16 สิ่งมหัศจรรย์ตลอด 16 ปีของ’เซร์คิโอ รามอส’ วีรบุรุษพร้อมหลั่งเลือดในชุดเกราะราชัน!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ก็ได้รับข่าวเศร้ากันไปแล้วสำหรับสาวกเรอัล มาดริด และผู้ที่คลั่งไคล้ในตัว ‘เอล กัปปิตาโน่’ เมื่อเซร์คิโอ รามอส กัปตันเลือดนักสู้แห่งทัพราชัน ชุดขาว ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าเขาจะโบกมืออำลาถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว หลังฝ่าร้อนหนาวด้วยกันมานานกว่า 16 ปี

แนวรับวัย 35 ปีไม่สามารถตกลงข้อเสนอในตัวสัญญาใหม่ให้ลงตัวได้ทันเวลา นั่นทำให้เจ้าตัวกำลังจะปิดฉากเส้นทางการผจญภัยกับเรอัล มาดริดลง หลังผ่านช่วงซีซั่นอันโหดร้าย ไม่สามารถคว้าโทรฟี่ติดมือมาได้เลยแม้แต่ใบเดียว

โดยสโมสรเรอัล มาดริดได้ออกมาคอนเฟิร์มการแยกทางกับปราการหลังมากประสบการณ์รายนี้ ก่อนที่วันต่อมาจะจัดพิธีการอำลาสุดพิเศษอย่างเป็นทางการให้แก่รามอสพร้อมด้วยครอบครัวและประธานสโมสรอย่าง ฟลอเรนติโน่ เปเรซเข้าร่วม ซึ่งน่าเสียดายเหลือเกินที่เจ้าตัวไม่สามารถลงไปบอกลาต่อหน้าแฟนบอลที่เบอร์นาเบวได้อย่างที่ควรจะเป็นเพราะติดปัญหาเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ผมต้องเจอกับความลำบากใจที่สุดในชีวิต ช่วงชีวิตแห่งความมหัศจรรย์มันเดินมาถึงทางตันแล้ว ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ที่ผมเคยได้พบเจอ มันจะไม่มีที่ไหนที่สามารถมอบประสบการณ์ให้ผมได้เหมือนกับที่นี่อีกแล้ว”

“ผมอาจจะเข้าใจผิดไปเอง แต่ไม่มีใครเคยบอกผมเลยว่าข้อเสนอนั้นมีกำหนดวันหมดอายุ” รามอส กล่าว “ในการพูดคุยกันครั้งล่าสุด ผมตอบไปแล้วว่าผมยอมรับข้อเสนอนั้น แต่พวกเขากลับตอบกลับมาว่าข้อเสนอนั้นมันไม่มีอีกแล้ว”

“ผมไม่เคยคิดอยากจะไปจากมาดริดเลย แต่มันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมา สำหรับผม เรอัล มาดริดและเซร์คิโอ รามอส คือคู่ครองที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในชีวิตเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นและนั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับมัน”

“ผมจะกลับมาที่นี่ในสักวันหนึ่ง ผมมั่นใจ ผมอยากขอบคุณ เรอัล มาดริด มากๆ ผมจะเก็บคุณไว้ในใจเสมอ และผมอยากขอบคุณแฟนบอล พวกเขาโอบอุ้มผมไว้ในแขนของพวกเขามาตลอดเวลา นอกจากนั้นผมยังอยากขอกล่าวคำอำลาที่ เบอร์นาเบว และผมจะเก็บคุณไว้ในใจตลอด ขอบคุณ”

สำหรับการเดินทางอันน่าทึ่งของรามอส ย้ายมาจาก เซบีย่าตั้งแต่อายุ 19 เซ็นสัญญากับราชัน ชุดขาวเมื่อปี 2005 ก่อนลงเล่นให้ เรอัล มาดริดเกินกว่า 600 นัดด้วยหัวใจนักสู้ที่เปี่ยมล้นเกินใคร เขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ชัยชนะอยู่เคียงข้างกับมาดริด ไม่สนว่าด้วยวิธีไหน และไม่สนว่าคนมากมายจะเกลียดเขาหรือไม่ ขอเพียงเขาได้มีความสุขกับแฟนๆกาลาติกอสที่เขารักเพียงเท่านั้นที่ต้องการ

