เหตุใดวันนี้ ‘พอล แม็คเชน’ เจอร์นีย์แมนในวัย 35 ปีถึงกลับมาลงสนามให้ผีแดง U-23!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ซึมซับเหตุผลผ่านบทสัมภาษณ์ของแข้งชาวไอร์แลนด์ ถึงที่มาที่ไปที่เจ้าตัวเลือกกลับมาเล่นให้ทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจาก 15 ปีที่เจ้าตัวโบกมือลาโรงละครแห่งความฝันไป

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 กรกฏาคมที่ผ่านมา หลังจากที่สาวกปีศาจแดงได้เฮลั่นกับดีลมหากาพย์ที่วาดฝันเอาไว้เนิ่นนานอย่างการคว้าตัว จาดอน ซานโช่ มาเสริมริมเส้น เพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมาสโมสรก็ได้ประกาศแจ้งข่าวการมาถึงของชายอีกคนต่อทันที

ช่วงนั้นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังคาดหวังและเรียกร้องให้สโมสรช่วยจัดเซ็นเตอร์แบ็คคนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาแนวรับ ท่ามกลางข่าวหนาหูกับราฟาเอล วาราน

ทันทีที่ชื่อถูกประกาศ แม้ว่าจะเป็นนักเตะลงเล่นในตำแหน่งที่เป็นหัวใจหลักของแผงแบ็คโฟร์ แต่ดูเหมือนชื่อที่ได้ยินจะไม่ใช่ชื่อที่แฟนผีแดงนำไปพูดจนติดปาก หรือแม้กระทั่งจะให้นับว่านี่เป็นการมาถึงของใครบางคน พวกเขายังไม่อยากจะนับเลยด้วยซ้ำ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการกลับมาสู่บ้านหลังเก่าอีกครั้งของ พอล แม็คเชน จะมีความสำคัญหรือมีคุณค่าในแง่ของการพัฒนาเยาวชนสู่อนาคต น้อยไปกว่าการเซ็นผู้เล่นหน้าใหม่สู่ทีมชุดใหญ่ตลอดช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

แม็คเชน คือหนึ่งในผลผลิตจากอะคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ร่วมกับปีศาจแดงเมื่อปี 2003 ก่อนอำลาสโมสรไปเมื่อปี 2006 หลังจากนั้นเจ้าตัวก็สวมบท ‘เจอร์นี่ย์แมน ‘พเนจรไปค้าแข้งให้อีก 9 สโมสร วนเวียนอยู่ในอังกฤษและลงเล่นมากถึง 400 นัด จนกระทั่งเขาได้กลายเป็นผู้เล่นฟรีเอเยนต์หลังหมดสัญญากับ รอชเดล สโมสรในลีก ทูเมื่อเดือนที่แล้ว

ปราการหลังที่มีสีผมสีเดียวกับพอล สโคลส์ ถูกสโมสรดึงตัวกลับมาทำงานในฐานะโค้ชและนักเตะ คอยให้คำแนะนำและถ่ายทอดประสบการณ์แก่เยาวชนในทีม พร้อมกับสามารถลงไปเล่นในสนามให้น้องดูๆ ได้ด้วย

แม้ว่าปัจจุบันจะมีอายุ 35 ปีแล้ว แต่การกลับมาคราวนี้ เขาพร้อมลงเล่นให้ทีมชุด U-23 ของนีล วู๊ดส์อย่างเต็มตัว โดยถูกจำกัดโอกาสในการขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่ไว้ที่ 0 % ถึงแม้ว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาจะต้องเตรียมรับมือแก้ปัญหาแนวรับที่ขาดทั้งแฮร์รี่ แมคไกวร์ และ ราฟาเอล วาราน ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าก็ตาม

แต่ทีมมองว่าการดึงตัว แม็คเชน เข้ามา ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องการถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักเตะคนอื่น ๆ แต่จะช่วยดาวรุ่งให้มีความเจนจัดในสนามมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายในการฝึกซ้อมด้วย

“ผมมาที่นี่ชนิดแทบไม่ต้องคิดเลย” แมคเชน กล่าว “การได้กลับมาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกทั้งยังเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นมาเป็นโค้ชอีก มันเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม”

