เพื่อนร่วมทีมของ’ซาล่าห์’ในวันเดบิวต์’สิงห์บลูส์’คือใคร ? ตอนนี้อยู่ไหนกันบ้าง ?

‘โมฮาเหม็ด ซาล่าห์’ สำหรับในอังกฤษ ชื่อนี้แทบจะไม่มีคนรู้จักเลย ย้อนกลับไปวันที่เขาก้าวขาลงสนาม เผชิญหน้า นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014

ผลงานอันไร้ที่ติของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ กับ ลิเวอร์พูล ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งให้ตัวเขาก้าวขึ้นเป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกาที่สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ด้วยแฮตทริกสุดเหนือชั้นในเกมถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-0 ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2021 ทำให้แข้งชาวอียิปต์สามารถทำสถิติก้าวข้ามตำนานเชลซีอย่าง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ไปได้

ซาล่าห์ ลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีกไปเพียง 154 เกม แต่กลับทำประตูให้ ลิเวอร์พูลอย่างถล่มทลาย ทว่า… หลายคนกลับลืมไปแล้ว ว่ามี 2 ประตูเกิดขึ้นภายใต้สีเสื้อของเชลซี

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 ก่อนจะถูกขนานฉายาว่า คิง ออฟ อียิปต์ แข้งดาวรุ่งวัย 21 ปีนามว่า โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ได้รับโอกาสลงสนามในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกกับเชลซี พบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

แนวรุกสิงห์อีซ้าย ถูกเปลี่ยนลงสนามมาในนาทีที่ 78 แทนที่ วิลเลี่ยน ก่อนจะเป็นเชลซีที่เช็คบิลไปสบายตีน 3-0 จากแฮตทริกจาก เอเด็น อาซาร์ ที่ปีนั้นกำลังอาละวาดหนัก

เราจึงถือโอกาสพาทุกท่านย้อนไปในเกมวันนั้น เพื่อนร่วมทีมของ ซาล่าห์ ในวันแรกที่เขาลงสัมผัสฟุตบอลอังกฤษมีใครบ้าง และวันนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหนกัน?

ผู้รักษาประตู : ปีเตอร์ เช็ก

ตำนานสโมสรขนานแท้… ปีเตอร์ เช็ก ย้ายจาก แรนส์ มาอยู่กับ เชลซี เมื่อปี 2004 ก่อนจะยืนพิทักษ์กรอบประตูของเชลซียาวนานถึง 11 ฤดูกาล ในปี 2015 เขาย้ายไปจอยอริร่วมเมืองอย่างอาร์เซน่อล ลงเล่น 4 ฤดูกาลในซุ้มปืนใหญ่ ก่อนแขวนถุงมืออย่างเป็นทางการเมื่อปี 2019

หลังจากประกาศเลิกเล่น ปีเตอร์ เช็ก กลับไปทำงานกับเชลซีในฐานะที่ปรึกษาด้านศักยภาพและเทคนิค อีกทั้งเมื่อเดือนตุลาคมปี 2019 มือกาวหัวเฮดการ์ดได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ย้ายไปร่วมทีมฮ็อคกี้น้ำแข็งอย่าง กิลด์ฟอร์ด ฟีนิกซ์ ในศึก เนชั่นแนล ไอซ์ ฮ็อคกี้ ลีก ดิวิชั่น 2 ในตำแหน่งผู้รักษาประตูอีกด้วย

แบ็คขวา : บรานิสลาฟ อิวาโนวิช

ดาวเตะชาวเซิร์บ ย้ายมาอยู่กับเชลซีเมื่อปี 2008 ลงเล่นกับทีมอย่างมั่นคง 9 ซีซั่น คว้าแชมป์เมเจอร์โทรฟี่กับเดอะ บลูส์ แบบเก็บหมดครบทุกรายการ

