เอาจริงรอบ 2! 3 สโมสรพลาดนัดชิงชปล. ก่อนผงาดคว้าแชมป์ฤดูกาลถัดไป

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับนัดชิงในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และก็แน่นอน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในทีมเต็ง แต่เขาจะสามารถทำได้เหมือนกับทีมทั้ง 3 ทีมนี้หรือไม่?

  1. เอซี มิลาน
1993/94 AC Milan 4-0 FC Barcelona: Report | UEFA Champions League | UEFA.com

เริ่มกันด้วยทีมจากแดนมักกะโรนีอย่าง เอซี มิลาน ที่ย้อนไปในปี 1992-93 พวกเขาทำผลงานได้อย่างดีก่อนจะทะลุเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ดันพลาดท่าพ่ายให้กับ โอลิมปิก มาร์กเซย จากหนึ่งประตูของ บาซิล โบลี อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส

เอซี มิลาน ได้แต่เก็บเอาความผิดพลาดจากปีนั้นพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาทำผลงานต่อในฤดูกาล 1993-94 ซึ่งพวกเขาก็ประเดิมรอบแรกไปด้วยการเอาชนะ อาร์เราว์ สโมสรจากสวิตเซอร์แลนด์ไปด้วยสกอร์รวม 1-0 ต่อด้วยการถล่ม โคเปเฮเก้น ด้วยสกอร์รวม 7-0 ในรอบที่สอง

หลังจากแข่งขันทั้งสองรอบไปเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมต่อไปพวกเขาต้องไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งทางปีศาจแดงดำนั้นได้อยู่กลุ่ม บี โดยมีคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวอย่าง ปอร์โต้ อยู่ร่วมกลุ่ม และก็เป็นทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่จบด้วยการคว้าแชมป์กลุ่มโดยเก็บไป 8 คะแนน ตามมาด้วย ปอร์โต้ ที่ทำไปได้ 7 คะแนน

แน่นอนพอแบ่งกลุ่มสิ้นสุดลงก็ต้องไปแข่งขันกันต่อในรอบน็อคเอาท์ ซึ่งพวกเขาก็เจอกับ โมนาโก ทีมรองจ่าฝูงจากกลุ่มเอ ซึ่งก็ตามคาด พวกเขาเป็นฝ่ายเอาชนะอย่างขาดรอยด้วยสกอร์ 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึกชิงจ้าวแห่งยุโรปอีกครั้ง

และก็มาถึงเกมในนัดชิง ครั้งนี้ดูเหมือนจะหินกว่าครั้งที่ผ่านมาเพราะคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็คือ บาร์เซโลน่า ทีมที่ โยฮัน ครัฟฟ์ รับบทกุนซือ และก็ประกอบไปด้วยแข้งดังมากมายทั้ง โรมาริโอ้, ฮริสโต สตอยซ์คอฟ, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ โรนัลด์ คูมัน

เกมดำเนินขึ้นและก็เป็นทาง เอซี มิลาน ขึ้นนำก่อนจากสองประตูของ แดเนียล แมสซาโร ในนาทีที่ 22 และ 45+2 ก่อนที่ครึ่งหลัง เดยัน ซาวิเชวิช จะซัดอีกประตูในนาทีที่ 47 ปิดท้ายด้วย มาร์กแซล เดอไซญี่ ในนาทีที่ 58 พาทีมแก้มือจากปีที่ผ่านมาและคว้าแชมป์ในปีนี้ไปครองด้วยสกอร์ 4-0

ไม่เพียงแค่นั้นสำหรับ มาร์กแซล เดอไซญี่ เขายังเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ยุโรปสองปีติดต่อกันอีกด้วย เนื่องจากในฤดูกาล 1992-93 เพิ่งจะคว้าแชมป์ร่วมกับ มาร์กเซย ไป

  1. บาเยิร์น มิวนิค
Borussia Dortmund v FC Bayern Muenchen - UEFA Champions League Final

การเสียแชมป์ด้วยการเล่นในสนามที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเท่าไหร่นัก และ บาเยิร์น มิวนิค ต้องพบเจอกับเรื่องราวเช่นนั้นเมื่อพวกเขาพ่ายให้กับ เชลซี ในการดวลจุดโทษที่ อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศปี 2012

ยุพ ไฮน์เคิส กุนซือทัพเสือใต้ในขณะนั้นพิสูจน์ให้ทั้งโลกได้เห็นว่าการผ่านเข้าสู่รอบชิงใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญด้วยการพาทีมเข้าชิงอีกครั้งในปี 2013 โดยเริ่มจากรอบแบ่งกลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับ บาเลนเซีย ทีมจาก ลา ลีก้า ซึ่งทางฝั่งเสือใต้เองก็ทำได้ค่อนข้างดีและจบด้วยแชมป์ประจำกลุ่ม เอฟ