ตลอดระยะเวลา 16 กับยอดทีมแห่งเมืองหลวงแดนกระทิง ปราการหลังจอมพลังได้สร้างประวัติศาสตร์สุดเกรียงไกรเล่าขานเป็นตำนาน คว้าแชมป์ร่วมกับสโมสรได้มากถึง 22 โทรฟี่ ประกอบไปด้วยลา ลีกา 5 สมัย, โกปา เดล เรย์ 2 สมัย, ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า 4 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 3 สมัย และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 4 สมัย

และเพื่อที่จะมอบเกียรติให้แก่ช่วงเวลา 16 ปีแห่งความสำเร็จของรามอส เราได้รวบรวม 16 สิ่งที่บ่งบอกถึงชายผู้เป็นเหมือนวีรบุรุษแห่งเบอร์นาเบว ชายผู้เดียวที่ถ้าเป็นตราสโมสรเรอัล มาดริดแล้ว ถึงต้องตายเขาก็จะเป็นคนแรกที่ยกมือขอทำมัน

1.เปิดตัวด้วยความพ่ายแพ้

เรอัล มาดริดเซ็นสัญญากระชากตัว รามอส มาจากเซบีย่าด้วยค่าตัว 27 ล้านยูโรเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ 2005 สร้างปรากฏการณ์ใหญ่ในช่วงนั้นกับดีลการซื้อขายกองหลังที่แพงที่สุดที่สโมสรจากแดนกระทิงเคยยอมควักเงินจ่าย

รามอสในตอนนั้นแม้ว่าจะอายุเพิ่ง 19 ปี แต่ต้องเข้ามารับความกดดันมหาศาล พร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ สานต่อเสื้อเบอร์ 4 ของเฟอร์นันโด เอียร์โร่ อดีตกัปตันในตำนานของเรอัล มาดริด โดยรามอสสวมเสื้อแห่งความคาดหวังตัวนี้ ลงเดบิวต์ประเดิมสนามให้ราชัน ชุดขาวในเกมกับเซลต้า บีโก้ ที่เขาถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงพักครึ่ง แต่โชคร้ายที่การเปิดตัวไม่ได้เป็นดั่งหวังเมื่อทีมเป็นฝ่ายพ่ายไป 3-2 คารังเบอร์นาเบว

2.สถานะการเป็นตำนานเรอัล มาดริดรอเขาอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

จากวันที่รามอสฝากเนื้อฝากตัวเป็นสมาชิกในครอบครัวใหม่ ผ่านมาแล้ว 16 ปี แนวรับจอมบ้าเลือดลงสนามภายใต้ชุดเกราะสีขาวไปแล้วกว่า 671 นัด หรือค่าเฉลี่ยอยู่ที่ มากถึง 41.9 เกมต่อซีซั่นเลยทีเดียว และในวันที่รามอสออกมาร่ำลาทุกคนด้วยตัวเอง เขาได้ทิ้งสถิติการลงสนามให้สโมสรมากที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับ 4 เป็นรองเพียงแค่ ราอูล กอนซาเลซ (741) , อิเกร์ กาซิญาส(725) และ มาโนโล่ ซานชีส (710)

3.โทรฟี่แชมป์โคตรเยอะ!

รามอสสามารถยกโทรฟี่ในรายการระดับเมเจอร์มาชูขึ้นเหนือหัวได้ถึง 22 แชมป์ตลอดเวลาที่สร้างตำนานบนพื้นหญ้าแห่งเบอร์นาเบว ประกอบไปด้วยแชมป์หลักๆคือ ลา ลีก้าสเปน 5 สมัย, โคปาเดล เรย์ 2 สมัยและแชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 4 สมัย

