“ฟลอเรนติโน่ เปเรซ” กับแนวคิดสร้างทีมด้วยสตาร์ดังหน้าหล่อ

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชายผู้ที่เคยก้าวขึ้นมารับบทประธานสโมสร และเขาก็ได้เปลี่ยน เรอัล มาดริด ให้เป็นเจ้าพ่อในตลาดซื้อขายในช่วงต้นยุค 2000

ย้อนไปใบปี 2000 ด้วยนโยบาย กาลาติกอส ทำให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชนะการเลือกตั้งและเข้ามารับหน้าที่ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ก่อนจะกวักมือเรียก หลุยส์ ฟิโก้ จอมทัพจากสโมสรคู่ปรับอย่าง บาร์เซโลน่า มาร่วมทัพ

ภายหลังจากแข้งโปรตุเกสที่กล่าวมาข้างต้น เปเรซ ก็เดินหน้าสร้างทีมด้วยการดึงสตาร์ดังอย่าง ซีเนดีน ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม และโรนัลโด้ มาร่วมทีม และนั่นก็ทำให้ เรอัล มาดริด ที่ประสบปัญหาด้านการเงินในยุคก่อนกลายเป็นทีมที่มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มสูงขึ้น แม้จะยังทำผลงานไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันก็ตาม

Los Galacticos PSG Vs Real Madrid, Lebih Jago atau Malah Loyo?

อย่างไรก็ตามราชันชุดขาวก็ค่อยๆ สร้างผลงานเรื่อยมาจนกระทั่งปี 2006 เปเรซ ตัดสินใจพักงานก่อนจะมาสานต่อโปรเจคต์ กาลาติกอส ในปี 2009 ด้วยกาคว้า คริสเตียโน่ โรนัลโด้, กาก้า, ซาบี อลอนโซ่, คาริม เบนเซม่า และ แกเร็ธ เบล มาร่วมทัพ ก่อนจะผงาดคว้าแชมป์ได้มากมาย พร้อมกับถูกยกให้เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

กาลาติกอส โปรเจคต์ที่ไม่มีที่ว่างสำหรับนักเตะแอฟริกัน?

The Galacticos Project — Part I. When Luis Figo did the unthinkable and… |  by Nakul Dashora | Nomadic Nerd's Corner | Medium

ว่ากันว่าผู้เล่นที่เป็นแกนหลักของทีม ผู้เล่นที่เป็นต้นแบบของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อย่าง โคล้ด มาเกเลเล่ ที่ทำผลงานร่วมกับสโมสรได้อย่างดีเสมอมายังทนอยู่ เรอัล มาดริด ในยุคของ เปเรซ ไม่ได้และก็ต้องถูกขายออกจากทีมในปี 2003 เพื่อไปร่วมงานกับ เชลซี

“ทำไมผู้เล่นอย่าง มาเกเลเล่ ถึงเล่นให้ เรอัล มาดริด ไม่ได้เพียงเพราะว่าเขาเป็นคนผิวสี” ซานโตส มาเกวซ เอเยนต์ฟุตบอลชื่อดังกล่าวกับสื่อ

เพิ่มเติมสักหน่อยสำหรับ โคล้ด มาเกเลเล่ นั้นเขาลงเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส แต่ความจริงแล้วเขาเกิดที่ กินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

Real Madrid - La Liga: Makelele: I saw what was happening at Real Madrid  and told Chelsea that if I left, I'd sign for them | Marca

หากสังเกตดีๆ หลายคนอาจจะพอเอะใจขึ้นมาได้ว่ามีนักเตะจากทวีปแอฟริกาเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับโอกาสสวมชุดราชันชุดขาวลงสนามจริงๆ จังๆ เรียกได้ว่าจำนวนนี่พอจะนับนิ้วกันได้เลย แต่อะไรล่ะคือสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังข้อสังเกตนี้

จากคำกล่าวของ ซานโตส มาเกวซ ข้างต้นก็อาจจะพอเข้าใจกันได้อยู่ว่า เปเรซ ไม่ค่อยชอบใจนักเตะจากแดนแอฟริกาสักเท่าไหร่ และก็เป็นเอเยนต์คนเดิมที่ออกมายืนยันอีกครั้งว่า

“ฟลอเรนติโน่ ไม่ค่อยชอบนักเตะผิวสี เขาไม่เคยให้ความเคารพเลย”

“ผมเคยเถียงกับเขาเกี่ยวกับการขาย ซามูเอล เอโต้ กันอย่างนาน”

“ผมบอกว่าห้ามขาย เอโต้ เต็ดขาด ผู้เล่นคนนี้จะเก่งพอๆ กับ หลุยส์ ฟิโก้ แต่เขาก็ถูกขายออกจากทีมเพียงเพราะเป็นคนผิวสี”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรอัล มาดริด ภายใต้การรับบทเป็นประธานของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ นั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องมาจากเขาทั้งหมด ชายวัย 74 ปีมีอำนาจสูงสุดในสโมสร จะซื้อใคร จะขายใคร จะปลดกุนซือคนไหนออก ทุกอย่างต้องมาจากอำนาจชี้ขาดจากเขาทั้งหมด

