ฟุตบอลโลกที่ “กาตาร์” กับ 4 ดราม่าสุดเดือด

ศึกฟุตบอลโลกที่กาตาร์ได้เริ่มขึ้นแล้ว อย่างที่หลายคนทราบการจัดงานมันไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่จนเกิดกระแจวิจารณ์ให้พูดถึงกันมากมาย แต่จะมีเรื่องอะไรบ้างล่ะ ไปดูกัน

1. คอรัปชั่นกับเจ้าหน้าที่ของ FIFA

Fifa official took bribes to back Qatar's 2022 World Cup bid, court hears |  Fifa | The Guardian

เริ่มกันด้วยประเด็นเรื่องคอรัปชั่นกันก่อนเลย เพราะเรื่องนี้มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่การหารือเรื่องการเลือกเจ้าภาพในศึกฟุตบอลโลก 2022 โดยในขณะนั้นมีตัวเต็งในการได้รับบทบาทเจ้าภาพในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ถึง 4 ประเทศได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และกาตาร์

แน่นอน ทุกประเทศที่กล่าวมาต่างก็อยากจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศพร้อมกับกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเม็ดเงินจะไหลมาอย่างไม่หยุดย่อน และก็เป็นไปตามที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ท้ายที่สุดกาตาร์ได้รับโหวตให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งก็ค่อนข้างค้านกับสายตาแฟนบอลทั่วโลก

ทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่ากาตาร์นั้นเป็นประเทศเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยทะเลทราย เรื่องอุณหภูมินั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะที่นี่มีอากาศที่ร้อนอย่างมากในช่วงกลางวัน อีกทั้งในปี 2010 ที่กำลังหารือกันอยู่นั้นประเทศยังไม่มีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการแข่งขันเลย ซึ่งประเด็นนี้เราจะขยายความกันในลำดับต่อไป

ต่อกันด้วยเรื่องของการคอรัปชั่น แน่นอนการที่ประเทศกาตาร์ได้รับโหวตนั้นค่อนข้างค้านสายตาต่อหลายๆ ฝ่ายโดยเฉพาะประเทศที่ร่วมเป็นตัวเต็ง จนมีการตั้งคำถามว่าอาจมีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่การออกคะแนนเสียงครั้งนี้และมีการยื่นฟ้องร้องกันหลายต่อหลายครั้งตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าจะมีการยื่นฟ้องร้องหลายครั้ง แต่ทางเจ้าภาพก็ยังแสดงหลักฐานและรอดมาได้ทุกครั้ง จนกระทั่งในปี 2015 มีหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า 9 คนมีการรับสินบนจากหลายยบริษัทเพื่อสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขัน และถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย

อย่างไรก็ตามการฟ้องร้องดังกล่าวมันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพของกาตาร์ แม้ว่าจะสร้างแรงกระตุ้นให้มีการตรวจสอบด้านนี้ให้ละเอียดมากกว่าเดิม แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เป็นผลและก็กลายเป็นว่ากาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานในที่สุด

2. ดราม่าตั้งแต่เตรียมงาน

These Time-Lapses Capture the Construction of the 2022 Qatar World Cup  Stadiums | ArchDaily

ต่อกันด้วยเรื่องที่เราได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้นแล้วกับเรื่องเตรียมความพร้อมของงาน ตามความเข้าใจ กาตาร์ ไม่ได้เป็นประเทศที่มีความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้หากเทียบกับตัวเต็งประเทศอื่นๆ ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ว่าพวกเขาต้องเตรียมงานที่ใหญ่หลวงให้เสร็จภายในระยะเวลา 12 ปี

โครงการของกาตาร์เพื่อเตรียมความพร้อมนั้นยิ่งใหญ่มาก มากซะจนหลายฝ่ายมองว่าภายในระยะเวลา 12 ปี นั้นมันสั้นเกินกว่าที่จะสร้าง โรงแรม วางระบบขนส่ง สนามฟุตบอล ให้ทันก่อนการแข่งขันจริง และมันก็เป็นไปตามคาดพวกเขาต้องเร่งมืออย่างหนักเพื่องานใหญ่ครั้งนี้

เนื่องจากประเทศกาตาร์นั้นเป็นประเทศเล็กๆ ประชนกรมีเพียงไม่กี่ล้านคนแรงงานก็มีน้อยเมื่อมีงานใหญ่รออยู่วิธีการแก้ปัญหาก็คือการจ้างแรงงานต่างประเทศ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยแรงงานจากประเทศ ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ปากีสถานและอินเดีย ซึ่งตามรายงานจากสื่อดังเผยว่ามีการว่าจ้างแรงงานจากประเทศเหล่านี้มากถึงหกพันคน ซึ่งก็สวนทางกับทาง เอ็มเนสตี้ ที่รายงานว่าแท้จริงแล้วมีแรงงานร่วมแสนคนและยังถูกบังคับให้ทำงานหนักกว่า 16 ชั่วโมงเพื่อเร่งให้งานเสร็จทัน

ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนแรง ทำให้โดยปกติแล้วการก่อสร้างที่ประเทศกาตาร์นั้นจะดำเนินไปในตอนกลางคืน แต่สำหรับงานใหญ่เช่นนี้มีรายงานเผยว่าการก่อสร้างนั้นเร่งด่วนถึงขนาดที่ต้องทำแม้ในช่วงกลางวัน ซึ่งการทำงานหนักมันก็ทำให้โดนโจมตีอีกว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้แรงงานต้องเสียชีวิต

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นจริงๆ แต่ท้ายที่สุดทางกาตาร์ก็ได้ออกมาชี้แจงว่าสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจากการทำงานหนักเพื่อจัดเตรียมการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งท้ายที่สุดนั้นงานที่เร่งจัดเตรียมก็ไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะในส่วนของที่พักนักท่องเที่ยวนั้นก็ทำออกมาได้ไม่ดีจนถูกแฉอยู่ว่อนอินเตอร์เน็ต

3. ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน

No kissing in Qatar? Fears grow of crackdown on LGBTQ fans at World Cup

สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นก็เป็นเรื่องที่ดุเดือดไม่แพ้กัน แต่ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องนี้ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่ากาตาร์คือประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ทำให้มีกฏหมายต่างๆ ที่สอดคล้องกับหลักคำสอนของศาสนาและก็ต้องขอออกตัวก่อนว่าเนื้อหาในบทความนี้ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นศาสนาแต่อย่างใด เพียงแค่นำเสนอจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์เท่านั้น

ตามกฏหมายของประเทศกาตาร์เราจะเห็นได้ว่ามีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้องอยู่พอสมควร และเรื่องที่กระทบกับการแข่งขันครั้งนี้เรื่องแรกก็คือเรื่องเพศ ที่กาตาร์ไม่อนุญาติให้มีการแสดงออกเกี่ยวกับเรื่อง LGBTQ+ ซึ่งนอกจากจะแสดงออกในที่สาธารณะไม่ได้แล้ว ในสนามกัปตันทีมก็ไม่มีสิทธิ์สวมปลอกแขนสนับสนุนความหลากหลายทางเพศได้ด้วย โดยหากฝ่าฝืนสวมปลอกแขนสีรุ้งลงสนามอาจมีโทษปรับ

นอกจากประเด็นเรื่องเพศแล้ว ที่กาตาร์ยังไม่อนุญาติให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนแรกมีการหารือจนอนุโลมให้จำหน่ายก่อนและหลังแข่งขันเสร็จได้ แต่ท้ายที่สุดก็โดนสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด และคำสั่งถูกแถลงก่อนการแข่งขันเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้น เป็นเหตุให้แบรนด์ดังอย่าง “บัดไวช์เซอร์” ต้องออกมาแถลงแจกเบียร์ที่เตรียมมาจำหน่ายในงานให้กับทีมที่คว้าแชมป์ได้ ซึ่งตีมูลค่าก็ราวๆ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยข้อบังคับทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น มันทำให้หลายฝ่ายรวมถึงแฟนบอลต่างตั้งคำถามว่านี่มันเป็นการละเมิดสิทธิ์มนุษยชนหรือไม่ ทั้งเรื่องการแสดงออกทางเพศและเรื่องการดื่มเบียร์ ซึ่งทั้งโลกมองว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ในสายตาของกาตาร์นั้นมันถือเป็นเรื่องที่ผิด

4. อยากจะสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศกลับกลายเป็นสร้างภาพลบ

FIFA President confirms 22 national teams will participate in FIFA Arab Cup  2021 in Qatar

หากใครอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ก็คงพอเข้าใจแล้วล่ะว่าการรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมันคือการยกระดับชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งทางกาตาร์เองก็คงมีจุดมุ่งหมายเช่นนั้นจึงลงทุนไปกว่า 10.7 ล้านล้านบาทเพื่อเตรียมงาน จริงอยู่ที่มันเป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่เพื่อแลกกับการเผยแพร่ภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศแล้วนั้นมันถือว่าเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างมาก

แต่ท้ายที่สุดมันกลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เราจะเห็นได้เลยว่ามันมีข้อกังขาตั้งแต่การหารือเรื่องเจ้าภาพในปี 2010 กันแล้ว ทั้งเรื่องคอรัปชั่น เรื่องใต้โต๊ะ อีกทั้งตัวเต็งประเทศอื่นยังดูเหมาะสมกว่า สืบเนื่องมาจนถึงการจัดงานที่มีข่าวฉาวคนงานตาย รามไปถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน เรียกได้ว่ารับคำวิจารณ์ไปอย่างเต็มๆ ทั้งทางกาตาร์เองหรือทางฟีฟ่าด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามแม้การแข่งขันปีนี้จะเข้มข้นอย่างมาก ทีมเล็กสามารถต่อกรกับทีมใหญ่ได้อย่างสูสีและมีการพลิกล็อคเกิดขึ้นกันตั้งแต่วันแรกๆ แต่เรื่องราวของนอกสนามเองก็เป็นอะไรที่ดุเดือดและมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน ซึ่งเราก็ต้องดูกันต่อไปว่าระหว่างที่การแข่งขันกำลังเดินทางไปถึงรอบชิงชนะเลิศ เรื่องอื้อฉาวจะโผล่มาอีกสักเท่าไหร่