เชลซีทำยังไง? กับมิชชั่นคว้าตัวหอกระดับ 100 ล้าน มาเสริมคมด้วยราคาเพียงครึ่งเดียว!?

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

เหมือนดั่งที่เอเยนต์นักเตะคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “เชลซีเพิ่งจะเซ็นสัญญานักเตะระดับค่าตัว 100 ล้านปอนด์มาร่วมทีมในราคาเพียง 50 ล้านปอนด์”

ติโม แวร์เนอร์ คือหนึ่งในหัวหอกที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของยุคนี้ ครบเครื่องทั้งความคม,ความเร็ว,ความแข็งแกร่ง จะหานักเตะที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อนี้ก็บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหากว่ากันตามสถานการณ์ปกติ เขาสามารถเป็นนักเตะป้ายแดงของพรีเมียร์ลีกที่ถูกซื้อเข้ามาด้วยค่าตัวทุบสถิติเมืองผู้ดีได้แบบไม่ยากเย็น

แต่ที่เราพูดถึงอยู่นี้…มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติทั่วไปน่ะสิ

ด้วยสถานการณ์โลกที่รับได้ผลกระทบจากเชื้อไวรัสแพร่ระบาด และค่าฉีกสัญญาที่ไม่ได้แพงเว่อร์วัง ได้เปิดโอกาสให้เชลซีสามารถปิดดีล ที่พวกเขามีเปอร์เซ็นต์ริบหรี่เหลือเกินที่จะเป็นฝ่ายเข้าวินหากย้อนกลับไปเพียงไม่กี่เดือนก่อน

หากจำกันได้ ย้อนไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แวร์เนอร์เกือบจะเสร็จบาเยิร์น มิวนิคไปแล้วด้วยค่าตัวเพียง 30 ล้านยูโร หรือ 27 ล้านปอนด์ เห็นราคานี้เป็นใครก็ต้องน้ำลายไหลกันบ้างละ เพราะปกติซื้อกัน 40 ล้านปอนด์อัพยังไม่ได้ขนาดนี้เลยในสมัยนี้

ทว่าบาเยิร์น มิวนิคคือทีมที่ถือโอกาสนั้นอยู่ในมือ แต่กลับไม่สามารถสร้างความคืบหน้าได้ จากการที่หลายฝ่ายในสโมสรยังไม่เห็นด้วยกับการซื้อตัวแวร์เนอร์มาร่วมทัพ ก่อนที่เจ้าตัวจะลงเอยด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่กับ อาร์เบ ไลป์ซิก ถึงปี 2023 ระบุค่าฉีกสัญญาไว้ที่ 50 ล้านยูโร

แต่ก็เป็นที่รู้กันดีในเยอรมันอยู่แล้วว่านี่จะเป็นซีซั่นสุดท้ายของเขากับไลป์ซิก เพราะกลยุทธ์ทางธุรกิจของกลุ่มเร้ดบูลมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคือการสร้างและพัฒนานักเตะดาวรุ่งขึ้นมาเพื่อขายออกไปเอากำไร และแวร์เนอร์คือหนึ่งในความสำเร็จที่พวกเขาทำให้โลกเห็นและเข้าใจถึงวัฒนธรรมขององค์กรในภาพที่ชัดเจนขึ้น จากการที่ซื้อตัวแวร์เนอร์มาจากสตุ๊ทการ์ทด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโร ผ่านไป 4 ปี ฟันกำไรไปงามๆ 40 ล้านยูโร

ว่าแต่…แล้วช่วง 4 ปีที่ผ่านมาล่ะ เป็นยังไงบ้าง ? ไลป์ซิกได้อะไรตลอดช่วงเวลาเหล่านั้น?

แวร์เนอร์ซัดประตูให้ต้นสังกัดไปแล้วถึง 93 ประตู และยังมีโอกาสยิงเพิ่มอีกจากการแข่งขันบุนเดสลีก้าที่ยังไม่จบ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่บาเยิร์น มิวนิคหรือเชลซีเท่านั้น ที่พยายามจะดึงตัวเขาไปเป็นอาวุธสังหารณ์ในทีม เพราะหากเรารีเพลย์กลับไปช่วงก่อนวิกฤตไวรัสระบาด ใครๆก็ต้องนึกถึงภาพหัวหอกรายนี้ในสีเสื้อหงส์แดงแล้วทั้งนั้น ยิ่งกับการที่เจ้าตัวอ่อยนักอ่อยหนาว่าอยากไปพรีเมียร์ลีกบ้างละ สไตล์บอลเข้ากันดีกับคล็อปป์บ้างละ ไม่ต่างอะไรกับหนุ่มสาวจีบกันแล้วดึงท่ารอใครขอคบก่อนเท่านั้นเอง

แวร์เนอร์ดูจะลงเอยกับลิเวอร์พูลได้แล้วแท้ๆ แต่แล้วมันเกิดอะไรขึ้นละ….?

