วิเคราะห์ที่มาที่ไป.. หาสาเหตุ “ปีศาจแดง”มักตีนบอดต่อหน้าทีมใหญ่!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีปัญหาทางด้านทัศนคติเวลาเจอทีมใหญ่หรือเปล่า? หรือพวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแท็คติค? ปัญหานี้ต้องถูกยกขึ้นมาพูดถึงว่าเพราะเหตุใดกัน ลูกทีมของโซลชาถึงมีปัญหาในการทำประตูทุกครั้งยามต้องลงเล่นเกมสำคัญ..

หลังจากวันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถูกท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สบุกมาขยี้คารังถึง 6-1 เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม ผ่านไปกว่า 5 เดือน ประตูจากลูกจุดโทษของบรูโน่ แฟร์นานเดสในเกมนั้นก็ยังเป็นประตูเดียวที่ทัพปีศาจแดงสามารถยัดเยียดให้กับทีมบิ๊ก 6 ด้วยกัน

3 เกมล่าสุดของแมนฯยูไนเต็ดจบลงด้วยผลสกอร์เสมอ 0-0 ทั้งสามนัด ทั้งในเกมกับเชลซีที่ออกไป,ในบ้านกับเรอัล โเซียดาดและล่าสุดกับคริสตัล พาเลซที่พวกเขามีโอกาสยิงตรงกรอบเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นตลอดทั้ง 90 นาที

การออกไปสแตมฟอร์ดและเสมอเชลซีกลับมา ไม่ใช่ผลการแข่งขันที่เลวร้ายเลย ช่องห่างระหว่างทั้งคู่ตอนนี้อยู่ที่ 7 คะแนน พร้อมกับผลงานของโซลชาที่ยังประคองทีมอยู่ตำแหน่งรองจ่าฝูง แต่ความหวังที่จะไล่แมนฯซิตี้ทันก็ริบหรี่และสิ้นหวังเช่นกัน

ซึ่งปัญหาหลักของแมนฯยูไนเต็ด ที่ทำให้พวกเขาตกเป็นรองเพื่อนร่วมเมืองแบบโดนทิ้งห่างขนาดนี้ ก็เพราะผลงานการเจอทีมท็อป 6 ที่แมนฯยูไนเต็ดยังไม่สามารถยิงประตูใส่ทีมไหนได้เลยปาเข้าไปเป็นนัดที่ 6 ติดต่อกันแล้ว

แต่ที่น่าชื่นใจก็คงจะหนีไม่พ้นประสิทธิภาพในเกมรับ ที่พัฒนาและทำได้ยอดเยี่ยมกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมามาก เมื่อพวกเขาเสียไปเพียงแค่ประตูเดียวจากจำนวน 6 นัดหลังสุดที่เจอบิ๊กซิกส์ นั่นคือลูกจุดโทษในช่วงครึ่งหลังของปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยองที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ราวๆช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

แต่ความแข็งแกร่งในแนวรับกลับแลกมาซึ่งความเสียหายราคาแพง เมื่อบรรดาผู้เล่นในแผงแนวรุกกลับไม่สามารถสร้างความแตกต่างในเกมใหญ่เหล่านั้นได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เกมรับมาดีแล้ว แต่ในเมื่อหน้าไม่ยิง แล้วจะหวังไปชนะใคร?

“บางทีพวกเขาอาจจะรู้สึกแหยงจากเกมกับสเปอร์สก็ได้นะผมว่า” รอย คีน อดีตกัปตันแมนฯยู กล่าว

“ผมไม่ได้รู้จักนักเตะชุดนี้เป็นการส่วนตัว เราก็คงทำได้เพียงแค่คาดเดา แต่บางมันอาจจะมีบางอย่างฝังในหัวของพวกเขาก่อนจะลงเล่นเกมเหล่านี้”

