‘นาเดีย นาดิม’ จากวันที่พ่อถูกกลุ่มตาลีบันปลิดชีพ สู่การลี้ภัยเป็นดาวยิงโคนม!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

นาเดีย นาดิม ดาวยิงสาวขวัญใจสาวกปาริเซียนผู้มีเชื้อสายอัฟกานิสถานแต่กำเนิด สวมบทเป็นตัวเอกมีส่วนสำคัญช่วยพาทีมปารีส แซงต์แชกแมงหญิง เถลิงแชมป์ลีกสูงสุดของฝรั่งเศสเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา พร้อมประกาศอำลาทีม พลิกบทล่าสุดในหนังสือชีวิตลงไฟเหาะของเธอในฐานะสุดยอดสตรีผู้มีอิทธิพลต่อวงการกีฬามากที่สุดคนหนึ่งของโลก

นาดิม ในวัย 33 ปี เป็นนักฟุตบอลหญิงทีมชาติเดนมาร์ก เพียงแต่ชีวิตของเธอนั้นไม่เหมือนกับเส้นทางของนักกีฬาทั่วไป เรื่องราวชีวิตอันแสนโหดร้ายและการยืนหยัดต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดี กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคน โดยเฉพาะกับกระแสยกย่องตัวเธอที่กำลังโด่งดังในโซเชี่ยล มีเดียอยู่ใน ขณะนี้

ชื่อของเธอถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ โดยเฉพาะหลังจากที่เธอสามารถสร้างเกียรติยศให้ตัวเองและสโมสรด้วยการคว้าแชมป์ลีกฝรั่งเศสประจำซีซั่น 2020-21 มาครอง ความสำเร็จในวันนี้ของเธอล้วนแต่เป็นเรื่องน่ายินดีและสวยงาม แต่ใครจะคิดว่าภาพในวัยเด็กของเธอมันกลับเป็นสีหม่นที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรอยแผลฝังใจ

“นาเดีย นาดิม” เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม ปี 1998 ในเมืองเฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน เธอมีอายุได้เพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้นในวันที่พ่อของเธอ ซึ่งเป็นอดีตนายพลของกองทัพอัฟกานิสถานถูกกลุ่มตาลีบันจับตัวไป ก่อนจะมาทราบข่าวในภายหลังว่าถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายติดอาวุธปลิดชีวิตอย่างโศกเศร้า เสียหัวหน้าครอบครัวอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ

ฮามิดะห์ แม่ของนาเดียต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้าย ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงไม่สามารถออกไปทำงานได้ตามปกติ แต่แล้วเธอก็มองเห็นแสงสว่างเล็กๆ ที่จะสามารถลิขิตอนาคตลูกสาวทั้ง 5 คนให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ เธอเริ่มที่จะรวบรวมข้าวของและทรัพย์สินมีค่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในบ้านเพื่อนำมันไปขาย และเอาเงินไปจ่ายให้พวกแก๊งค์ต้มตุ๋นในการช่วยเธอทำพาสปอร์ตปลอมเพื่อโอกาสในการลี้ภัยเข้าสหราชอาณาจักร เพราะทนอยู่ไปก็มองไม่เห็นอนาคต ซึ่งการรอความตายย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้เป็นแม่จะยอมให้เกิดกับลูกเด็ดขาด

ฮามิดะห์ หอบนาเดียและลูกสาวอีก 4 คนหลบหนีออกจากอัฟกานิสถานเข้าสู่ปากีสถานด้วยการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง กับความหวังที่เธอจะได้ไปหาและหวังพึ่งที่พักอาศัยของญาติที่อยู่ที่อังกฤษ

ทั้ง 5 ชีวิตออกเดินทางสู่ยุโรปด้วยความลำบาก แม้จะโดยสารก่อนด้วยเครื่องบิน แต่ก็มีช่วงเวลาที่พวกเธอถูกล็อคไว้ในรถบรรทุกเป็นเวลาหลายวัน มีน้ำและอาหารประทังชีวิตเพียงเล็กน้อยตลอดเส้นทาง จนในที่สุดเมื่อถึงที่หมาย ทันทีที่ประตูรถบรรทุกลี้ภัยเปิดออก พวกเขากลับพบว่าตัวเองไม่ได้เหยียบอยู่บนอาณาเขตของประเทศอังกฤษ แต่กลับเป็นย่านชนบทเดนมาร์กต่างหากที่รถบรรทุกคันนี้พามาส่ง

“เราตั้งใจที่จะเดินทางไปลอนดอน ที่ที่ซึ่งเราพอจะมีญาติอยู่ที่นั่น และด้วยการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง เราจึงสามารถเดินทางลักลอบเข้าประเทศอิตาลีโดยอาศัยเส้นทางผ่านปากีสถาน” นาเดีย กล่าว