เมื่อเป็นเช่นที่กล่าวมาก็ไม่แปลกเลยที่ผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามาสวมเสื้อทีมราชันชุดขาวต้องมาจากความพึงพอใจของชายที่ชื่อเปเรซ ซึ่งจริงๆ แล้วก็แทบไม่มีที่ว่างให้นักเตะจากแอฟริกันหรือนักเตะผิวสีเลย

ขณะเดียวกันทาง มาเกวซ ก็ยังเพิ่มเติมอีกว่านอกเหนือจากเรื่องผิวสีหรือถิ่นกำเนิดแล้ว คนหน้าตาดีจะได้รับโอกาสมากกว่าด้วยเช่นกัน

“คนทั้งทีมรู้ว่าใครคือคนที่ เปเรซ โปรดปราน”

“การปะทะเดียวที่เกิดขึ้นคือ อันเชลอตติ ไม่โอเคกับ แกเร็ธ เบล แต่ เขา (เปเรซ) คิดว่า เบล นั้นคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก”

“เขาไม่รู้ว่าจะต้องดูแลนักเตะบัลลง ดอร์ อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อย่างไร แต่ เบล จะได้ไปเล่นในทุกๆ ตำแหน่งที่เขาต้องการ”

“ขณะเดียวกัน เดล บอสเก้ คนที่พา เรอัล มาดริด ชนะมาแล้วทุกอย่าง แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาสิ มันเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม”

“ดังนั้น ฟลอเรนติโน่ จึงพาคนที่หล่อกว่าอย่าง คาร์ลอส เคยรอส คนที่เกือบจะทำลายทีมมารับหน้าที่แทน”

อย่าเพิ่งมอง เปเรซ ผิดไป เขาไม่ใช่คนเหยียดผิว?

The new Brazilian pearl that Florentino Pérez dreams of

ย้อนไปในปี 2000 ปีที่โปรเจคต์ กาลาติกอส กำลังก่อตัว แน่นอนนโยบายนี้เป็นการดึงเอาสตาร์ดังมาร่วมทีม และหากมองย้อนไปในยุคนั้นการตัดสินใจคว้าผู้เล่นอย่าง หลุยส์ ฟิโก้, ซีเนดีน ซีดาน, โรนัลโด้, เดวิด เบ็คแฮม และไมเคิ่ล โอเว่น มาร่วมทีมก็ไม่ใช่การตัดสินใจผิดซะทีเดียวเพราะ 4 ใน 5 คนนี้พิสูจน์ตัวเองได้ด้วยรางวัลบัลลง ดอร์ และถูกยกให้เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกยุคนั้น

ขณะเดียวกันในช่วงเวลานั้น หากพิจารณากันตามตรงแล้วนักเตะจากแอฟริกันยังไม่มีใครโดดเด่นจนเข้าตาและอยู่ในลิสต์ยอดผู้เล่นกาลาติกอสได้ ในยุคนั้นหากนับจริงๆ ซูปเปอร์สตาร์ผิวสีนั้นมีเพียงไม่กี่ราย อ้างอิงจากปี 1996 ถึง 2003 มีนักเตะแอฟริกันเพียง 9 รายที่มีชื่อชิงรางวัล บัลลง ดอร์ (จากทั้งหมด 400 ราย)

ดังนั้นหากจะวิจารณ์ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ อย่างเดียวก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก เพราะเวลานั้นนักเตะแอฟริกันแทบที่โดดเด่นจริงๆ นั้นมีเพียงไม่กี่รายและโปรเจคต์ กาลาติกอส ก็ต้องการเพียงแค่ ซูเปอร์สตาร์ เท่านั้น

นอกเหนือจากเรื่องความโด่งดัง ฝีเท้า ภาพลักษณ์อันดีที่เหมาะสมกับคำว่า ซูเปอร์สตาร์ ซึ่งหาได้ยากในนักเตะแอฟริกันในยุคนั้นแล้ว ข้อจำกัดของสเปนยังเป็นอีกเรื่องที่มีผลอย่างมาก

ช่วงแรกที่ก่อตั้งลีก สเปน ขึ้นมามีการกำหนดไว้ว่าแต่ละทีมจะมีนักเตะต่างชาติได้เพียงแค่ 3 รายเท่านั้น ซึ่งโควต้าแทบทั้งหมดจะไปกองอยู่กับบรรดานักเตะจากอเมริกาใต้ที่ใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก แม้ปัจจุบันจะเปิดกว้างกว่าเดิม การคว้านักเตะในอียูมาร่วมทีมไม่มีการจำกัด แต่นักเตะนอกยุโรปยังถูกจำกัดไว้ที่ 3 คนตามเดิม และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหลักๆ ที่ เรอัล มาดริด แทบไม่มีพื้นที่ให้นักเตะแดนแอฟริกาเลย