“ฤดูกาลที่แล้ว ตอนที่ผมได้ลงเล่น ผมแค่คิดว่ามันไม่ตอบโจทย์มากพอกับการแค่ลงไปเค้นฟอร์มในฐานะนักเตะ ผมรู้สึกว่าผมอยากแบกความรับผิดชอบที่มากขึ้นกว่านี้อีกหน่อย และได้มีส่วนร่วมกับงานด้านโค้ชบ้าง สิ่งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผมได้ทำแบบนั้น แถมยังสามารถเสพความงดงามเมื่อรู้ว่าตัวเองยังสามารถลงไปเล่นได้อยู่”

เขาไม่ได้ตะขิดตะขวงใจเลยแม้แต่น้อยกับภาพที่คนจะมองว่าแก่แล้วยังจะมาเล่นทีมชุดเด็กอีก เพราะแค่รู้ว่ามีข้อเสนอเข้ามา ที่จะทำให้เขาสามารถลงเล่นในลีกฟุตบอลได้อีกอย่างน้อย 1 ซีซั่น แค่นั้นมันก็วิเศษมากๆ แล้วสำหรับนักเตะในช่วงโค้งสุดท้ายแบบเขา

“ผมไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนั้นเลย ผมตื่นเต้นมากกว่าที่จะได้มีส่วนร่วม ครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นคือตอนที่นักเตะฝั่งตรงข้ามบอกกับผมว่า ผมคงต้องเป็นพวกขยะแน่ๆ ถ้าอายุ 35 แล้วยังจะเล่นในระดับทีมสำรองอยู่”

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาเข้าใจบทบาทหน้าที่จริงๆของผมเลยสักนิด!”

นับตั้งแต่ย้ายกลับมาสวมคราบผีแดงอีกครั้งเมื่อช่วงปรีซีซั่น แม็คเชน ลงเล่นให้ทีมชุด U-23 ไปแล้ว 6 นัดด้วยกัน ในฐานะ 1 ใน 3 แข้งอายุเกินที่กฏกติกาอนุญาตให้ลงเล่นในแต่ละเกม

แต่กระนั้นเอง เขาก็ไม่ได้จะมาเรียกร้องหรือทำตัวงอแงใส่ นีล วู๊ดส์ ด้วยการอาศัยความเก๋าเพื่อขอโอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อลงเล่น ผมไม่ได้มาเพื่อรอโอกาสเล่นให้ชุดใหญ่ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ได้เป็นปัญหาเลยถ้าผมจะไม่ได้ลงสนามในบางนัด ผมมาที่นี่เพื่องานด้านโค้ชมากกว่า”

“ความสวยงามมันอยู่ตรงที่ว่าผมยังได้เล่น มันจะช่วยเปิดโอกาสให้ผมได้เห็นมุมมองที่ต่างออกไปทั้งในสนามซ้อมและในเกมการแข่งขัน อีกทั้งผมยังสามารถช่วยน้องๆได้ในช่วงที่โปรแกรมยุ่งเหยิง”

สำหรับใครหลายคน ก็อาจจะดูเพี้ยนๆไปสักหน่อยหากมาต้องมาเห็นนักเตะอาชีพในวัยใกล้เกษียณอย่างแม็คเชนมาวิ่งไล่เด็กในสนาม แต่รู้หรือไม่ว่ามันไม่ใช่แค่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทีมเดียวที่ทำแบบนี้…

ไบร์ทตันขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกโมเดลนี้เลยก็ว่าได้ กับตอนที่พวกเขาดึงตัว แอนดรูว์ ครอฟต์ส กลับมาร่วมงานเมื่อปี 2019 ปัจจุบันอดีตมิดฟิลด์รายนี้รับตำแหน่งโค้ชทีม U-23 ให้ทัพนกนางนวล ก่อนจะมาถึงยูไนเต็ด ก็มีเซาแธมป์ตันที่เลียนแบบโมเดลนี้มาก่อน เมื่อแนวรับวัย 32 ปีอย่าง ออลลี่ แลงคาเชียร์ ถูกมอบหมายให้รับหน้าที่สำคัญในถิ่นเซนต์ แมรี่ส์

ในบรรดาเกมที่แม็คเชนลงสนาม เขาได้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของภาวะการเป็นผู้นำและประสบการณ์ที่มีต่อทีมหน้าละอ่อนของยูไนเต็ดในชุด U-23

