ปีนี้คู่ไหน? ย้อนรอยนัดชิงฟุตบอลโลก 4 ครั้งหลังสุด

2018 ฝรั่งเศส 4-2 โครเอเชีย

“ทัพตราไก่” ที่ห่างหายจากการเป็นแชมป์โลกไป 20 ปี โคจรมาพบกับโครเอเชีย ที่มี ลูก้า โมดริช เป็นจอมทัพคนสำคัญที่พาทีม “ตราหมากรุก” เข้าชิงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โดยลูกทืมของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ มาริโอ มานด์ซูคิช ที่โหม่งสกัดผิดเหลี่ยมในนาทีที่ 18

10 นาทีต่อมา โครแอต ได้ประตูตามตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกยิงของ อิวาน เปริซิช ก่อนที่นาที 38 อองตวน กรีซมันน์ จะมาซัดจุดโทษให้ฝรั่งเศส ขึ้นนำอีกครั้ง พร้อมกับจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 2-1

ครึ่งหลัง ปอล ป็อกบา ยิงไกลบอลแฉลบแนวรับคู่แข่งเข้าประตูอย่างสุดสวยพาทืมนำห่าง 3-1 เท่านั้นไม่พอนาที 65 คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งฟอร์มฮอตมาบวกลูกที่ 4 ให้กับขุนพลทัพ “เลส์ เบลอส์”

อย่างไรก็ตาม 4 นาทีให้หลัง โครเอเชีย ยังไม่ยอมง่าย ๆ มาได้ประตูไล่มาห่าง ๆ จาก มานด์ซูคิช ที่เข้าไปแย่งบอลจากความผิดพลาดของ อูโก ยอริส

จบเกมการแข่งขัน ฝรั่งเศส เอาชนะ โครเอเชีย 4-2 ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ต่อจากปี 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพนั่นเอง

2014 เยอรมัน 1-0 อาร์เจนติน่า (ต่อเวลาพิเศษ)

แชมป์ใน 3 ครั้งแรกของเยอรมันเกิดขึ้นในตอนที่ยังเป็น เยอรมันตะวันตก ซึ่งพวกเขาชูถ้วยแชมป์โลกได้ในปี 1954, 1974 และ 1990

ขณะที่ในปี 2014 พวกเขามีคิวต้องโคจรมาพบกับคู่ปรับตลอดสำคัญอย่างอาร์เจนติน่า ที่มีดีกรีเป็นอดีตแชมป์โลก 2 สมัย เมื่อปี 1978 และ ปี 1986

ซึ่งตลอด 90 นาทีต้องบอกเลยว่าเป็นคู่ชิงที่สูสีมาก เกมเล่นทันกัน จนไม่มีผู้ชนะในช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

และแล้วในนาทีที่ 113 มาริโอ เกิทเซ่ ก็กลายเป็นฮีโร่ของทีมเมืองเบียร์ เมื่อกดประตูชัยใส่ทัพฟ้าขาว ส่งผลให้เยอรมันเฉือนชนะอาร์เจนติน่าของลิโอเนล เมสซี่ ไปแบบเฉียดฉิว 1-0

“ทัพอินทรีเหล็ก” คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 ได้สำเร็จ ส่วนทางด้าน เมสซี่ ยังคงต้องรอโทรฟี่ เวิล์ด คัพ ต่อไป

2010 สเปน 1-0 เนเธอร์แลนด์ (ต่อเวลาพิเศษ)

อันเดรส อิเนียสต้า ซัลโวประตูโทนนำทัพ “กระทิงดุ” สเปน เฉือน “กังหันสีส้ม”1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ คว้าแชมป์โลกเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ และกลายเป็นแชมป์โลกทีมที่ 8 

ฟุตบอลโลกฉบับทวีปแอฟริกา ถูกจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยเกมนัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 2010 ที่สนามซอคเกอร์ ซิตี้ เมืองโยฮันเนสเบิร์ก

สำหรับเกมนัดชิงชนะเลิศ สเปน ที่เพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2008 โจจรมาพบกับ อดีตรองแชมป์โลก 2 สมัย ซึ่งถือเป็นการเดิมพันแชมป์โลกทีมใหม่

โดยสถิติที่พบกันมาของคู่นี้ พบกันมาแล้ว 8 ครั้ง ฮอลแลนด์ผลงานดีกว่าเล็กน้อย จากการชนะมาแล้ว 4 ครั้ง สเปน ชนะ 3 ครั้ง และเสมอกัน 1 ครั้ง

ตลอด 90 นาที ทั้งคู่ไม่สามารถทำประตูกันได้ แน่นอนว่าต้องมีการต่อเวลาพิเศษเพิ่มออกไปอีก 30 ที ก่อนจะเป็น อิเนียสต้า ที่กดประตูชัยในนาที 116

สำหรับ สเปน สร้างประวัติศาสตร์เป็นแชมป์โลกทีมที่ 8 และทีมจากยุโรปทีมแรกที่ได้แชมป์นอกทวีปตัวเอง

2006 อิตาลี 1-1 ฝรั่งเศส (จุดโทษ 5-3)

คู่นี้ถือเป็นการกลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังเคยเจอกันมาแล้วในเกมนัดชิงศึกยูโร 2000 ซึ่งครั้งนั้นฝรั่งเศสแซงชนะอิตาลี 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ด้วยกฎโกลเด้นโกล

สำหรับนัดชิงในฟุตบอลโลก 2006 ทัพตราไก่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจากลูกจุดโทษของกัปตันทีมคนเก่ง ซีเนอดีน ซีดาน ในนาทีที่ 7

ทว่าขุนพลอัซซูรี่ไม่ยอมง่าย ๆ มาได้ประตูไล่ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกโขกของ มาร์โก้ มาเตราซซี่ ในนาทีที่ 19 ซึ่งหลังจากนั้นจนครบ 90 กลับไม่มีประตูเพิ่มเติม

Who did Zinedine Zidane headbutt in the World Cup 2006 final & why? |  Goal.com

จบช่วงเวลาปกติเสมอกันไป 1-1 ทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที ก่อนที่ ซิดาน จะโดนใบแดงไล่ออกในนาที 110 จากช็อตโขกใส่อกของ มาเตราซซี่ ในตำนาน

จากนั้นก็ยังไม่ประตูเพิ่มเติม แน่นอนว่าต้องมีการยิงลูกโทษตัดสิน และก็เป็นอิตาลีที่ยิงได้แม่นยำกว่าไม่พลาดเลยแม้แต่คนเดียวไล่ตั้งแต่ อันเดรีย ปีร์โล่, มาเตราซซี่, ดานิเอเล เด รอสซี่, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ และปิดท้ายด้วย ฟาบิโอ กรอสโซ่

จบเกม อิตาลี เอาชนะการดวลจุดโทษตัดสิน ฝรั่งเศส ไปด้วยสกอร์ 5-3 คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4