“จากตรงนั้นฉันและครอบครัว ต้องไปนั่งอยู่หลังรถบรรทุก พร้อมกับความคิดที่ว่าเราจะเดินทางไปยังลอนดอน หลังใช้ชีวิตบนรถบรรทุกหลายต่อหลายวัน พวกเราเริ่มมีสภาพมอมแมม แต่ใจก็ยังฝันอยากจะเห็นหอบิ๊กเบนเมื่อไปถึง”

“แต่แล้วเราก็ไม่เห็นมัน สิ่งที่เรามองเห็นมีเพียงแค่ป่าและต้นไม้ เราจึงถามคนที่เดินผ่านไปผ่านมาและได้มารู้ว่าจริงๆแล้วรถคนนั้นมาส่งเราที่เดนมาร์กต่างหาก”

แม้ว่าจะเดินทางไปไม่ถึงบ้านญาติพี่น้องตามที่ตั้งใจไว้ แต่เดนมาร์กก็กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของนาเดียและครอบครัว โชคยังดีที่พวกเธอขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในค่ายผู้อพยพของเดนมาร์กได้ มันเป็นช่วงเวลาที่เธอยอมรับว่าทั้งรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข แม้ว่าต้องเสียพ่อแท้ๆไป แต่ครอบครัวที่เหลือก็ยังฝ่าฟันกันมาถึงตรงนี้โดยที่ไม่ต้องพลัดจากใครไปอีก

ชีวิตของนาเดียกำลังจะเปลี่ยนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนไปตลอดกาลกับวันที่เธอกำลังจะเริ่มเรียนรู้ภาษาที่ง่ายที่สุดในโลกอย่าง ‘ภาษาฟุตบอล’

นาเดียได้รับโอกาสให้เรียนหนังสือ และใช้เวลาว่างที่มีไปกับการเรียนรู้และเล่นฟุตบอล กีฬาซึ่งพ่อของเธอชื่นชอบและเคยจับเธอมาเตะบอลเล่นในสมัยที่ยังอยู่อัฟกานิสถาน แถมเธอยังสามารถพูดได้มากถึง 11 ภาษาอีกด้วย

“ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กและเริ่มเล่นฟุตบอลในค่ายผู้ลี้ภัย ฉันก็หลงรักมันอย่างหัวปักหัวปำ โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านักฟุตบอลหญิงจะสามารถก้าวมาได้ถึงระดับนี้” นาเดีย กล่าว ระหว่างพักผ่อนที่สนามปาร์ค เดอ แปรงค์ หลังการลงซ้อม

“แต่ฉันก็พยายามซ้อมให้หนักมาตลอด ไม่เคยลดความเชื่อมั่น และก้าวมาทีละก้าวจนมาถึงจุดนี้”

นาเดียเริ่มเล่นฟุตบอลจริงจังกับสโมสร B52 อัลบอร์ก ก่อนจะย้ายมาเล่นฟุตบอลอาชีพกับ ฟอร์ทูน่า เยอร์ริง ,นิว เจอร์ซี่, พอร์ตแลนด์ ธอร์นส,แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ,ปารีส แซงต์ แชกแมง และราซิ่ง หลุยส์วิลล์ เอฟซี ที่ล่าสุดเพิ่งเซ็นสัญญาไปหมาดๆ

มาถึงตรงนี้นาเดียซัดไปแล้วกว่า 200 ประตูในฐานะแข้งอาชีพ ลงเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์กไปแล้ว 98 นัดยิงได้ 38 ประตู

“ใครจะไปคิดว่าฉันจะได้มาเป็นนักเตะทีมชาติให้เดนมาร์ก ทั้งที่เกิดและโตในประเทศที่ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเรียนหนังสือเสียด้วยซ้ำ!”

อาร์ยาน่า ซายีด ป้าของนาดิม เธอเป็นนักแสดงชาวอัฟกานิสถานและแน่นอนว่าไฟในใจและความทะเยอทะยานมันได้ส่งต่อผ่านทางสายโลหิตของครอบครัวนี้ ตอนที่พ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ ด้วยความที่เป็นชายชาติทหาร เขามักจะอบรมสั่งสอนให้บรรดาลูกสาวของเขาเป็นคนที่แข็งแกร่งไม่อ่อนแอ หากเห็นใครคนไหนร้องไห้ก็จะถูกตี

“เราถูกเลี้ยงมาแบบทหาร ที่ต้องลุกขึ้นสู้และกล้าเผชิญหน้ากับสงครามอยู่ตลอด ไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเราจะเป็นใครก็ตาม” นาเดีย กล่าว

“แน่นอนฉันมีแรงจูงใจเป็นของตัวเอง ส่วนพ่อก็จะเป็นคนรักการแข่งขัน เขาเป็นนายพล ชอบเล่นกีฬา แม่เองก็เป็นคนสู้ชีวิตด้วยเช่นกัน”