“บางครั้งเกมของคุณอาจจะจบเกมที่ 0-0 ท่ามกลางเหตุการณ์มากมายทั้งผู้รักษาประตูโชว์ซูเปอร์เซฟ , นักเตะยิงจุดโทษไม่เข้าหรืออะไรก็แล้วตาม แต่นี่ในบางเกมที่เราเล่น รูปเกมกลับออกมาน่าเบื่อ ทั้งๆที่เรามีผู้เล่นแนวรุกฝีเท้าจัดจ้านอยู่ล้นทีมแท้ๆ”

“การที่แมนฯยูไนเต็ดเป็นทีมที่ส่งผู้เล่นคุณภาพสูงลงไปเล่นแต่ยิงประตูไม่ค่อยได้ บางทีอาจจะเกิดจากปัญหาทางด้านทัศคติในเกม”

และก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า หลายครั้งที่ลูกทีมของโซลชาจบเกมลงด้วยผลเสมอ มันก็มักจะออกมาในรูปเกมที่น่าเบื่อชวนง่วงนอน และคงไม่มีตัวอย่างไหนที่ดีและเห็นภาพชัดไปกว่าเกมกับคริสตัล พาเลซ ที่ตื้อตันไม่รู้จะเจาะแนวรับยังไง ไร้ไอเดียไปหมด

หรือเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้เมื่อเดือนธันวาคม ที่ทั้งสองทีมมีโอกาสซัดเข้ากรอบรวมกันแค่ 2 ครั้ง นี่ยังไม่นับเกมกับลิเวอร์พูลและอาร์เซน่อลเมื่อเดือนมกราคม ที่พวกเขาจับจังหวะเกมของตัวเองกันไม่ได้เลย รูปเกมที่เคยปั้นกันหล่อๆเวลาเจอทีมรอง หายหมดเกลี้ยง

แต่นั่นหมายความว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพลาดเล็งเห็นถึงปัญหาหรือละเลยจุดที่ควรแก้ตรงนี้รึเปล่า?

ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว … การเติมดาเนี่ยล เจมส์เข้ามาในเกมรุก เป็นแผนของโซลชาที่ต้องการจะกระตุ้นประสิทธิภาพในเกมสวนกลับ ซึ่งในเกมกับเชลซี พวกเขามากับรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างเซอร์ไพรซ์ ไล่บี้เพรสซิ่งใส่เชลซีตั้งแต่นาทีแรก จนสามารถกดเดอะ บลูส์ให้ไม่มีทางเลือกนอกดสียจากต้องถอยไปตั้งรับในแดนตัวเองก่อน

รู้หรือไม่? แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายชิงบอลกลับมาครอบครองจากพื้นที่สุดท้ายของคู่แข่งได้ถึง 11 ครั้ง แม้ว่าจะไม่ใช่สถิติที่มากที่สุดที่เคยทำต่อ 1 เกม แต่ก็มากที่สุดที่พวกเขาเคยทำได้ภายใต้การคุมทีมของโซลชาเลยทีเดียว

ครั้งสุดท้ายที่แมนฯยูไนเต็ดสามารถดันขึ้นไปเพรสคู่แข่งในพื้นที่ดังกล่าว และแย่งบอลคืนกลับมาครองได้ถึง 11 ครั้ง ต้องย้อนกลับไปยุคของหลุยส์ ฟาน กัล เกมเอาชนะแอสตัน วิลล่าเมื่อ 5 ปีก่อน

“มันยากมากที่จะรับมือ เมื่อพวกเขาออกสตาร์ทเกมด้วยการเพรสซิ่งแดนบนสูง เราเสียความมั่นใจและทำบอลเสียให้พวกเขาบ่อยครั้ง” โธมัส ทูเคิ่ล พูดถึงวิธีการเล่นของยูไนเต็ดในเกมกับเชลซี

