อะไรทำให้’ดานี่ โอลโม่’ดาวน์เกรดตัวเอง ทิ้ง’ลา มาเซีย’ ไปเริ่มต้นกับ’ดินาโม ซาเกร็บ’!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

การตัดสินใจย้ายจาก บาร์โซลน่า ไปอยู่กับ ดินาโม ซาเกร็บ ของ ดานี่ โอลโม่ เมื่อปี 2014 มันเกินความคาดหมายและความเข้าใจของทุกคน จากอะคาเดมี่ก้องโลกสู่สโมสรจากโครเอเชียตั้งแต่ยังตัวกระเปี๊ยก วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์จากอดีตโค้ชเยาวชนอย่าง โรมิโอ โจซัค ถึงเส้นทางสู่ดินาโมของ โอลโม่

ผมรักดินาโม มันคือสโมสรของผม” โรมีโอ โจซัค เผยผ่านสกาย สปอร์ตส “แต่คุณลองจินตนาการดูว่ามันลำบากใจขนาดไหนที่เขาเลือกย้ายจากบาร์เซโลน่าไปอยู่กับ ดินาโม ซาเกร็บ ที่เทียบกันไม่ติดแบบนั้น”

โจซัค ที่เคยดำรงค์ตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกเยาวชนของดินาโม ซาเกร็บ ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโอลโม่ ย้อนกลับไปเมื่อซัมเมอร์ 2014 หรือเมื่อ เกือบ 8 ปีที่แล้ว

ในวัยเพียง 16 ปี เด็กหนุ่มจากแคว้นกาตาลัน ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะหันหลังให้กับอะคาเดมี่ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดของโลกอย่าง ลา มาเซีย เพื่อเบี่ยงไปสู่ทางที่มีความยากเย็นน้อยกว่าในการไปถึงเส้นชัย

แล้วแปลกยังไง? คนอื่นก็เคยออกไป เชสก์ ฟาเบรกาส ก็เคยออกไปอยู่กับอาร์เซน่อล เอริค การ์เซีย ก็ไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนหน้าเขาอีกนิ แต่สองคนนั้นย้ายไปอยู่กับสโมสรระดับมั่งคั่งในพรีเมียร์ลีก การตัดสินใจของโอลโม่ มันสวนกระแสกับที่ส่วนใหญ่เขาทำกัน ใครๆก็อยากเติบโตด้วยการก้าวเท้าไปข้างหน้า แต่ปลายทางของเขากลับไม่ใช่อังกฤษ ไม่ใช่เยอรมัน หากแต่เป็นทางตะวันออกที่โครเอเชีย

โอลโม่ ถูกชักจูงไปที่นั่นด้วยเหตุผลที่ว่าเขาจะได้โอกาสลงเล่น ที่นั่นคือแหล่งผลิตแข้งระดับชั้นนำอย่างลูก้า โมดริช และ มัตเตโอ โควาซิช จะว่าไปมันก็ไม่เลวเลยหากยกเป็นเหตุผลนี้ขึ้นมารองรับการตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ปี 2019 ขณะที่ยังคงเป็นนักเตะที่ดินาโม แม้จะมาอยู่ไกล อยู่ในลีกที่ไม่ได้ระดับท็อปของยุโรป แต่โอลโม่ไม่ได้ถูกลืมเลย เขาถูกเรียกไปติดทีมชาติสเปน ลงประเดิมสนามรับใช้กระทิงดุนัดแรก ตอบแทนด้วย 1 ประตูอันเป็นที่จดจำทันที

ผ่านไป 7 ปีหลังจากวันที่โบกมือลาบ้านลา มาเซีย การย้ายทีมในครั้งนั้นก็ยังคงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ปกติอยู่ดี บางคนอาจจะมองไปแล้วได้อะไร? แต่คุณรู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว ศูนย์ขัดเกลาเยาวชนของดินาโม นั้นเลื่องชื่อจนสามารถขึ้นไปเบียดบรรดาอะคาเดมี่ป๊อปปูล่าร์ของโลกเลยทีเดียว ตามงานวิจัยจากแหล่งสังเกตการณ์ของ CIES จัดอันดับให้ศูนย์ฝึกเยาวชนแห่งนี้อยู่ในอันดับที่ 4 ของทั้งหมดในยุโรป และที่สำคัญคือ ‘อันดับเหนือกว่าบาร์เซโลน่า’

และด้วยฝีเท้าที่จัดจ้านจนโดดเด่น โอลโม่ ได้เซ็นสัญญาร่วมทีมกับแอร์เบ ไลป์ซิกในบุนเดสลีก้า ตอกย้ำความยอดเยี่ยมของดินาโม ซาเกร็บ ว่าไม่ใช่สถานที่ที่จะให้ใครมาดูถูก ว่าเอาเด็กเขามาแล้วทำเสียของ อีกทั้งยังช่วยอธิบายเหตุผลว่าทำไม โจซัค ถึงเชิดชูบ้านหลังเก่าของเขาเสมอมา