หลังย้ายออกไปเมื่อปี 2017 อิวาโนวิช โดดแจม เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก พร้อมลงเล่นในลีกรัสเซียเป็นเวลา 3 ฤดูกาลด้วยกัน

เขากลับมาพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในฐานะกองหลังของเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนจะบอกลาประเทศอังกฤษไปอีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2021

เซ็นเตอร์แบ็ค : แกรี่ เคฮิลล์

แนวรับดีกรีทีมชาติอังกฤษออกจาก โบลตัน มาสวมเสื้อสิงห์บลูส์ เมื่อปี 2012 แกรี่ เคฮิลล์ในช่วงพีค ประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับสโมสรแห่งนี้

ด้วยความที่อายุอานามเริ่มมากขึ้น และถูกดองเป็นตัวสำรองอยู่ประจำ เมื่อปี 2019 เคฮิลล์บอกลาแฟนเชลซี และย้ายไปทีมที่อยู่ห่างไม่ไกลอย่าง คริสตัล พาเลซ ลงเล่นกับทัพปราสาทเรือนแก้วอยู่ 2 ปี ก่อนย้ายไป บอร์นมัธ

เซ็นเตอร์แบ็ค : ดาวิด ลุยซ์

กองหลังจากแดนกาแฟ แจ้งเกิดในฐานะซูเปอร์สตาร์ของ เบนฟิก้า ก่อนเปิดตัวกับเชลซีครั้งแรกเมื่อปี 2011 และเล่นให้ทีมของเสี่ยหมีอยู่ 3 ฤดูกาลด้วยกัน

ปี 2014 เขาตัดสินใจย้ายออกไปจอย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แต่ลงเล่นที่ ปาร์ค เดอ แปรงส์ ได้ 2 ปีเท่านั้น ก็ถูกเชลซีดึงตัวกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2016

ในการกลับมาครั้งนี้ แข้งหัวฟูลงรับใช้เชลซีต่ออีก 3 ปี ก่อนจะโยกซบคู่ปรับร่วมเมืองลอนดอนอย่าง อาร์เซน่อล เมื่อปี 2019 จนต่อมาเลือกกลับไปวัดดวงที่บราซิล และเซ็นสัญญากับ ฟลาเมงโก้ เมื่อปี 2021

แบ็คซ้าย : เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า

แนวรับสารพัดประโยชน์ ที่สามารถเล่นได้ทั้งกองหลังตัวกลางและฟูลแบ็ค เดิมที่เป็นแข้งเก่งของโอลิมปิก มาร์กเซย ก่อนได้ย้ายมาเชลซีเมื่อปี 2012 และขึ้นเป็นกัปตันทีมในเวลาต่อมา

อัซปิลิเกวต้า รับใช้เชลซีไปมากกว่า 450 นัด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย แชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 สมัย และโทรฟี่อื่นๆอีกเพียบ

กองกลางตัวรับ : เนมันย่า มาติช

มิดฟิลด์สัญชาติเซอร์เบีย ย้ายมาเปิดตัวกับเชลซีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2009 ลงเล่นให้เชลซี 2 ซีซั่น โดยมีปีนึงที่ถูกส่งยืมตัวไป วีเทสส์ แทรกอยู่

มาติช ย้ายออกไปอยู่กับ เบนฟิก้า อย่างถาวรเมื่อปี 2011 ก่อนจะเกิดเซอร์ไพรส์ถูกเชลซีไปตามซื้อกลับมา สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้งในช่วงปี 2014

3 ปีต่อมา มาติช เก็บกระเป๋าอำลาเชลซี เพื่อย้ายไปจอยทีมยักษ์ร่วมลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผจญภัยในโรงละครแห่งความฝันยาว 5 ปี ก่อนเตรียมจะย้ายออกจากสโมสรปีศาจแดงเมื่อสัญญาสิ้นสุดลงปลายเดือนนี้