เผื่อใครยังไม่รู้.. แวร์เนอร์เคยติดต่อกับคล็อปป์โดยตรงผ่านทางโทรศัพท์มาแล้วเมื่อช่วงต้นปี และเข้าก็ประทับใจไม่น้อยเลยกับสิ่งที่ได้ยินผ่านสายนั้น

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แวร์เนอร์มีโอกาสอยู่หน้าไมค์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ และเขาก็อดไม่ได้ที่จะอ่อยลิเวอร์พูลตามสไตล์เหมือนที่ผ่านมา ด้วยการบอกว่าคล็อปป์ นั้นถือว่าเป็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ และลิเวอร์พูลเองก็เป็นสโมสรที่เก่งกาจที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าตัวยังบอกกับเอเยนต์ส่วนตัวไปตามตรงด้วยว่า อยากย้ายไปสโมสรที่ลงเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างสม่ำเสมอ และแอนฟิลด์ก็ดูจะเป็นเป้าหมายที่จะสามารถทำให้ความปราถนาของเขาเป็นจริง แม้รู้ดีว่าไม่ใช่งานง่ายที่จะต้องไปเบียดแทรกตัวจริงกับสุดยอดสามประสานแห่งยุคอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ , ซาดิโอ มาเน่และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

เหมือนมีพรมแดงปูทางให้แวร์เนอร์เดินเข้ารั้วแอนฟิลด์แบบสบายใจในซัมเมอร์นี้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่สิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กลับตาลปัตร

ฟุตบอลถูกระงับการแข่งขัน เกมในบ้านที่เหลือต้องแข่งขันโดยไร้แฟนบอลเข้าชม และจากการคาดเดาล่วงหน้า ประเมินไว้ว่าลิเวอร์อาจต้องสูญเสียรายได้ถึง 100 ล้านปอนด์ต่อปี เป้าหมายที่วางไว้จึงมิอาจลุล่วงตามแผน ผู้บริหารของหงส์แดงลงความเห็นตรงกันว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ในการทุ่มเงิน 50 ล้านปอนด์ไปกับผู้เล่นเพียงคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพคล่องทางการเงินได้รับผลกระทบรุนแรงแบบนี้ และการพิจารณาดั่งกล่าวก็เป็นสิ่งที่กุนซืออย่างคล็อปป์มองเห็นไม่ต่างกัน

แต่นั่นไม่ใช่การยอมแพ้หรือถอนตัวเสียทีเดียว เมื่อลิเวอร์พูลยังคงต้องการตัวแวร์เนอร์มาเติมจิ๊กซอว์ที่ขาดหาย พยายามเจรจาต่อรองราคาให้ไลป์ซิกใจอ่อนยอมลดค่าสินสอด แต่คำตอบที่ได้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะยอมปล่อยนักเตะก็ต่อเมื่อได้คาฉีกสัญญาครบตามที่ระบุไว้เท่านั้น

หลายๆคนอาจจะได้ยินชื่อเสียงของแวร์เนอร์ ก็ตอนที่เขาย้ายมาสวมเสื้อไลป์ซิกแล้ว แต่ต้องบอกว่าจริงๆแวร์เนอร์คือพ่อหนุ่มเนื้อหอมที่ชื่อเสียงเรียงนามเป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จากการที่เจ้าตัวกระซวกประตูแบบกระจุยกระจายให้ทีมเยาวชนของสตุ๊ทการ์ทมาตลอดช่วงเป็นดาวรุ่ง โดยมีบาเยิร์น มิวนิค,โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์และบาร์เซโลน่าที่ติดตามแวร์เนอร์วัยละอ่อนมาแบบใกล้ชิด ก่อนที่จะพีคที่สุดก็ในปีนี้ที่เขาตกเป็นเป้าหมายของทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เรอัล มาดริด,ยูเวนตุส และอินเตอร์ มิลาน

ทว่ากลับเป็นเชลซีทีมเดียวเท่านั้นที่ยอมควักเงินออกจากกระเป๋าให้เห็นจริงๆ…

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแมนฯยูไนเต็ดก็ตั้งใจอยากจะได้แวร์เนอร์เหมือนกัน เพียงแต่เป้าหมายหลักของพวกเขากลับเป็น จาดอน ซานโช่ ในขณะที่สโมสรจากสเปนและอิตาลีอาจจะขาดความพร้อมเรื่องการเงินในการแข่งขันแย่งชิงตัวนักเตะ โดยมีแนวโน้มว่าเราอาจจะได้เห็นการหยิบยื่นนักเตะในทีมเป็นข้อเสนอในการลดหย่อนราคาเกิดขึ้นมากมายในตลอดซื้อขายหน้าร้อนนี้

