นกันเพราะตอนนี้พวกเขามี อังเคล ดิ มาเรีย และ ดูซาน วลาโฮวิช ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนเกม

1. บาเยิร์น มิวนิค เจอกับ บาร์เซโลน่า กลุ่ม ซี

นับเป็นงานยากสำหรับ บาร์เซโลน่า ที่พวกเขาดันมาจับฉลากโคจรมาเจอกับคู่ปรับอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งผลงานการเจอกันนั้นพิสูจน์ในเห็นแล้วว่าทัพต่างดาวต้องเตรียมความพร้อมอย่างหนักเพื่อเจอกับยอดทีมจากบุนเดสลีก้า

การเจอกันของทั้งสองสโมสร ทางฝั่ง บาเยิร์น มิวนิค ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนด้วยสถิติ 11 นัดล่าสุดพวกเขาเก็บชัยไป 8 นัดและเสมอกันไป 1 นัด ทั้งคู่เคยเจอกันในรอบแบ่งกลุ่มมาแล้วเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และก็เป็นทัพเสือใต้ที่ถล่มไปถึง 3-0 ทั้งสองนัด รวมไปถึงรอบรองชนะเลิศปี 2019-20 ที่ทัพต่างดาวโดนถล่มไปถึง 8-2 สร้างความเจ็บแค้นให้กับแฟนๆ ในถิ่นคัมป์ นู อย่างมาก

อย่างไรก็ตามตอนในนี้ บาร์เซโลน่า ไม่เหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านมาแล้ว พวกเขาเซ็นสัญญา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดดาวยิงชาวโปแลนด์มาร่วมทัพเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งยังได้ กุนเด้ มาเสริมเกมรับ ด้านเกมรุกยังมีการต่อสัญญา อุสมาน เดมเบเล่ และคว้าตัว ราฟินญ่า มารว่มทีม ดังนั้นนี้แหละคือขุมกำลังที่ทางทัพต่างดาวเตรียมพร้อมไว้สำหรับรับมือทีมเสือใต้ด้วยความหวังที่จะแก้แค้นจากความเจ็บช้ำที่พวกเขาเคยได้รับมาในอดีต