ซึ่งมีเพียงแค่ ฟรานซิสโก้ เกนโต้ คนเดียวเท่านั้นที่เคยกวาดแชมป์กับสโมสรแห่งนี้มากกว่ารามอส ทำสถิติไว้ที่ 23 แชมป์ ในระหว่างช่วงปี 1950 และ 60 ซึ่งน่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสจะได้คว้าแชมป์แซงเกนโต้อีกแล้ว ซึ่งถ้าหากมีเวลาอีกสักซีซั่น ไม่แน่ว่าสถิติสูงสุดนี้อาจจะถูกเปลี่ยนมือก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีเพียงแค่ ลีโอเนล เมสซี่ คนเดียวเท่านั้นในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลา ลีก้าที่สามารถเอาชนะเกมลีกสูงสุดของสเปน (383) ได้มากกว่ารามอส โดยจำนวนที่กัปตันราชันรายนี้ทำไว้นั้นเทียบเท่ากับเพื่อนร่วมทีมเก่าอย่างอิเกร์ กาซิญาส (334)

4. สถิติการทำประตูก็โคตรระห่ำ!

แม้ว่าจะตำแหน่งประจำนั้นลงเล่นเป็นกองหลัง เคยยืนทั้งแบ็คขวาและเซ็นเตอร์แบ็ค แต่ผลงานซัด 101 ประตูรวมทุกรายการสำหรับนักเตะที่มีหน้าที่ป้องกันประตูนั้นถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว การจะหากองหลังที่ซัดเกิน 100 ประตูมันไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย เพราะขนาดนักเตะที่เล่นในตำแหน่งกองหน้าหรือตัวรุกแล้วไม่ได้ครึ่งของสถิตินี้ก็มีถมเถไป

เซนเตอร์แบ็คสุดคูล คือหนึ่งใน 22 คนบนทำเนียบนักเตะมาดริดที่สามารถซัดเกิน 100 ประตู โดยที่ 74 ประตูในลา ลีก้าของรามอส ทำให้เขาเป็นกองหลังดาวซัลโวอันดับ 2 ตลอดกาลรองจากรุ่นพี่อย่าง เอียร์โร่ (105)

5. ‘คิง ออฟ ยุโรป’

รามอสมีชื่อเป็นผู้ทำประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกถึงสองหน (2014 และ 2016) และเป็นกองหลังคนเดียวที่พาตัวเองไปอยู่ในโมเมนต์ดังกล่าว โดยเจ้าตัวได้เข้าไปเป็น 1 ใน 4 นักเตะที่สามารถยิงได้มากกว่า 1 ประตูในเกมนัดชิงบิ๊กเอียร์รวมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (3) , แกเร็ธ เบล(3), และราอูล (2) และถ้าหากนับรวมทุกรอบที่ลงเล่น รามอสยิงไปทิ้งสิ้น 15 ประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำสถิติเข้ามาเป็นอันดับ 9 จากบรรดานักเตะทุกคนของมาดริดที่เคยทำไว้ในประวัติศาตร์

6.ทำถ้วยแชมป์หล่นไปอยู่ใต้ท้องรถ!

รู้กันดีว่าระดับรามอสนี่ประสบการณ์ต้องโชกโชน ยกถ้วยแชมป์จนเป็นเรื่องถนัดมือไปแล้ว แต่เปล่าเลย! มันไม่ได้การันตีว่าเขาจะไม่ทำพลาด หากใครยังจำได้ ย้อนกลับเมื่อปี 2011 เซร์คิโอ รามอส พลาดทำถ้วยแชมป์โคปา เดล เรย์หลุดมือตกลงมาจากหลังคารถบัสซึ่งใช้ในขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ที่กำลังเดินทางไปมอบความสุขให้กับแฟนๆทั่วเมืองหลวง จนรถได้แล่นทับโทรฟี่บอลถ้วยดังกล่าวม้วนเข้าไปอยู่ข้างใต้ตามที่เห็นในคลิป ลำบากเจ้าหน้าที่ต้องรีบปรี่เข้าไปนำโทรฟี่อันทรงเกียรติออกมาพ้นอันตราย