ตลอด 7 ปีที่ทำงานในฐานะผู้อำนวยการอะคาเดมี่ เขาเป็นส่วนหนึ่งของเวทย์มนต์ขนาดเล็กที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วยุโรป สโมสรที่มีงบให้อะคาเดมี่ใช้จ่ายเพียงแค่ราวๆ 1 ล้านปอนด์ สามารถรักษาระดับมาตรฐานได้ทัดเทียมกับสถาบันที่มีเงินให้ใช้จ่ายมากกว่าเป็น 10 เท่า มันเกิดขึ้นได้ยังไง?

ผู้คนมากมายอยากรู้ว่าอะไรกันคือความลับที่ซ่อนอยู่ภายในสนามซ้อมแห่งนี้ มันจริงหรือไม่ที่ โจซัค ซึ่งภายหลังเข้าไปนั่งในตำแหน่งหัวเรือของสมาคมฟุตบอลโครเอเชีย ที่เป็นคนเขียนตำราโค้ชด้วยมือตัวเอง อีกทั้งยังเป็นคนเสาะหาเพชรเม็ดโตที่หลบซ่อนอยู่ในบรรดาแข้งรุ่นจิ๋วอายุ 8-12 ปี นับหลายร้อยคน

สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ความสำเร็จที่ได้มา มันกลับมีเบื้องหลังที่คนนอกมองไม่เห็นมากกว่านั้นเยอะเลยทีเดียว

“มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการซ้อม” โจซัค บอก

“เรื่องแบบนั้นใครก็หาเอาเองได้บนยูทูป การคัดเลือกของโค้ชคือประเด็นหลักต่างหาก นักเตะที่มีความซื่อสัตย์ มีแพสชั่น มีความทะเยอทะยาน และความภักดีต่อเกมฟุตบอลคือคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่พวกที่พอเจอสถานการณ์ท้าทายก็คอยหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง หรือไม่ก็เข้าเอเยนต์ส่วนตัว”

“ผมปล่อยบุคลากรออกจากทีมไปแล้วเกือบ 30 คน และผมเองก็ได้นำคนใหม่ๆเข้ามาร่วมงานด้วยอีกราวๆ 35 ชีวิต การคัดเลือกของโค้ชคือจุดเปลี่ยนและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมผลักดันคนไปข้างหน้า เพื่อจะได้ผลักพวกเขาออกไปในที่ที่พวกเขาต้องการไป

“เรากำลังเอาแนวคิดสมัยใหม่พวกนี้มาใช้อยู่เสมอ เรากำลังมองหาพรสวรรค์ สปีด ความดุดัน ความอดทนอดกลั้นที่มีต่อแรงกดดัน และความรวดเร็วในการขับเคลื่อนเกม ทุกๆสิ่งที่คุณได้ยินจากปากผมเมื่อกี๊นี้ ล้วนแต่คือสิ่งที่เรากำลังทำ และผมเองก็มีเพื่อนร่วมทางอีก 35 คน ที่ไม่ได้มีลูกบ้าน้อยไปกว่าผมเลย

“มันสำคัญเหลือเกินที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ใครๆก็ใส่เสื้อคลุมของดินาโม ซาเกร็บได้ แต่สุดท้ายแล้วมันเกี่ยวกับการดึงบุคลกรเข้ามาใช้งาน เราต่างชอบพูดถึงความสามารถประจำตัวนักเตะ น้อยคนนักที่จะหันมาสนใจความสามารถพิเศษของบรรดาโค้ช”

“โอเค คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่อง ยูฟ่า โฟร ไลเซนส์ แต่โค้ชที่มียูฟ่า โปร ไลเซนส์ เท่ากันก็ไม่ได้จะเหมือนกันทุกคนเสียหน่อย หมอ ครู วิศวกร ก็มี ที่บางคนเก่งกว่าคนอื่น แม้ว่าจะเรียนจบมาเท่ากันก็ตาม คุณจะต้องหันมามองให้ลึกลงไปกว่านั้น ลึกแต่สูงที่ระดับ”

“สำหรับผมมีเกณฑ์เลือกคนมาทำงานทั้งหมดอยู่ 5 ข้อ พวกเขาจะต้องฉลาด ถ้าคุณต้องสั่งอะไรใครซ้ำกัน 3 รอบ แสดงว่านั่นไม่ใช่คนของผม พวกเขาจะต้องซื่อสัตย์ ไม่ยึดประโยชน์ของเอเยนต์ขึ้นมาเป็นหลัก พวกเขาต้องจริงใจเคารพเกมฟุตบอล มีแพสชั่นและไม่ปล่อยให้ถูกชักจูงโดยเงินทอง”