ผู้จัดการทีมฝ่ายตรงข้ามจะรู้ดีว่าการมีเขาอยู่ในสนามมันส่งผลด้านบวกต่อทีมของวู๊ดส์มากแค่ไหน เขาได้รับคำชื่นชมมากมายเกี่ยวกับการวางตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีม และเป็นเหมือนศูนย์กลางที่เด็กๆ ณ สนามซ้อมแคร์ริงตันไว้ใจและยินดีที่จะเปิดอกเปิดใจเล่าถึงอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเกิดจากการวางตัวเปรียบเสมือนรุ่นพี่คนหนึ่ง ไม่ใช่สต๊าฟฟ์โค้ชที่เข้าหายาก

แม้ว่าประสบการณ์กับทีมปีศาจแดงจะน้อยนิด แต่แม็คเชนกลับเป็นที่ปรึกษาและผู้ถ่ายทอดที่ดี เขาพร้อมที่จะมอบสิ่งที่ล้ำค่าเหล่านี้เพื่อส่งต่อ ในช่วงแรกที่ค้าแข้งกับแมนฯยูไนเต็ด เขาถูกขัดกลัดฝีเท้าโดยยอดกุนซือระดับตำนานอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไหนจะมีช่วงเวลาที่เจ้าตัวได้รับโอกาสร่วมซ้อมกับผู้เล่นระดับชั้นครู อาทิเช่น รอย คีน, เนมันย่า วิดิช, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ อีก เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาได้ซึมซับอะไรที่มาบ้างก่อนจะมาถึงตรงนี้

เจ้าตัวไม่เคยได้ลงเล่นเกมอย่างเป็นทางการกับแมนฯยูไนเต็ดเลยด้วยซ้ำ ตลอดเวลาที่ได้ผูกพันธ์กับสโมสร การได้เติบโตขึ้นมาจากอะคาเดมี่แบบแท้ๆ ส่งผลให้วันนี้แม็คเชนกลายเป็นติวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบในการชี้ทางและเพิ่มเติมสิ่งที่จำเป็นแก่พืชผลที่รอวันเติบโต

“กับการได้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุยังน้อย ผมรู้สึกว่าผมได้เอามาตรฐานที่ผมเรียนรู้จากที่นี่ นำไปใช้ต่อยอดตลอดอาชีพค้าแข้งของผม”

“ตอนที่ผมย้ายออกไปและได้ลงเล่นกับสโมสรต่างๆ ผมพยายามจะรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆถึงไม่มุ่งมั่นจะไปแตะมาตรฐานนั้นบ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้มันได้ฝั่งลึกอยู่ในตัวทุกคนที่ยูไนเต็ดเลย”

“ผมคิดว่าวันนี้ผมนำมันกลับมาใช้อีกครั้งได้แล้ว เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเหยาะแหยะในสนามซ้อม มันจะไปเห็นผลได้ในสนามแข่งจริง สิ่งหนึ่งที่ผมยึดมั่นมาตลอดคือการทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในทุกๆวัน ไอเรื่องที่ว่าคุณทำบอลเสียลูกสองลูก มันไม่ได้เสียหายขนาดนั้น พวกเราก็ต่างเคยทำพลาดกันทั้งนั้นจริงไหม?”

“แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่เข้มงวดกับตัวเองและขาดแรงจูงใจในการงัดศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา นั่นแหละที่มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดตรงท้องทุกครั้งที่นึกถึง ผมเลยพยายามเข้ามาช่วยเหลือบรรดาเยาวชนเกี่ยวกับความผิดพลาดตรงนี้ และแสดงให้พวกเขาเห็นถึงมาตรฐานที่แท้จริงที่จะผลักพวกเขาไปถึงคำว่านักฟุตบอลอาชีพได้ในอนาคต”

แม็คเชนทราบดีว่ามันรู้สึกยังไง เมื่อคุณทำบอลเสียในสนามซ้อม นั่นคือประสบการณ์อันยากจะลืมที่เขาได้รับจากไอดอลอย่าง รอย คีน

“การได้ร่วมซ้อมกับเขาคือประสบการณ์ที่ดี เพราะเขาจะไม่มีทางมาอ่อนโยนกับคุณ ผมจำได้เลยตอนที่โดนรอยตวาดใส่ 2-3 ครั้ง หลังทำบอลเสียมากซ้ำหลายหน”

“เขาพร้อมจะตวาดคนแบบไม่มีข้อแม้ ไม่สนว่าคุณอายุเท่าไหร่ ผมจำได้ตอนที่เขาบอกว่ามันก็เป็นแค่ความรักที่ทารุณ แต่มันก็ทารุณจริงๆสำหรับเด็กอายุ 17 ที่จะต้องมาโดนคนอย่างรอยดุใส่!”