การตัดสินใจของทูเคิ่ลที่วางโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ไว้ค้ำแดนหน้า ก็เพื่อที่จะให้นักเตะที่เหลือมีเป้าหมายสำหรับการส่งบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่ด้วยความที่หัวหอกชาวฝรั่งเศสไม่ได้มีจุดเด่นในเรื่องความเร็ว งานนี้จึงเข้าทางแฮร์รี่ แมคไกวร์ และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่กล้าดันไลน์แนวรับขึ้นสูงกว่าเดิม เพราะรู้ว่าไม่ต้องคอยพะวงว่าต้องวิ่งไล่กรวดติโม แวร์เนอร์ในพื้นที่ว่างด้านหลัง และนั่นเองก็คือสิ่งที่แกรี่ เนวิลล์เรียกร้องอยากจะเห็นมาตลอดทั้งซีซั่น

“ทั้งแมคไกวร์และลินเดอเลิฟ พวกเขาไม่กล้าที่จะดันตำแหน่งขึ้นไป” เนวิลล์ กล่าวกับสกาย สปอร์ตส

“พวกเขาไม่ยอมขยับแม้แต่ 3 , 4 หรือ 5 หลา พวกเขาไม่ทำ ทั้งๆที่มันจำเป็นต้องทำ “

“และถ้าหากพวกเขายังไม่เริ่มทำ พวกเขาก็จะไม่สามารถขึ้นไปยืนบนจุดที่สามารถหวังแชมป์ลีกได้หรอก”

หลังจากต้องรับมือกับความกดดันในช่วงท้ายเกม ทันทีที่โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ถูกเปลี่ยนตัวออก ในที่สุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแผงแนวรับให้ลงมารับต่ำกว่าตอนแรก เพื่อป้องกันไม่ให้กำแพงถูกฉีกออก

และในช่วงนั้นก็มีจังหวะป้องกันที่ยอดเยี่ยมออกมาให้เห็น โดยเฉพาะวิคตอร์ ลินเดอเลิฟกับจังหวะการป้องกันลูกครอสของรีซ เจมส์ ที่มีแวร์เนอร์แทรกพยายามเล่นบอลจากเสาไกล

ในขณะนั้น ยูไนเต็ดก็เฝ้ารอโอกาสของพวกเขานั่นคือลูกสวนกลับ แม้กระทั่งในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนครบ 90 นาที สก็อตต์ แมคโทมิเนย์มีโอกาสจ่ายบอลทะลุไปให้เพื่อนร่วมทีม แต่โชคไม่ดีที่บอลดันย้อนหลังไปไม่งั้นมีได้ลุ้นแน่

โอกาสที่เสียเปล่าของมิดฟิลด์ชาวสก็อตต์ ไม่ใช่จังหวะน่าเสียครั้งเดียวในเกม เมื่อบรูโน่ แฟร์นานเดสเองก็มีโอกาสที่จะสร้างความแตกต่างในเกมนี้ได้เช่นกัน แต่กลับเลือกหวดบอลออกหลัง ทั้งๆที่มีมาร์คัส แรชฟอร์ดว่างอยู่ทางซ้าย

ในเกมกับคริสตัล พาเลซ ถือว่าเป็นเกมที่ไม่น่าจดจำเสียเท่าไหร่สำหรับ บรูโน่ แฟร์นานเดส ซึ่งถ้าหากใครคิดว่าเขาหายไปจากเกมหรือเล่นไม่ออกแล้ว เมื่อเทียบกับเกมบุกเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสน่าผิดหวังยิ่งกว่า เมื่อทำสถิติเสียบอลให้คู่แข่งมากที่สุดในสนามถึง 20 ครั้ง

แต่ตรงนี้ก็พอจะมีเหตุผลมารองรับอยู่ เพราะไม่ใช่ว่าบรูโน่จะไม่มีคุณภาพหรือไร้ไอเดีย แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนมีความมุ่งมั่นที่จะรับบอลมาเล่น ยินดีที่จะรับผิดชอบการเล่นจังหวะยากๆเพื่อสร้างความแตกต่าง บางทีอะไรแบบนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนคนหนึ่งจะรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ตลอดทุกนัด มีบ้างที่ต้องเจอวันที่แย่ และมันก็บังเอิญเป็นวันนั้น วันที่เจอเชลซี วันที่ความถนัดของเขาอย่างการสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนเข้าทำกลับเลือนลาง วันที่มีผู้เล่นอีก 14 คนในสนามที่สร้างสรรค์จำนวนโอกาสได้เท่ากันกับเขาเลย