7.ยึดตัวหลักทีมชาติสเปนอย่างเหนี่ยวแน่นไม่เคยหลุด

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่กับเส้นทางในสโมสรถูกต่อยอดมาถึงเวทีทีมชาติ หลังจากมีโอกาสได้ประเดิมสนามกับทีมชาติสเปนชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปี ถึงตอนนี้รามอสลงเล่นในสีเสื้อของตัวแทนประเทศบ้านเกิดไปแล้วถึง 180 นัด สร้างสถิติใหญ่อีกครั้งด้วยการเป็นนักเตะจากทวีปยุโรปที่ลงเล่นทีมชาติด้วยจำนวนนัดที่มากที่สุด ครองอันดับ 4 ร่วมจากทั้งหมด เป็นรอง “ไอ้หน้าผี” โช ชิน อัน ตำนานทีมชาติมาเลเซียที่รับใช้ทัพเสือเหลืองถล่มทลายถึง 224 นัดระหว่างช่วงปี 1969 ถึง 1984

8.ปาเนนก้าสายโปร

นอกจากจะพิสูจน์ตัวเองเป็นกำแพงหินสุดแกร่งในแผงแนวรับแล้ว รามอสยังถล่มประตูในนามทีมชาติสเปนไปถึง 23 ลูก รับเหมาสังหารณ์จุดโทษด้วยลูกเก่งที่ทำประจำคือ ก้าวเท้าขึ้นไปพร้อมยิงด้วยท่าทีขึงขังมันใจ ก่อนจะปิดบัญชีด้วยสกิลลูกชิพปาเนนก้าเข้าประตูไปแบบนิ่มๆที่เราเห็นกันบ่อยจนชินตา

กัปตันทีมชาติสเปนรับหน้าที่สังหารณ์จุดโทษในเวลาให้ทัพ ลาโรฆาทั้งหมด 12 หนไม่รวมดวลจุดโทษตัดสินเกม พลาดไปทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยสองครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในเกมเดียวกัน กับแมตช์พบสวิตเซอร์แลนด์ในเนชั่นส์ ลีกปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าขาดความมั่นใจไปดื้อๆ หรือไปโดนอะไรมาถึงยิงติดเซฟยาน ซอมเมอร์ถึง 2 ครั้งในคืนเดียว เบรกสถิติการสังหารณ์จุดโทษไม่พลาดเลยของตัวเองไว้ที่ 2 ปี

9.ปีแห่งความเงียบเหงา สโมสรก็มือเปล่า ยูโร 2020 ยังมาตกรถอีก

เซร์คิโอ รามอสถูก หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือลา โลฆาเมินพาขึ้นรถไปลุยศึกยูโร 2020 เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อและแฮมสตริงติดตัวอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว และนั่นหมายความว่านี่เป็นทัวร์นาเม้นแรกเลยที่ทีมชาติสเปนยกพลบู๊การแข่งขันในระดับรายการเมเจอร์โดยที่ไม่มีเงานักเตะจากเรอัล มาดริดเข้ามาร่วมด้วยแม้แต่คนเดียว

10.ใบแดงนี่ของชอบ!

ไม่ว่ารามอสจะถูกชื่นชมและยกย่องในเรื่องของสามารถมากแค่ไหน แต่จุดอ่อนของเขากลับอยู่ที่ความอารมณ์ร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากความบ้าเลือดอยากที่จะเอาชนะ พร้อมทำลายศัตรูทุกรูปแบบที่ขวางหน้า หรือใครก็ตามที่มีเรื่องมีราวกับเพื่อนร่วมทีม ก็จะมีกัปตันคนนี้แหละปรี่ตัวเข้าไปเป็นสายบวกพร้อมปกป้องคนของเขาอย่างไม่เคยหวั่น

แน่นอนว่าความดุดันและเด็ดขาดของรามอสทำให้เขาสะสมใบเหลืองไปมากถึง 173 ใบและใบแดงอีก 20 ใบ ซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนในประวัติศาสตร์ 92 ปีของลา ลีก้า และตลอดการเป็นแข้งอาชีพ จนถึงวันนี้รามอสโดนไล่ออกจากสนามไปแล้วทั้งสิ้น 26 ครั้ง แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับเจ้าของสถิติโลกใบแดง 46 ใบอย่าง เคราร์ด เบโดย่า กองหลังชาวโคลัมเบียตลอดช่วงปี 1995-2015