“พวกเขาจำเป็นต้องมีความสามารถที่เป็นประโยชน์ต่อเกม มีเซนส์การมองนักเตะ ทั้งหมด 4 สิ่งที่ผมได้กล่าวไปประกอบกับ ใบจบหลักสูตร (ไลเซนส์) คือเสร็จสมบูรณ์ ไลเซนส์คือสิ่งที่ผมกังวลน้อยที่สุด เพราะถ้าคุณฉลาดและขยันจริงคุณจะได้มันมาเอง สิ่งที่ผมอยากเห็นกว่าทุกสิ่งคือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมต่างหาก”

โมดริชคือนักเตะที่โปรไฟล์สูงที่สุดที่เคยถูกนำเข้ามาขัดเกลา หลังเจ้าตัวแยกทางกับ ไฮจ์ดุก สปริท ด้วยเหตุผลที่ต้นสังกัดเก่าบอกว่าเขาไม่เก่งพอ แต่พอมาอยู่กับดินาโม ที่รับหน้าที่ดูแลเขาต่อ เจ้าตัวก็สามารถแปลงร่างตัวเองพาทีมคว้าแชมป์รายการกีฬาแห่งชาติทั้งรุ่น U-17 และ U-19 ได้ถึง 4 สมัยติดต่อกัน

“ช่วง 3-4 ปีแรก ไม่มีใครเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ แต่หลังจากนั้นผลผลิตของเราก็ออกดอกออกผล และทีนี้มันก็มาเรื่อยๆแบบไม่มีหยุด มีนักเตะเยาวชนแทรกขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ตลอดจนทุกวันนี้ยังเป็นแบบนั้น มันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลยละ”

หากมองการเปลี่ยนแปลงในวันที่โจซัคโบกมือลาทีม จำนวนสต๊าฟฟ์โค้ชถูกจ้างเข้ามาเพิ่มเป็นสองเท่าจากตอนที่เขาเข้ามาตอนแรก แผนกแมวมองถูกขยายให้กว้างขวางขึ้น

“เราจะไม่ยอมปล่อยให้นักเตะคนไหนเล็ดลอดผ่านสายตาเราไปได้ ตอนนี้ใครๆก็ค้นทุกซอกทุกมุมเพื่อตามหาแข้งพรสวรรค์ ย้อนกลับไปตอนนั้นมันมีแค่เราที่ทำ งานถือว่าสะดวกกว่าตอนนี้มาก เรากลายเป็นแบบอย่างให้คนอื่นๆไปเรียบร้อย”

นอกจากนี้แล้ว โจซัคก็ยังกล่าวถึงปัจจัยสำคัญที่หลายอย่าง เช่นว่าพวกเขาจะต้องพยายามควบคุมนักเตะให้อยู่ในระดับเดียวกัน “ถ้ามันใหญ่เกินไป คนที่เก่งก็จะเบื่อ คนที่เป็นรองก็จะดูด้อย ความสำคัญของการแข่งขันภายในก็สำคัญ เพราะถ้าคุณเล่นแล้วชนะ 7-0 นั่นไม่ใช่ความท้าทาย”

ความต่างเรื่องโอกาสการเล่นระหว่างอะคาเดมี่ของ ดินาโม และ บรรดาท็อปทีมต่างๆ ยังเห็นได้ชัด ปีที่แล้ว ร็อบบี้ เบอร์ตัน กองกลางดาวรุ่งชาวเวลส์ก็หนีร้อนจากอาร์เซน่อลมาพึ่งเย็นที่โครเอเชียกับ ดินาโม ซาเกร็บ

“ระบบพัฒนาเยาวชนที่อาร์เซน่อลเป็นยังไง? มันยากมากที่คุณจะคุณจะส่งเด็ก 17 ลงในทีมชุดใหญ่ แล้วไม่ต้องสนใจว่าจะเจ็บปวดกับผลการแข่งขัน”

“พวกเราโชคดีกว่าเยอะที่เราอยู่ในสถานการณ์ที่เรามีที่ว่าง 1-2 ที่สำหรับการพัฒนานักเตะเยาวชน เพราะจะให้ส่งเด็กลง 5 คนลงพร้อมกันแล้วหวังว่าจะได้แชมป์ก็คงไม่ได้ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ตาม”

“กับเรา คนที่เก่งระดับหัวกระทิสามารถพุ่งเข้าไปในทีมชุดใหญ่ได้เลย เพราะพวกเขาถูกป้องกันอย่างแน่นหนา โควาซิชข้ามทีมยู-19 และขึ้นไปเล่นชุดใหญ่เลยตั้งแต่อายุ 17 อเล็น ฮาลิโลวิชก็เริ่มต้นอาชีพตั้งแต่ 16 ปี ส่วน ซิเม่ เวอร์ซาโก้ ก็ยืนตัวจริงให้เราตอน 18 “