แม็คเชน นักฟุตบอลชาวไอร์แลนด์ที่ลงเล่นรับใช้ ซันเดอร์แลนด์,ฮัลล์ ซิตี้,บาร์นส์ลี่ย์,คริสตัล พาเลซ , เรดดิ้ง และอีกหลายสโมสร เขาอาจจะไม่ต้องเจอใครที่น่ากลัวและชวยสั่นผวาเท่าเพื่อนร่วมทีมเก่าอย่างรอย คีนอีกแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่เขาได้จากกัปตันผีแดงในวันนั้น จะส่งผลมาถึงชีวิตเขาในอีกกว่า 10 ปีข้างหน้า วันนี้เขาไม่เกรงกลัวหากจะต้องดุด่าว่ากล่าวน้องๆด้วยถ้อยคำหรือท่าทีที่ดุดัน เพราะที่ทำไปก็เพื่ออยากให้เพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาได้ดีและไปถึงจุดที่ควรจะเป็น

“ผมต่อสู้บนเส้นทางอาชีพของตัวเองด้วยทัศนคติที่ดี ผมไม่ใช่คนที่มีฝีเท้าพรสวรรค์เหมือนกับนักเตะส่วนใหญ่ ผมต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ และผมเองก็พยายามที่จะส่งต่อแรงผลักดันนั้นไปสู่นักเตะเหล่านี้เช่นกัน”

“บางครั้งมันอาจจะมีถ้อยคำที่รุนแรงออกจากปากผมไปบ้าง แต่พวกเขาก็ต้องเข้าใจความสำคัญของการมีความสามารถทางเทคนิค ว่าถ้าสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของจิตใจไปด้วยได้ พวกเขาจะสามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้แน่นอน”

“คุณจะพบเห็นสิ่งนั้นได้จากตัว คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ เขามีความสมดุลของทั้งสองอย่าง และเขาก็เป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วย”

คำแนะนำของแม็คเชนที่ได้มาจากเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และมักจะถ่ายทอดส่งต่อไปถึงนักเตะรุ่นหลังๆก็คือ ให้สนุกกับการเดินทาง ประโยคสั้นๆนี้มีความหมายต่อเขาเหลือเกิน หลังจากที่กุนซือชาวสก็อตต์เปิดปากพูดให้ฟังในช่วงที่เจ้าหนูแม็คเชนในวันวานฟัง

ทว่าเขากลับไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ออกมาให้ใครฟังเลย เพราะเด็กยุค 2021 นี้ช่างโชคดีเหลือเกิน ที่มี CR7 ตัวเป็นๆ กลับมาบ้านหลังเก่าให้พวกเขาได้สัมผัสและเรียนรู้โดยตรงด้วยตัวเองแล้ว

“ผมคิดว่าลำพังแค่โรนัลโด้กลับมาก็สามารถช่วยเหลือคนที่นี่ได้มากมายมหาศาลแล้ว” แม็คเชน กล่าว

“เขาอาจจะไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะท่าทีที่เขาแสดงออกในสนามซ้อม วิธีการตอบสนองต่อการฝึก การใช้เวลาในยิมและการรักษาความฟิตให้อยู่ในระดับสูงสุด สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สามารถช่วยเด็กๆพัฒนาได้ทั้งหมด”

“บรรดาดาวรุ่งแค่ต้องจับตาดูเขา และพยายามเรียนรู้จากเขาให้มากที่สุด เพราะอย่างที่ผมพูดไป เขาใช้โอกาสที่มีอย่างคุ้มค่า เขาเองมีระดับคุณภาพการทำงานและความสามารถที่จะพร้อมพาไปควบคู่กันได้”

หากมองดูดีๆ โรนัลโด้ และ แม็คเชน ทั้งคู่ต่างกำลังเริ่มต้นชีวิตรอบที่สองของตัวเอง ณ สโมสรแห่งนี้ เพียงแต่ต่างตรงที่เส้นทางมันคนละเส้นเท่านั้นเอง

