ยกจนปวดแขน! มีโอกาสแค่ไหน? ที่แมนฯซิตี้จะจบซีซั่นแบบกวาดโทรฟี่ครบ 4 แชมป์!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำผลงานคงเส้นคงวาอีกครั้ง หลังจากเป๋ไปหน่อยเมื่อปีก่อน พวกเขาอยู่บนเส้นทางแห่งการกวาดโทรฟี่ครบทั้ง 4 รายการในซีซั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นถ้วยพรีเมียร์ลีก , แชมเปี้ยนส์ ลีก,เอฟเอ คัพ และลีก คัพ มันมีความไปได้ได้มากแค่ไหนที่งานนี้พวกเขาจะกวาดเรียบ

หลังจากผ่านช่วงฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ใบไม้และสีเขียวเริ่มกลับมาปรากฏให้เห็นบนต้นไม้อีกครั้ง อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นได้ชัดและรับรู้ได้นั่นคือการที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้สามารถฝ่าช่วงลมหนาวมาพร้อมกับเส้นทางที่พวกเขายังมีลุ้นโทรฟี่ครบทั้ง 4 รายการที่ลงเล่น

พวกเขามีนักเตะฝีเท้าระดับท็อป มีผู้จัดการทีมระดับมันสมอง พวกเขาเคยคว้า 3 จาก 4 แชมป์เหล่านี้มาแล้วก่อนหน้านี้ และต้องบอกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเขาก็เริ่มจะเช็คบิลบางรายการไปล่วงหน้าแล้วด้วย

ถ้าไม่มีใครสามารถจะหยุดเรือใบลำนี้อยู่ การกวาดแชมป์ครบทั้ง 4 รายการที่ลงเล่นจะเป็นประวัติการณ์สำหรับวงการลูกหนังเมืองผู้ดีเลยทีเดียว

และแน่นอนว่า ซิตี้ก็ไม่ใช่ทีมเดียวในอังกฤษที่ยังอยู่บนเส้นทางคว้า 4 แชมป์ เพราะหลังจบเกมถล่มบริสตอล ซิตี้ขาดลอย 6-0 ทีมสุภาพสตรีของเชลซีก็กำลังเดินหน้าไล่ล่า 4 แชมป์ของพวกเธออยู่เช่นกัน

ลีก คัพ

เริ่มต้นจากถ้วยใบเล็กที่สุด แต่โอกาสใกล้เคียงที่สุดก่อนอย่างศึก คาราบาว คัพหรือลีก คัพ นั่นเอง โดยปีนี้ถ้วยที่ทุกคนแซวกันว่าเป็นถ้วยมิกกี้ เม้าส์จะมีกำหนดเตะนัดชิงชนะเลิศช้ากว่าปกติ เป็นการปะทะกันระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะเป็นขาประจำเวมบลี่ย์ กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สของโฆเซ่ มูรินโญ่ ในวันที่ 25 เมษายนนี้

ซิตี้เป็นทีมที่ถูกโฉลกกับถ้วยใบนี้เหลือเกิน เหมือนกับว่าทำบุญสร้างโบสถ์สร้างเจดีย์มาด้วยกันตั้งแต่ชาติปางก่อน ด้วยการคว้าแชมป์ลีกคัพถึง 5 สมัยจาก 7 ครั้งหลังสุด ซึ่งมีสาเหตุที่สังเกตได้ชัด คือเรื่องของคุณภาพนักเตะทั้งตัวจริงและตัวสำรองที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เป๊ปสามารถโรเทชั่นผู้เล่นออกมาได้อย่างแข็งแกร่งไม่ต่างจากส่งชุด A ลงสนาม ยากที่แมนฯซิตี้จะไปตกม้าตายตั้งแต่รอบแรกๆ เพราะคุณภาพผู้เล่นถือว่ากินขาดทีมจากลีกล่างแม้จะเป็นสำรองลงเสียส่วนใหญ่

อีกหนึ่งปัจจัยคือ เป๊ป กวาดิโอล่าไม่ได้มีดาวรุ่งที่เขาอยากฝากอนาคตมากเท่าไหร่ หากเปรียบเทียบกับทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี หรือ อาร์เซน่อล ที่จะใช้รายการนี้เป็นเวทีให้เจ้าหนูนั่นเจ้าหนูนี่ได้แจ้งเกิด เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่ทัวร์นาเม้นที่แมนซิตี้จะโยนนักเตะจากชุด U-23 ลงไปเล่น จะมีบ้างแต่ก็ไม่ใช่จะหนาตาแบบทีมอื่น หรือในอีกมุมหนึ่ง ลีก คัพได้กลายเป็นเครื่องมือของกวาดิโอล่าที่จะทำให้นักที่มีสถานะในทีมอย่างพวกมาห์เรซ หรื เฆซุส ฟิตและแฮปปี้กับการโชว์ผลงาน พร้อมกันกับมีโทรฟี่ติดมือเป็นของแถม