กองกลาง : แฟรงค์ แลมพาร์ด

ห้องเครื่องชั้นตำนานคนโปรดของสาวกเดอะ บลูส์ ถอดชุดขุนค้อน เพื่อมาอยู่ในคราบสิงโตน้ำเงินครามเมื่อปี 2001 พร้อมเปล่งประกายเป็นซูเปอร์สตาร์ตลอด 13 ปีกับสโมสรแห่งลอนดอนตะวันตก

หลังย้ายออกจากทีมไปเมื่อซัมเมอร์ปี 2014 แลมพาร์ดเซ็นสัญญา 2 ปีกับ นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซ็อคเกอร์ สหรัฐอเมริกา ทว่าลีกฟุตบอลแดนมะกันจะยังไม่เปิดลีกจนกว่าจะถึงเดือนมกราคมปี 2015 ทำให้แลมพาร์ดไม่ต้องการปล่อยเวลาให้เสียเปล่า หันเซ็นสัญญาระยะสั้นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงต้นซีซั่น 2014-2015

แลมพาร์ดแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2016 และได้มีโอกาสร่วมงานกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในลีกเดอะแชมเปี้ยนชิพ ในฐานะเฮดโค้ชเมื่อปี 2018

ปี 2019 แลมพาร์ดกลับมาคุมเชลซี พร้อมเสียงต้อนรับที่อบอุ่นจากแฟนๆ ก่อนจะโดนปลดเซ่นผลงานห่วยเมื่อปี 2021 และเป็น โธมัส ทูเคิ่ล ที่เข้ามารับช่วงต่อ

แลมพาร์ดหายไปพักใหญ่ แต่แล้วก็ได้กลับมาจับงานกุนซืออีกครั้ง เมื่อถูก เอฟเวอร์ตัน แต่งตั้งขึ้นเป็นผู้จัดการทีมในช่วงท้ายซีซั่นที่ผ่านมา พร้อมทำภารกิจพาทีมรอดตกชั้นได้สำเร็จลุล่วงอย่างหวาดเสียวกันพอสมควร

กองกลางตัวรุก : ออสการ์

หลายคนอาจลืมชื่อนี้กันไปแล้ว เพราะหายไปจากสารบบจริงๆ แข้งหน้าเด็กเลือดบราซิล ถูก เชลซี ดึงตัวมาจาก อินเตอร์นาซิอองนาล เมื่อปี 2012 และมีโอกาสได้สัมผัสฟุตบอลยุโรปกับเชลซีอยู่ 5 ปีด้วยกัน

แต่เราต่างอาศัยอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงิน หนึ่งในดีลการซื้อขายนักเตะที่ช็อกโลกที่สุดในศตวรรษที่ 21 เกิดขึ้นเมื่อ ออสการ์ ตัดสินใจเซ็นสัญญาย้ายร่วมทัพ เซี้ยงไฮ้ เอสไอพีจี ด้วยวัยเพียง 25 ปี สนนราคาราว 67 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นคำถามในใจแฟนบอลทั่วโลก ว่ามันเร็วไปไหม สำหรับการย้ายไปโกยเงินที่แดนมังกร

ปีกขวา : วิลเลี่ยน

นักเตะบราซิลรายที่ 3 ในทีมชุดนี้ วิลเลี่ยน ย้ายจาก อันจิ มาคัชคาล่า ในลีกแดนหมีขาว มาหาประสบการณ์ในลีกอังกฤษกับ เชลซี เมื่อปี 2013 ก่อนได้ปักหลักกับทีมนานถึง 7 ปี

ปี 2020 วิลเลี่ยนหมดสัญญากับเชลซี และตัดสินใจปีนข้ามรั้วไปอยู่เพื่อนบ้านอย่าง อาร์เซน่อล แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ฉีกสัญญาในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดียม บินกลับไปหาสโมสรในวัยเด็กอย่าง โครินเธียนส์ เรียบร้อย