ในขณะที่ดาวยิงฝอยทองต้องเตรียมตัวเพื่อต่อสู้ฉกชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกและ แชมเปี้ยนส์ ลีกกับบรรดายอดทีมทั้งหลาย อีกฝ่ายกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่กับการประชุมสายทางวิดิโอคอล,การนำทีมลงซ้อม และเดินหน้าให้คำแนะนำแบบ 1 ต่อ 1 ต่อแข้งเยาวชนตามระดับอายุต่างๆ

สื่อหลายสำนักบอกตรงกันว่า มาตรฐานของเซสชั่นการซ้อมจะถูกดันให้สูงขึ้น หากวันนั้นมีแม็คเชนร่วมอยู่ด้วย อีกทั้งเขายังสามารถถ่ายทอดมุมมองต่างๆที่มีต่อการเล่นของนักเตะจากการที่ลงไปสังเกตการณ์โดยตรงสนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาข้อบกพร่องที่สต๊าฟฟ์ต้องนำไปแก้ต่อไป

นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น สำหรับเส้นทางโค้ชที่แม็คเชนได้วาดฝันความสำเร็จเอาไว้ เพียงแต่ตอนนี้วันเวลาแห่งการเป็นนักฟุตบอลของเขามันยังไม่จบดี โดยที่แมตช์ต่อไป เขาจะต้องเปิดบ้านพบแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส หลังเพิ่งพ่ายให้กับอดีตต้นสังกัดอย่างซันเดอร์แลนด์มา 2-1 ในเกม EFL Trophy นัดล่าสุด

EFL Trophy คือทัวร์นาเม้นรอบแบ่งกลุ่มและน็อคเอ้าท์ที่แมนฯยูไนเต็ดให้ความสำคัญมากในหลายปีหลัง เนื่องจากมันเป็นถ้วยที่เปิดโอกาสบรรดาดาวรุ่งพุ่งแรงทั้งหลาย ได้เจอความท้าทาย ลงเล่นปะทะนักเตะอาชีพจากทีมชุดใหญ่ของสโมสรนั้นจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2

ไม่ว่าแม็คเชนจะต้องแสดงความเป็นผู้นำออกมาในสนามหรือจากข้างสนาม สารที่เขาต้องการจะสื่อถึงทุกคนในทีมก็ยังเป็นความหมายเดิมเสมอ

“เราต้องลงไปเล่นเพื่อชัยชนะ ไม่ใช่จะเตะไปวันๆ นี่คือทัศนคติในแบบแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราจะต้องแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้ มันเป็นทัวร์นาเม้นที่ดีที่ได้เข้าร่วม คุณสามารถฝ่าฟันจากตรงนี้ไปจนถึงเวมบลี่ย์ได้เลย ยังไงคุณก็ต้องมีใจกระหายจะชนะก่อนเป็นอย่างแรก”

นักเตะหลายคนในทีมชุด U-23 ต่างเคยขึ้นไปร่วมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของโซลชามาแล้ว และแม้ว่าเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน แต่แม็คเชนก็สามารถมองเห็นอนาคตที่สดใสของบรรดาดาวรุ่งที่เขาร่วมงานด้วยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาอย่างไม่ยากเย็น

“ผมเห็นนักเตะหลายคนเลยที่มีศักยภาพมากพอในการสอดแทรกขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปต่อกับที่นี่ ผมก็หวังว่าพวกเขาจะสามารถรักษาระดับขที่มีเพื่อไปสร้างเส้นทางใหม่ของตัวเองกับที่ไหนสักแห่ง”

แล้วตัวเขาล่ะ? คาดหวังอะไรต่อจากนี้?

“ผมไม่รู้ว่าผมจะลงเล่นไปได้อีกนานแค่ไหน แต่ผมเห็นโอกาสในการโยกมาทำงานโค้ชแล้ว ผมคิดเสมอว่าผมคงได้เลิกเล่นจริงๆจังๆหลังจบซีซั่นนี้ และหันไปเป็นโค้ชอย่างเต็มตัว ซึ่งระหว่างที่ผมกำลังเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เหลือบไปดูอีกที ตารางงานของผมมันก็แน่นเอี๊ยดจนผมไม่มีเวลาให้คิดถึงฉากต่อไปของชีวิตเลย”

“แต่สำหรับตอนนี้ ผมมีความสุขมากที่ได้กลับมาสโมสร ถึงตรงนี้มันเป็นบทบาทหน้าที่ที่ตื่นเต้นและหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นต่อไป”