11. ในวันที่ทั้งโลกประณามเขาว่าไม่ได้จงใจเล่นบอลแต่ลงมาเล่นมวยปล้ำ

หนึ่งในเหตุการณ์ที่หลายคนมองรามอสเปลี่ยนไป หรือพูดตรงๆคือโมเมนต์แห่งการเพิ่มพูนความเกลียดชัง เกิดขึ้นในช่วงครึ่งทางของครึ่งแรกเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2018

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ถูกรามอสหนีบแขนและเบียดจนล้ม ทำให้บาดเจ็บไหล่จนไม่สามารถเล่นต่อได้ พร้อมกับดวงแตกถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ครึ่งแรกทั้งน้ำตาที่อาบลงสองแก้ม ซึ่งแฟนบอลมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้หงส์แดงต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป 1-3 โดยที่รามอสก็รอดพ้นโทษมาถึงทุกวันนี้ แถมยังได้ฉลองแชมป์อย่างชื่นมื่น

ทั้งนี้ทางรามอสก็ยืนยันไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายปีกทีมชาติอียิปต์แต่อย่างใด “ผมไม่เคยต้องการจะทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพในสนาม ดังนั้นมโนธรรมของผมมีความชัดเจนมากเกี่ยวกับสิ่งที่ผมทำในคืนนั้น”

12. ห่ำหั่นกับลีโอเนล เมสซี่จนเป็นมวยคู่เอก

ทั้งลีโอเนล เมสซี่และเซร์คิโอ รามอส ต่างเป็นสีสันให้กับเกมเอล กลาซิโก้ มาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเจอกันครั้งไหนก็จะเป็นการปะทะกันระหว่างนักเตะสองคนที่มีใจมุ่งมั่นอยากจะเหยียบอีกฝ่ายให้จมดินไปข้าง ทั้งเตะทั้งตุกติกทั้งแถมมาครบ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 เกมระหว่างเรอัล มาดริดและบาร์เซโลน่า เป็นราชัน ชุดขาวที่ตามหลังเจ้าบุญทุ่มห่างถึง 5-0 คืนดังกล่าวเป็นวันเฉิดฉายของลีโอเนล เมสซี่ วิ่งป่วนเล่นงานนักเตะมาดริดจนหมดสภาพ โดยเฉพาะแนวรับที่โดนแข้งต่างดาวฉีกจนขาดรุ่ย

รามอสเห็นท่าไม่ดี หาวิธีในการหยุดเมสซี่ไม่ได้ เลยตัดสินใจที่จะสวมวิญญาณรถถัง จิตรเมืองนนท์ ไล่หวดข้อเท้าลีโอเนล เมสซี่จากข้างหลัง แม้จะโดนใบเหลืองไปแล้วจากจังหวะก่อนหน้านี้ แต่การเล่นนอกเกมในตอนนั้นก็รุนแรงพอที่จะส่งเขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 92 ของเกมท่ามกลางเสียงโห่ลั่นสนามคัมป์ นู

13.งานวิวาห์ยอดเยี่ยมแห่งปี

ห่างออกมาจากสนามหญ้า รามอสกลับเป็นคนที่สุขุมเอามากๆ เขาใช้เวลาว่างที่นอกเหนือจากการเล่นฟุตบอลไปกับการมอบเวลาให้ครอบครัว ทั้งกับภรรยาและกับลูกๆที่บ้าน ยอดกองหลังเรอัล มาดริดแต่งงานกับ พิลาร์ รูบิโอ้ นางแบบและพิธีกรโทรทัศน์ อีกทั้งเธอยังมีดีกรีได้รับโหวตให้เป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกโดยนิตยสาร FHM ของสเปนเมื่อปี 2008 และ 2009 อีกด้วย