พอถึงรอบน็อคเอาท์พวกเขาต้องมาเจอกับ อาร์เซน่อล ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายซึ่งก็ไม่ได้ราบรื่นมากนักเพราะจบด้วยสกอร์ 3-3 แต่พวกเขาก็เป็นฝ่ายเข้ารอบด้วยกฏอเวย์โกล แต่พวกเขาก็แสดงความโหดร้อยอีกครั้งด้วยการถล่ม ยูเวนตุส ทั้งไปและกลับด้วยสกอร์รวม 4-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ความร้อนแรงในปี 2013 ของ บาเยิร์น มิวนิค ยังไม่หมดเพียงแค่นั้นเพราะในรอบรองชนะเลิศที่ครั้งนี้คู่ต่อสู้ของพวกเขาคือ บาร์เซโลน่า แต่ก็ไม่คณามือเท่าไหร่เพราะทางฝั่งเสือใต้เป็นฝ่ายผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์รวมถึง 7-0

ถึงรอบชิง แต่ครั้งนี้ใครจะคิดว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาจะเป็นศัตรูร่วม ลีก อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ในตอนนั้นก็ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงเช่นกันด้วยการผ่านเข้าสู่รอบชิงด้วยการเอาชนะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 4-3 ซึ่งทั้ง 4 ประตูก็มาจากดาวยิงที่เราคุ้นชื่อกันดีนั่นก็คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่เหมา 4 ประตูตั้งแต่เลกแรก

สำหรับการชิงแชมป์ยอดทีมยุโรปครั้งนี้จัดขึ้นที่สนามเวมบลี่ย์ประเทศอังกฤษ ซึ่งเกมก็เข้มข้นเลยทีเดียวเพราะผ่านครึ่งแรกไปยังไม่มีใครทำประตูกันได้ จนนาทีที่ 60 บาเยิร์น มิวนิค มาได้ประตูขึ้นนำก่อนจาก มาริโอ มานด์ซูคิช แต่ก็มาเสียจุดโทษในนาทีที่ 68 โดย อิลคาย กุนโดกัน ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะสวมบทฮีโร่ซัดประตูชัยให้กับทีมในนาทีที่ 89 พาทัพเสือใต้คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 5 ของสโมสร

ทว่าความสำเร็จในปี 2013 ของ บาเยิร์น มิวนิค ยังไม่จบเพียงแค่นั้นเพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันถัดไปพวกเขาก็คว้าแชมป์เดเอฟเบ และบุนเดสลีก้า ซึ่งเป็นปีแรกของสโมสรที่คว้าทริปเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ

  1. ลิเวอร์พูล
Tottenham Hotspur v Liverpool - UEFA Champions League Final

และก็มาถึงคิวของสโมสรสุดท้ายในประเด็นนี้กันแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ ลิเวอร์พูล ทีมที่เพิ่งจะผ่านเข้าสู่นัดชิงยอมทีมแห่งยุโรปครั้งแรกในฤดูกาล 2017-18 นับตั้งปี 2007 แต่ก็พลาดท่าพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 1-3 จากประตูของ คาริม เบนเซม่า และอีกสองประตูของ แกเร็ธ เบล ซึ่งก็เป็นการคว้าแชมป์สามสมัยติดต่อกันของทีมราชันชุดขาว

ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าผลงานในรอบแบ่งกลุ่มของพวกเขาทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ด้วยการจบไปด้วย 9 คะแนนเท่ากับ นาโปลี แต่ด้วยการทำประตูที่มากกว่าทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในฐานะรองแชมป์ประจำกลุ่ม ซี (เปแอสเช จบแชมป์กลุ่ม)

ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นนับตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสกอร์รวม 3-1 ขณะเดียวกันก็อัด ปอร์โต้ ไปด้วยสกอร์รวม 6-1 ทำให้พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

มาถึงโมเม้นต์ที่หลายคนคงลืมไม่ลง นั่นก็คือรอบรองชนะเลิศที่พวกเขาต้องมาเจอกับ บาร์เซโลน่า ซึ่งนัดแรกแข่งกันที่ คัมป์ นู พวกเขาโดนไปก่อนถึง 3-0 ความฝันผ่านเข้าสู่รอบชิงแทบจะดับสลาย แต่ก็มาแก้ตัวได้ในนัดที่สอง ณ แอนฟิลด์ ที่ ดิว็อค โอริกี้ และ ไวจ์นัลดุม ซัดไปคนละสองประตูพาทีมพลิกนรกผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปด้วยสกอร์รวม 4-3

และก็มาถึงด่านสุดท้าย ซึ่งคู่ต่อสู้ก็ไม่ใช่ใครแต่เป็น สเปอร์ส คู่แข่งจาก พรีเมียร์ ลีก ที่ก็ผ่านเข้าสู่รอบชิงได้แบบฉิวเฉียดด้วยการเจอกับ อาแจ็กซ์ โดยเกมนัดชิงเริ่มเกมมาเพียงไม่ทันไรทาง ลิเวอร์พูล ก็ขึ้นนำก่อนด้วยจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งนั่นก็ไม่ทำให้ทางไก่เดือยทองเสียกำลังใจเท่าไหร่นักและทั้งคู่ก็เดินเกมใส่กันอย่างดุเดือด ก่อนที่ ดิว็อค โอริกี้ คนเดิมจะซัดประตูปิดท้ายในนาทีที่ 87 พาทีมเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 และคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2018-19 ได้สำเร็จ