อีกกี่ปี? นิวคาสเซิ่ล กับโปรเจคต์ยักษ์ใหญ่ ใช้เวลาแค่ไหนถึงจะพอ

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

นิวคาสเซิ่ล สโมสรที่เพิ่งจะถูกเทคโอเวอร์ไปโดยมหาเศรษฐี บิล ซัลมาน แต่ทัพสาลิกาจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่น่ากลัวหากเทียบกับสโมสรอื่นๆ ที่มีมหาเศรษฐีเป็นเจ้าของสโมสรเหมือนๆ กัน

3. เชลซี

Where Roman Abramovich ranks among Premier League's best owners as Chelsea  chief visits London - football.london

เริ่มกันด้วย เชลซี สโมสรที่พอเปลี่ยนเจ้าของทีมแล้วก็ใช้เวลาเพียงไม่นานในการพลิกโฉมสโมสร และหลังจากนั้น เชลซี ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศอังกฤษ

ย้อนไปเมื่อปี 2003 โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีจากแดนหมีขาวรัสเซียใช้เงินกว่า 140 ล้านปอนด์เข้าซื้อสโมสร เชลซี ด้วยเป้าหมายต้องการเห็นความสำเร็จของทีม โดยเขาเข้าควบคุมทัพสิงห์บลูส์ด้วยปรัชญาเปลี่ยนโค้ชเพื่ออนาคตของทีมด้วยสถิติ 18 ปีเขาเปลี่ยนกุนซือไปแล้วกว่า 15 คน

ทันทีที่เศรษฐีจากรัสเซียเข้ามาคุมบังเหียน เชลซี เขาปลด คลาวดิโอ เรเนรี่ ออกจากตำแหน่งและให้ โชเซ่ มูรินโญ่ รับหน้าที่แทน โดยกุนซือสัญชาติโปรตุเกสก็ใช้เวลาเพียงไม่นานในการปรับตัวเข้ากับทีมและยังพาสโมสรคว้าไปถึงสองแชมป์ในฤดูกาล 2004/05 และหลังจากนั้น เชลซี ก็ประสบความสำเร็จเรื่อยมาด้วยการคว้า พรีเมียร์ ลีกไปแล้ว 4 สมัย แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย ยูโรป้า ลีก 2 สมัย รวมไปถึงถ้วยต่างๆ ในประเทศถึง 7 ครั้ง

2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้

Manchester City offer stadium to NHS for medical training | Saad Guerraoui  | MEO

ต่อกันด้วยยักษ์ใหญ่แห่งโลกลูกหนังยุคใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแน่นอนทุกอย่างเปลี่ยนไปนับตั้งแต่การเข้ามาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกของประเทศไทยที่เข้ารวบสโมสรนี้ด้วยเงิน 23 ล้านปอนด์

ก่อนหน้าที่จะมีการเข้าเทคโอเวอร์ แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่สโมสรที่ประสบความสำเร็จอะไร เรื่องแชมป์ไม่ต้องพูดถึงเพราะส่วนมากมักจะจบกลางตารางและตุ้นลุ้นหนีตกชั้นแทบทุกฤดูกาล นั่นคือเหตุผลที่มูลค่าสโมสรในขณะนั้นเพียง 23 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตามการผลงานของอดีตนายกประเทศไทยก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เขาทำให้สถานการณ์สโมสรเริ่มดีขึ้นและกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น และนั่นทำให้กลายเป็นที่สนใจของ ชีค มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน เจ้าของคนปัจจุบันที่เข้ามาซื้อสโมสรต่อในปี 2008 ด้วยราคาสูงถึง 150 ล้านปอนด์

ดูเหมือนว่าโปรเจคต์พลิกโฉมทัพเรือใบสีฟ้าของ ชีค มันซูร์ จะใช้เวลานานกว่า โรมัน อับราโมวิช เพราะพวกเขาคว้าแชมป์แรกได้สำเร็จในปี 2010/11 ซึ่งเป็นเพียงแค่ถ้วย เอฟเอ คัพ เท่านั้น แต่ภายหลังความสำเร็จนี้เรือใบสีฟ้าก็ได้เสริมทัพอย่างหนักหน่วงและคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ได้ในปี 2011/12 ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ที่น่ากลัวที่สุดจนถึงทุกวันนี้

1. ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

PSG owner doesn't want 'star behaviour' as reports of Neymar sale surface

แม้ว่าจะเป็นทีมน้องใหม่ที่มีประวัติศาสตร์สโมสรไม่ยาวนานเท่ายักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆ ด้วยอายุเพียง 51 ปี แต่ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็ใช้เวลาไม่นานในการก้าวมาเป็นหนึ่งสโมสรยักษ์ใหญ่ประเทศฝรั่งเศสและยุโรป

แน่นอนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กล่าวมาจะไม่เกิดขึ้นเลยหากกลุ่มทุนจากประเทศกาตาร์ไม่เข้ามาเทคโอเวอร์ในปี 2011เพราะก่อนหน้านั้น เปแอสเช แทบไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย พวกเขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สมัยที่สองนับตั้งแต่ปี 1994 โดยยักษ์ใหญ่จาก ลีก เอิง เป็นแค่เพียงทีมที่ประสบความสำเร็จเฉพาะ ลีก คัพ เท่านั้น

สำหรับ เปแอสเช ในยุคที่ถูกคุมบังเหียนโดย นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ นั้นเรียกได้ว่าเป็นทีมที่ใช้เงินแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะทุกดีลจะสามารถลุล่วงไปได้ดีด้วยการทุ่มเงิน พวกเขาคว้าแข้งดังมาร่วมทีมมากมายทั้ง เดวิด เบ็คแฮม, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, จานลุยจิ บุฟฟ่อน, เนย์มาร์ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และภายหลังจากปี 2011 พวกเขาก็คว้าแชมป์ไปแล้ว 27 ครั้ง เหลือเพียงแต่ความสำเร็จใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่านั้นที่พวกเขาไม่เคยลิ้มรส โดยทำได้ดีสุดเพียงรองแชมป์ในปี 2020

ปิดท้ายกันด้วยเรื่องของ นิวคาสเซิ่ล พวกเขาต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่ถึงจะประสบความสำเร็จอีกครั้ง

The murder in which the new owner of Newcastle would be involved - Ruetir

ทางเว็บไซต์เดิมพันชื่อดังอย่าง วิลเลี่ยม ฮิลล์ ให้ราคาต่อรองในการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก ของ นิวคาสเซิ่ล ในปี 2022/23 อยู่ที่ 1 ต่อ 100 (แทง 1 ได้ 100) ขณะที่ในปี 2026/27 เรทเปลี่ยนไปเป็น 1 ต่อ 7 (แทง 1 ได้ 7) ที่น่าสนใจคืออัตราการเดิมพันว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลเดียวกันภายใน 10 ปี อยู่ที่ 1 ต่อ 50 (แทง 1 ได้ 50)

อย่างไรก็ตาม ตามการคาดการณ์ของสื่อต่างๆ ก็คาดว่าทัพสาลิกาอาจต้องใช้เวลานานกว่าหลายๆ ทีมที่กล่าวมาข้างต้น เพราะในสมัยนี้การทุ่มเงินเสริมทัพนั้นมีข้อจำกัดมากมาย และแม้ว่าจะทุ่มเงินมหาศาลในการพัฒนาทีมก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะลงทุนได้ถูกจุด ดังนั้นอนาคตของ นิวคาสเซิ่ล ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่โดยรวมแล้วคาดว่าการเปลี่ยนเจ้าของทีมครั้งนี้จะทำให้ยกระดับสโมสรได้อย่างแน่นอน