ประสบการณ์ที่เธอต้องสูญเสียเสาหลักในครอบครัว บ้าน และเสรีภาพที่ถูกกลุ่มตาลีบันพรากไป จนต้องลี้ภัยมาอยู่ที่ศูนย์อพยพในเดนมาร์ก เหมือนเป็นแรกผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอปราถนาอยากไปให้ถึงความสำเร็จ

“สิ่งที่ฉันเผชิญมาในอดีตตลอดช่วงที่ยังเป็นเด็กหล่อหลอมให้ฉันโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบในทุกวันนี้ ฉันรักที่จะสัมผัสชัยชนะ และฉันต้องการที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าอะไรจะมาขวาง เพราะไม่ต้องการที่จะกลับไปลำบากยากจนเมื่อตอนเด็กอีกต่อไปแล้ว”

ตลอดชีวิตของนาเดียศาสนาถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเธอในวันที่เหนื่อยและท้อ แม้ว่าเธอจะไม่ได้สวมฮิญาบ แต่การเป็นมุสลิมก็มีความหมายและสำคัญต่อการสู้ชีวิตของเธอไม่น้อย

“ศาสนาช่วยให้ฉันยืนหยัดอย่างมั่นคงและทำให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างมีสติ”

“ฉันรู้ว่าคุณอาจจะมองชั้น และพอเห็นฉันเล่นฟุตบอล คุณก็อาจจะคิดว่า ‘แบบนี้เธอเป็นมุสลิมไม่ได้หรอก’ แต่ฉันคิดว่านั่นคือความเชื่อที่ผิดต่อแนวทางทางของมุสลิมและแบบที่ศาสนาควรจะเป็น ท้ายที่สุดแล้วคุณย่อมจำเป็นที่จะต้องบังคับตัวเองให้เป็นคนดี และฉันก็คิดว่าฉันกำลังทำมันอยู่”

ลึกๆ ในใจของนาเดียรู้ดีตั้งแต่แรกว่าฟุตบอลนั้นไม่สามารถหาเลี้ยงชีพเธอไปได้ตลอด เธอจำเป็นต้องหาอาชีพที่สองไว้รองรับ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอซึ่งเป็นเด็กหัวดี ขยัน ศึกษาเล่าเรียนเป็นนักเรียนการแพทย์ และกำลังจะได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ในขณะที่ลงเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์กไปพร้อมกัน

แม้ว่าการทำหน้าที่บนสนามฟุตบอลกับห้องผ่าตัดจะต่างกันลิบลับ แต่สำหรับนาเดียเธอกลับมองว่านี่คือความเข้มข้นของชีวิตที่ตัวเธอคุ้นเคยและไม่หวั่นเกรงที่จะเผชิญหน้าทุกอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตทั้งสองบทบาท

“สิ่งที่ฉันรักที่สุดก็คือความกดดันและความรับผิดชอบที่แบกไว้บนบ่า มันทำให้ฉันมีชีวิตชีวา และฉันคิดว่ามันก็คงเป็นสิ่งที่ทั้งสองอาชีพมีเหมือนกัน”

และด้วยความที่เธอเป็นคนที่ถูกคนอื่นคอยเชื่อเหลือมาตลอดทั้งชีวิต การที่ได้ทำงานเป็นหมอย่อมเป็นวิธีการตอบแทนสังคมที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอ

“ฉันน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่สามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนคนหนึ่ง และนั่นทำให้ฉันสนใจอยากจะทำ การที่เราสามารถทำแบบนั้นกับเพื่อนมนุษย์ย่อมเป็นอะไรที่วิเศษอยู่แล้ว”

นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยของเงินทุนที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้ว่าชีวิตเธอทุกวันนี้จะอยู่ดีกินดี สุขสบาย แต่ด้วยช่องว่างระหว่างฟุตบอลชายและหญิงที่มาตรฐานด้านรายได้ยังห่างกันไกล ทำให้เธอไม่ได้ถึงขั้นกับเป็นเศรษฐีเงินล้าน และแน่นอนว่าเธอเองก็ต้องการมากกว่าน

“ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนหัวดีและฉันย่อมไม่ต้องการที่จะทิ้งมันไปอย่างเปล่าประโยชน์ ถ้าหากฉันได้เป็นหมอ ฉันจะต้องทำเงินได้มหาศาลแน่นอน”

“เพราะถ้าคุณต้องการที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณจะต้องมีอิสระทางการเงินให้ได้ก่อน เพราะท้ายที่สุดแล้วถึงคุณจะมีไอเดียบรรเจิดแค่ไหน แต่คนลงทุนก็ห้ามขาดไม่ใช่หรอ?”

“ถ้ามีคนนอนหิวโหยอยู่ข้างถนน สิ่งที่เขาต้องการคืออาหาร ไม่ใช่อ้อมกอด”

บางทีถ้าคุณอยากหาแบบอย่างที่ดีให้กับลูกสาว ลองเปลี่ยนจากครอบครัวคาร์ดาเชี่ยนส์ มาเล่าเรื่องนาเดียให้เธอฟัง…