กองหน้า : ซามูเอล เอโต้

หลายคนนึกภาพ เอโต้ กับ เชลซี แทบไม่ออก เพราะตั้งแต่ย้ายมาจาก บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2013 ดาวยิงชาวแคเมอรูน อยู่ถลุงตาข่ายในถิ่นเดอะ บริดจ์ เพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น

หลังย้ายออกจากเชลซี เอโต้ ย้ายไปเล่นให้ เอฟเวอร์ตัน , ซามพ์โดเรีย และ กาตาร์ เอสซี และประกาศเลิกเล่นไปเมื่อปี 2019

ปีกซ้าย : เอเด็น อาซาร์

ตัวริมเส้นทีมชาติเบลเยี่ยม แจ้งเกิดจนดังเปรี้ยงปร้างกับ ลีลล์ ก่อนได้ย้ายมาเชลซีเมื่อปี 2012 และระเบิดฟอร์มตลอด 7 ปีในลอนดอน

อาซาร์ พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย ยูโรป้าลีก 2 สมัย เอฟเอ คัพและลีก คัพ อีกอย่างละ 1 สมัย จนกระทั่งปี 2019 ดาวเตะจอมเลื้อยถูก เรอัล มาดริด กระชากตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ ทว่าเจ้าตัวกลับเจอปัญหาฟอร์มตกและสภาพความฟิตที่ไม่เคยถึงมาตรฐาน

ตัวสำรอง : โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

อภิมหาซูเปอร์สตาร์จากทัพหงส์แดง เปิดตัวบนพรีเมียร์ลีกครั้งแรกเมื่อปี 2014 ในฐานะแข้งใหม่ของเชลซี

แต่หลังจากผ่านไปได้ 1 ปี ซาล่าห์ถูกปล่อยยืมตัวไป ฟิออเรนติน่า ก่อนที่ฤดูกาล 2015-16 เขาจะถูกปล่อยยืมซ้ำสอง ครั้งนี้ได้ไปอยู่กรุงโรมกับ โรม่า จนปีถัดมาได้เซ็นสัญญาถาวรกับทัพหมาป่า เพราะไม่มีที่ลงในสแตมฟอร์ด บริดจ์

ปี 2017 ซาล่าห์คัมแบ็คสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่คราบสีน้ำเงิน แต่เป็นสีแดงสดของเครื่องแบบหงส์แดง พร้อมร่างเทพที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลคนหนึ่งของพรีเมียร์ลีก

ตัวสำรอง : เดมบา บา

กองหน้าจากแดนน้ำหอม ย้ายจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาอยู่กับ เชลซี เมื่อปี 2013 แม้จะอยู่กับทีมแค่ฤดูกาลครึ่ง แต่เขากลับถูกจดจำในฐานะผู้ชกชิงโอกาสในวันที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลื่นล้มต่อหน้าแฟนบอลที่ แอนฟิลด์

หลังย้ายออกจากเชลซี เมื่อปี 2014 เดมบา บา เล่นให้ เบซิคตัส , เซี้ยงไฮ้ เสิ่นหัว และ บาซัคเซเฮียร์ ก่อนที่ปี 2021 จะโยกไปร่วมทีม เอฟซี ลูกาโน่ ในลีกสูงสุดของ สวิสเซอร์แลนด์

ตัวสำรอง : อังเดร ชูเล่

เมื่อปี 2013 เชลซี จัดการกระชากปีกชาวเยอรมันมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น แต่เจ้าตัวก็อยู่กับสโมสรได้เพียงแค่ 2 ปี

หลังโบกมือลาสาวกสิงห์เมื่อปี 2015 อดีตแนวรุกอินทรีเหล็ก มีโอกาสลงเล่นให้ โวล์ฟสบวร์ก , โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ,ฟูแล่ม และ สปาร์ตัก มอสโก

จนกระทั่งเดือนกรกฏาคมปี 2020 ชูเล่ ที่มีอาการบาดเจ็บรุมเร้ามาตลอดได้ประกาศแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 29 ปี