เพิ่ม โอลโม่ เข้าไปอีกคน เขาเดินเข้ามาเพื่อหาโอกาสและก็เจอมัน กองกลางทีมชาติสเปนลงเล่นครบ 100 เกมให้สโมสรตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 21 ปี เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ล้ำค่ามากมาย ทั้งแชมป์ 5 สมัย และการได้สัมผัสบอลยุโรป

“ตอนที่ผมเริ่มต้นเส้นทางในอะคาเดมี่ การเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่ดีที่สุดของบาร์เซโลน่าแล้วต้องมา ดินาโม คงเป็นอะไรที่ดูเป็นไปไม่ได้ ย้อนไปตอนนั้น ใครๆก็มองว่าผมบ้า….”

แต่เพราะภาพลักษณ์ของสโมสร เพราะแนวทางที่ทีมกำลังเดิน ทำให้โอลโม่ตอบตกลงที่จะไป

หลังจากที่ได้ปรึกษาพ่อแม่ โอลโม่และที่บ้านได้ระดมความคิดกัน เขารู้ว่าตัวเองจะได้โอกาสในบาร์เซโลน่า B แต่มันก็ยังมีนักเตะดาวรุ่งจรัสแสงอีกมากมายที่รอโอกาสอยู่เหมือนกัน แถมยังนำหน้าเขาด้วย หากแต่โชคดีที่คุณพ่อของเขานั้นเป็นคนเยือกเย็นและฉลาดพอในการประเมินสถานการณ์ รวมถึงมองหาโอกาสความเป็นไปได้อื่นๆไว้ให้ลูกด้วย

คุณพ่อของเขากลับมาฉุกคิดได้ว่า แท้จริงแล้วคนที่จะให้โอกาสเด็กได้ลงเล่นกลับไม่ใช่สโมสร ไม่ใช่โค้ช แต่เป็นพวกเขาเอง จริงอยู่ที่มันมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักเตะถูกขายออกไปก็จริง แต่เส้นทางที่ถูกปูไว้มันพร้อมแล้วสำหรับลูกชาย ทุกอย่างมันสมเหตุสมผล

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันก็เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อยู่ดี อากาศที่บาร์เซโลน่าค่อนข้างร้อนแดดจ้า แต่เมื่อเครื่องปีกนกลำใหญ่ลงจอดที่ซาเกร็บในช่วงเดือนพฤจศจิกายน นั่นคือสัญญาณเตือนแล้วว่าคุณต้องระวังให้ดี โครเอเชียเป็นประเทศที่โดยรวมแล้วอากาศค่อนข้างดี แต่หากเป็นเมืองหลวงที่อยู่ ไม่ว่าจะหิมะ ฝน ลม หมอก ต้องบอกว่าคุณจะได้เจอมันครบหมดแน่นอน

แต่เขาก็เดินหน้าต่อสู้กับมัน แสดงศักยภาพ ความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน ด้วยความที่ตอนนั้นยังเป็นเด็ก เขาย่อมเกิดความสงสัยในใจว่าต้องมาทำอะไรที่นี่ ทำไมต้องดิ้นรนมาไกลขนาดนี้ ทั้งๆที่อยู่บาร์ซ่าก็สบายดีอยู่แล้ว แต่สำหรับครอบครัวของเขา นี่กลับเป็นทางออกที่สดใส และโชคดีเหลือเกินที่โอลโม่ก็เป็นเด็กดี เดินตามเส้นทางนั้นอย่างตั้งใจ เราไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้บ่อย ถ้าเป็นเด็กทั่วไปคงหัวดื้อไปแล้ว ตรงนี้คนที่สมควรได้เครดิตไปเต็มๆก็คือเจ้าหนูโอลโม่ในวันนั้นด้วย

มาถึงวันนี้ ดาวเตะจากแดนกระทิงได้รับเสียงชื่นชมและยกย่องจากแฟนบอลทั่วโลก เขากลายเป็นตัวหลักไลป์ซิก และที่สำคัญคือเป็นคีย์แมนในทีมชาติสเปนชุดใหญ่ สถานีต่อไปของเขาจะต้องยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นแน่นอน อยู่ที่ช้าหรือเร็วก็เท่านั้น บาร์เซโลน่าเองก็คือหนึ่งในนั้นที่อยากจะได้ตัวแข้งรายนี้กลับบ้านหลังเดิม หากวันนั้นมาถึง มันคงเป็นการกลับบ้านครั้งที่อบอุ่นไม่น้อยเลย….

แม้ว่าโจซัคจะมองเห็นต่างก็ตาม..

“ถามผมว่าใครสร้างเขาขึ้นมาหรอ? ไม่ใช่บาร์เซโลน่าสักหน่อย พวกเราต่างหาก”