แต่งานนี้คงไม่มีใครยิ้มออกหน้าออกตาได้เกินสิงห์บลูส์และบรรดาสาวกของพวกเขาแล้ว เมื่อทีมได้นักเตะสเปคตามต้องการ รวมถึงอีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือทิศทางที่แลมพาร์ดจะนำสโมสรกลับมาสู่จุดที่เคยยืนอีกครั้ง ถือว่าวิน-วิน กันทั้งสองฝ่าย อย่างแรก แลมพาร์ดสามารถโน้มน้ามแวร์เนอร์ให้ย้ายมาล่าตาข่ายในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ส่วนแวร์เนอร์เองก็ได้บ้านหลังใหม่ที่พร้อมจะยกระดับตัวเขาเองขึ้นไปอีกขั้น

และหากพิจารณาจากค่าเหนื่อย 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ที่แวร์เนอร์ได้รับกับเชลซี นั้นหมายความว่ายอดทีมจากลอนดอนต้องใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 100 ล้านปอนด์กับหัวหอกจากแดนไส้กรอกรายนี้

หลังจากไม่ได้เซ็นสัญญาผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเลยในช่วง 2 ตลาดซื้อขายที่ผ่านมา และแล้วในปี 2020 ก็ถึงเวลาที่เชลซีได้กลับมาประกาศตัวถึงความทะเยอทะยานอีกครั้ง เริ่มจากการปิดดีล 34 ล้านปอนด์กระชากฮาคิม ซีเย็ค มาจากอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัมเป็นที่เรียบร้อย แถมยังไม่ปิดจ็อบ ยังคงเดินหน้าไล่ล่าตัวไค ฮาเวิร์ตซ์จากเลเวอร์คูเซ่นและเบน ชิลเวลล์จากเลสเตอร์ ซิตี้อยู่แบบกัดไม่ปล่อย

อย่าลืมว่าเชลซีคือทีมที่คว้าแชมป์มากกว่าใครบนเกาะอังกฤษหากนับตั้งแต่ยุคที่โรมัน อับราโมวิชเข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปี 17 ปีก่อน.. แต่แล้วมหาอำนาจของเศรษฐีชาวรัสเซียกลับต้องลดหย่อนลง เมื่อถึงยุคที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูลสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวเรือแห่งวงการฟุตบอลเมืองผู้ดี

มีคำถามผุดขึ้นมามากมาย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเชลซี? พวกเขาหมดความทะเยอะทะยานในการขึ้นเป็น 1 แล้วอย่างงั้นหรือ? วันนี้เห็นชัดแล้วว่า ข้อสงสัยทั้งหมดถูกคลี่คลาย อับราโมวิชก็คือนักธุรกิจ เขาแค่รอคอยจังหวะที่เหมาะสม และวันนี้ก็เป็นโอกาสของเขาแล้วที่จะนำเชลซีกลับขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังจากผ่านสรสุมเมื่อ 2 ปีก่อนที่เจ้าตัวมีปัญหาเรื่องการต่อวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ จนแผนควักเงิน 1 พันล้านปอนด์เพื่อปรับปรุงสแตมฟอร์ด บริดจ์ต้องล้มเลิกไป

ซึ่งไม่ได้มีเพียงแต่แฟนบอลเท่านั้นที่ชื่นใจกับการกลับมาลงทุนในตลาดซื้อขายอย่างเอาจริงจังอีกครั้งของสโมสร แต่สำหรับปราการหลังกัปตันทีมสิงโตน้ำเงินครามอย่าง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ก็ดีใจไม่น้อยที่ทีมกำลังจะได้ แวร์เนอร์เข้ามาช่วยทวงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกคืนในซีซั่นหน้า

“เขาเป็นตัวรุกที่ยอดเยี่ยมและเต็มไปด้วยประสบการณ์ในบุนเดสลีก้าที่เขายิงประตูได้มากมาย”อัซปิลิเกวต้า กล่าว

“เขามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในแชมเปี้ยนส์ ลีกและทีมชาติเยอรมนีในระดับนานาชาติ เป็นการเสริมที่สำคัญของสโมสรเรา เขาสามารถยกระดับของเราได้”

“อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ เขาเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม เรารู้ดีว่าต้องช่วยเหลือให้เขาได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการทำสกอร์ รวมถึงการปรับตัวในลีกให้ได้เร็วที่สุดก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

“หวังอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถสู้เพื่ออันดับหัวตารางได้ในฤดูกาลหน้า”

ไม่มีใครสามารถการันตีได้ในตอนนี้ว่า แวร์เนอร์ จะเป็นยังไงต่อไป จะสามารถตอบแทนเม็ดเงินที่เชลซียอมลงทุนทั้งๆที่เจ็บเพราะผลกระทบจากโควิด-19 ระบาดได้ไหม ? แต่ที่เรารู้แน่ๆคือ ชายที่ชื่อ ติโม แวร์เนอร์ จะเป็นหนึ่งในความตื่นเต้นที่ไม่ใช่เพียงสาวกสิงห์บลูส์เท่านั้นที่รอคอย แต่สำหรับทุกคนแล้ว พรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะเสมือนเป็นฉากเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ของหัวหอกระดับโลกรายนี้เช่นกัน

By @Lyngunn