พรีเมียร์ ลีก

ถ้าไม่โกหกตัวเอง ถึงตอนนี้ใครก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำซีซั่นถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่บอลยังไม่จบ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะเช็คบิลเกมในมือที่ได้เปรียบอยู่ได้หรือเปล่า? แต่ถึงทำได้ คู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็จะมีแต้มนำ 11 แต้มในช่วง 8 นัดสุดท้ายนี้อยู่ดี นั่นหมายความว่าหากหวังจะเห็นจ่าฝูงเปลี่ยนหน้า ก็คงต้องมีการพ่ายแพ้ถึง 4 นัดให้เห็นเสียก่อน

เกมเล่นกับเชลซีในบ้านและการออกไปเยือนสเตอร์ ซิตี้น่าจะเป็นสองงานยากสุดที่เหลืออยู่แล้วสำหรับเรือใบสีฟ้า และจากสถานการณ์ที่นำหัวตารางตอนนี้ บ่งบอกว่าพวกเขาจะต้องไปตัดสินแชมป์ฤดูกาล 2020/21 ในนัดเปิดบ้านพบกับลูกทีมของโธมัส ทูเคิ่ลพอดิบพอดี

ว่าแต่แมนซิตี้จะมีโอกาสทำแต้มหล่น เหมือนนัดที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจริงๆหรอ? มันดูไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นง่ายๆเลย สิ่งเดียวที่ทีมรักทีมแค้นอย่างปีศาจแดงจะทำได้ในตอนนี้คือภาวนาให้เกิดปรากฎการณ์มรสุมอันเหลือเชื่อ เข้ามากัดกินฟอร์มการเล่นของซิตี้ และแพร่พิษให้เริ่มทำแต้มตกเรี่ยราด เพราะนอกจากนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับทีมที่ไร้เทียมทานนี้ได้แล้ว

นั่นหมายความว่าการที่จะปล่อยแชมป์หลุดมือ ลูกทีมของกวาดิโอล่าจะต้องพลาดทั้งเกมในบ้านและนอกบ้าน เราไม่ได้พูดถึงลิเวอร์พึูลแต่นี่คือแมนฯซิตี้ เอาแค่ว่าเป๊ปเหลือเกมที่ต้องเล่นในบ้านอีกเพียงแต่สามเกม แต่แค่นั้นก็แทบจะดับเทียนความหวังของยูไนเต็ดลงไปได้แล้ว

เอฟเอ คัพ

ตอนนี้แมนฯซิตี้กำลังผจญภัยในเอฟเอ คัพรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยมีโปรแกรมพบกับเอฟเวอร์ตันในวันที่ 20 มีนาคมนี้ และหากพวกเขาสามารถผ่านเดอะแก๊งค์ของคาร์โล อันเชล็อตติไปได้ ความน่าจะเป็นที่รออยู่ในรอบต่อไปก็ได้แก่ บอร์นมัธ,เซาแธมป์ตัน,เชลซี,เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือไม่ก็เลสเตอร์ ซิตี้

หากวัดตามเนื้อผ้า แน่นอนซิตี้มาเหนือกว่าทุกทีมในนั้นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะ 100 % ในเมื่อมันมีตัวอย่างที่พวกเขาถูกอาร์เซน่อลเขี่ยตกรอบรองไปแบบเหลือเชื่อเมื่อปีที่แล้วอยู่ แต่อย่างน้อยสุด ถ้าพวกเขาสามารถการันตีแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ไวเท่าไหร่ ก็จะสามารถเปิดโอกาสให้จัดแข้งสดลงสนามได้แบบที่หายห่วงมากเท่านั้น เพราะว่าภาระก็จบไปแล้วเรื่องนึง และต้องย้ำอีกที ว่านี่คือรายการที่เป๊ปคอนเฟิร์มว่าเขาจริงจังและมุ่งมั่นจะเอามาครองให้ได้แน่นอน

แต่บางครั้งเอฟเอ คัพก็เหมือนรายการสุ่มล็อตเตอรี่ เอฟเวอร์ตันก็เปรี้ยงปร้างไม่เบา แม้จะเป็นช่วงๆ มาๆหายๆ ถ้าพวกเขาเกิดเข้าฟอร์มขึ้นมา การสร้างความประหลาดใจเขี่ยซิตี้ตกรอบก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขณะที่คู่ปรับร่วมเมืองอย่างยูไนเต็ดของโซลชาก็เหมือนจะรู้วิธีการรับมือการเรือใบลำที่ทุกคนเกรงขามนี้ เห็นได้จากชัยชนะในเกมดาร์บี้หนล่าสุด