แน่นอนแฟร์นานเดสกลายเป็นความน่าทึ่งตั้งแต่เดินทางมาถึงแมนเชสเตอร์ ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในแข้งที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกตอนนี้ แม้จะโชว์ฟอร์มได้น่ากลัวแค่ไหน แต่เหล่าสาวกทีมคู่แข่งก็เริ่มสบายใจได้พอสมควร เพราะรู้ว่ายังไงบรูโน่ก็งัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ออกแน่เวลาเจอเกมใหญ่ และนั่นไม่ใช่การมโนขึ้นมาเอง แต่เป็นตัวเลขสถิติที่ไม่เคยโกหกใครต่างหาก

และจากสถิตินั่นเองที่บอกกับเราว่าเพลเกมเกอร์จากแดนฝอยทอง ยังไม่เคยยิงประตูในพรีเมียร์ลีกใส่ทีมใหญ่อย่างอาร์เซน่อล,แมนเชสเตอร์ ซิตี้,ลิเวอร์พูล,หรือเชลซีได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

ซึ่งแท้จริงแล้ว บรูโน่ แฟร์นานเดสเคยยิงประตูใส่ทีมบิ๊กซิกส์เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้น และเป็นการทำประตูใส่ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สทั้ง 2 ลูก หากวัดจากค่าเฉลี่ย เขาต้องรอถึง 200 นาทีต่อการมีส่วนร่วมกับ 1 ประตูใส่ทีมบิ๊กซิกส์ เทียบกับทีมอื่นๆที่เหลือในพรีเมียร์ลีก บรูโน่จะใช้เวลาเหลือเพียงแค่ 70 นาทีต่อการมีส่วนร่วมกับประตู 1 ครั้งเท่านั้น

แต่ถามว่านั่นเป็นสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับสาวกไหม? ก็ต้องตอบว่าไม่แน่นอน อย่าลืมว่าบรูโน่ ก็เป็นคนซัดฟรีคิกเป็นประตูชัยช่วยทีมเขี่ยลิเวอร์พูลตกรอบเอฟเอ คัพ แถมเกือบจะได้เป็นฮีโร่อยู่แล้ว หากผู้ตัดสินแจกจุดโทษในจังหวะแฮนด์บอลของคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เจ้าตัวไปยืนประจำตำแหน่งสังหารณ์โอกาสพลาดนี่ก็แทบจะไม่มีเลย

แฟร์นานเดสเป็นนักเตะประเภทนักสู้อย่างแท้จริง ถ้าเกิดใครจะมีปัญหาเรื่องทัศนคติ มันก็ย่อมจะไม่มีชื่อเขาเข้าไปเอี่ยวด้วยแน่นอน สิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องแก้ไข คือการดึงศักยภาพของเขาออกมาให้ได้ในเกมสำคัญ เพราะสังเกตได้ง่ายเลยว่านัดไหนที่บรูโน่หายไปจากเกมหรือเล่นไม่ออก นั่นแหละจะเป็นวันเดียวกันกับที่แนวรุกคนอื่นๆก็เครื่องช็อตไปพร้อมกันด้วย

กับผลการแข่งขันที่ออกมาแบบเดิมๆซ้ำๆในทุกเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดลงเล่นกับทีมใหญ่ ที่มักจบลงด้วยสกอร์ 0-0 ทุกครั้ง ด่านต่อไปของทัพปีศาจแดงคือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไว้เรามารอดูกันว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาและลูกทีมจะสามารถปลดล็อกสถิติอันน่าหงุดหงิดใจนี้ไปได้หรือไม่?