งานวิวาห์ของรามอสและรูบิโอ้จัดขึ้นเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2019 ท่ามกลางลิสต์ชื่อแขกรับเชิญในงานที่อลังการณ์จนต้องร้องว้าว เพราะคับคั่งไปด้วยคนมีอิทธิพลในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็น เดวิด เบ็คแฮม , โรแบร์โต้ คาร์ลอส ,ลูก้า โมดริช หรือแม้กระทั่งนักเตะบาร์เซโลน่าบางรายอย่างเซร์คิโอ บุสเก็ตและจอร์ดี้ อัลบา ก็ไม่พลาดที่จะเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี

ทั้งอาหาร & เครื่องดื่มราคาแพง เชิดมังกร วงดนตรีสวีดิช แดนซ์ฟลอร์ และปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ครบจบในงานแต่งของรามอสที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมราคา จนซานติ การ์ซอล่า หนึ่งในผู้ร่วมงานและอดีตเพื่อนร่วมทีมชาติสเปนถึงกับเอ่ยชมว่า “มันใหญ่มาก! งานมันใหญ่กว่าหมู่บ้านของผมอีก ผมเดินหลงวนๆ อยู่ตั้ง 2-3 รอบแหนะ”

14.การขี่ม้าคือสิ่งที่โปรดปราน

อีกหนึ่งสิ่งที่รามอสโปรดปรานพอๆกับการเอาชนะคู่แข่งในสนามนั่นคือรักที่เขามีให้ต่อม้า คลั่งไคล้ถึงขั้นที่ลงทุนเปิดฟาร์มของตัวเองตั้งอยู่ในอันดาลูเซียภายใต้ชื่อ SR4 โดยโปรเจคดังกล่าวถูกเนรตมิตขึ้นเมื่อปี 2018 เมื่อเจ้า Yucatan de Ramos ได้รับรางวัลชนะเลิศในงาน SICAB (Salon Internacional del Caballo) ซึ่งเป็นงานเวิลด์ แฟร์ที่ถูกจัดขึ้นในเมืองบ้านเกิดของเขาที่เซบีย่า

15.ฟิตเนสกูรูก็เป็นนะ

หากใครที่ติดตามส่องอินสตาแกรมของรามอสเป็นประจำ จะรับรู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวนั้นเป็นคนที่ให้ความสำคัญและซีเรียสต่อการรักษาสภาพร่างกายมาก บ่อยครั้งที่เราจะเห็นแนวรับราชันโชว์บอดี้สุดลีนบวกกับกิจวัตรการออกกำลังกายอันเข้มข้น

ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่ติดโควิดและหมอให้กักตัวอยู่บ้านปราการหลังกระทิงดุที่ปกติมีนิสัยบ้าเลือดและระเบียบวินัยสูงอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองต้องจมอยู่กับโชคชะตาที่ไม่เข้าข้าง ออกมาโพสต์คลิปออกกำลังกายท่า Deadlift พร้อมแคปชั่นว่า “โคโรน่ามันคือใคร? เราจะกลับมาอย่างแข็งแกร่ง และอย่าให้ใครมากังขาเรื่องนี้ได้”

16.ศิลปะบนเรือนรางคือสเน่ห์ของเขา

ใครก็ตามที่เคยชมภาพหรือดูคลิปวิดิโอที่รามอสออกมาถอดเสื้อออกกำลังกายโชว์ระดับความฟิต คงเห็นแล้วว่าแพสชั่นและความหลงใหลที่เขามีต่อรายสักมันมหาศาลขนาดไหน ผิวหนังแทบจะทั่วร่างของแนวรับวัย 35 กระรัตถูกปกคลุมไปด้วยรอยสักที่งดงามหลากหลาย และล้วนแต่มีเรื่องราวมาจากประสบการณ์ที่นำพาเขาไปเดินทางพบเจอไม่ว่าจะเป็นราชสีห์คำราม , โทรฟี่ต่างๆที่เขาคว้ามาเชยชม หรือการระลึกถึงศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังอย่าง แบงก์ซี และ ซัลวาดอร์ ดาลี ศิลปินเอกชื่อดังระดับโลกชาวสเปน