ทางฝั่งเซาแธมป์ตันเห็นฟอร์มเป๋ก็จริง แต่ก็พร้อมทำทีมใหญ่สะดุ้งได้ทุกเมื่อ เหมือนที่เคยทำกับซิตี้มาแล้วที่เซนต์ แมร์รี่ส์ปีก่อน ขณะที่คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคงหนีไม่พ้นเชลซีภายใต้การคุมทีมของโธมัส ทูเคิ่ล ที่ยังรักษาผลงานไร้พ่ายจนถึงตอนนี้ไว้อย่างแข็งแกร่ง

ถ้าหากมีข้อครหาเกี่ยวกับครั้งที่ซิตี้ได้แชมป์เอฟเอ คัพเมื่อปี 2019 เพราะเหลือเพียงแค่ วอนซี ซิตี้,ไบร์ทตัน,และวัตฟอร์ดในรอบรองชนะเลิศ นี่อาจจะเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ว่าความจริงแล้วพวกเขาแกร่งมากแค่ไหน โอเคจริงอยู่ที่พวกเขาอาจจะดวงดีหน่อย ได้บอร์นมัธและและทีมไร้กุนซืออย่างเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดช่วยเขี่ยทีมบิ๊กเนมให้ แต่ยังไงเสีย พวกเขาก็มีโอกาสที่จะได้เจอของแข็งถึงสองด่านซ้อนเช่นกัน หากหวังซิวถ้วยอันเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษไปประดับตู้

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

มาถึงเควสสำคัญที่สุดของพวกเขา เป็นเป้าหมายสูงสุดของสโมสรที่เชื่อว่าถ้าต้องยอมแลกสามแชมป์แรก เพื่อเป็นเจ้ายุโรปยังไงซิตี้ก็ยอม ชัยชนะแบบไม่ยากเย็นเหนือโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ส่งให้ตัวแทนจากเกาะผู้ดีทีมนี้เข้าไปนอนรอในรอบก่อนรองชนะเลิศเรียบร้อย

ซึ่งนี่เป็นอีกครั้งที่เป๊ปสามารถพาทีมมาถึงรอบนี้ เป็นรายการที่กุนซือชาวสเปนมุ่งมั่นที่สุด แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เขายังอยู่ในอังกฤษเลยก็ว่าได้ แม้ว่านี่จะยังไม่ใช่โอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาจะไปถึงเป้าหมาย แต่นับว่าปีนี้ก็เป็นโอกาสทองเลยสำหรับซิตี้ที่มีความมั่นคง คงเส้นคงวา เพราะหากเทียบจากคู่แข่งที่เหลือ เมสซี่และโรนัลโด้ ก็กระเด็นตกรอบไปแล้วทั้งคู่ ลิเวอร์พูลก็อยู่ในช่วงหลงทาง บาเยิร์น มิวนิคก็ไม่ใช่ว่าไฟลุกเหมือนปีที่แล้ว ส่วนมาดริดเองก็กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนถ่าย

กลับมาที่แมนฯซิตี้ ปีนี้พวกเขาสามารถแก้ปัญหาในแผงมิดฟิลด์ไปได้มากพอสมควร ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทิ่มแทงความหวังบนเวทียุโรปของพวกเขามาตลอด ในขณะเดียวกันแผงแดนหน้าก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ได้เซร์คิโอ อเกวโร่กลับมาใช้งาน พร้อมเป็นกุญแจสำคัญอีกหนึ่งดอกสำหรับเกมแชมเปี้ยนส์ลีกแน่นอน แถมยังสามารถเลือกถนอมเขาจากรายการอื่น เพื่อใช้งานอย่างเต็มที่ในเกมที่ต้องอาศัยประสบการณ์เขาสู้ หรือแม้แต่เป็นออปชั่นอีกอย่างหนึ่งของเป๊ป ในวันที่ใช้งาน False Nine แล้วไม่ได้ผล

ทำไมถ้วยใบนี้จึงสำคัญต่อเป๊ปเหลือเกิน แน่นอนมันเป็นเกียรติยศที่สโมสรแห่งนี้ยังไม่เคยสัมผัสและตัวเขาเองก็ไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุดของยุโรปมา 10 ปีเต็มแล้ว เป๊ปจะทำมันสำเร็จไหม หรือจะกุมหัวเพราะปล่อยมันหลุดมือไปอีกปี ซิตี้มีโอกาสไม่น้อยที่จะไปถึงเป้าหมายที่ฝัน แต่สุดท้ายแล้วศัตรูที่พวกเขาต้องต่อสู้ก็คือตัวพวกเขาเอง ไม่ต่างอะไรจากทุกทีมที่ผ่านเข้ามาถึงตรงนี้เลย…