ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่”หงส์แดง”ต้องก้าวผ่านความหวังในตัว”โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่”!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จของลิเวอร์พูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้การคุมของเยอร์เก้น คล็อปป์ ดาวเตะชาวบราซิลได้สัมผัสคำว่าจุดสูงสุด แต่แล้วอะไรที่ทำให้หอกหงส์แดงรายนี้กำลังใส่เกียร์ถอยหลังอย่างไม่หยุดยั้ง

ตั้งแต่ 27 มาเป็น 16 ลดลงมาเหลือ 12 จนตอนนี้มีแค่ 6 ตัวเลขเหล่านี้คืออะไร? นี่คือตัวเลขที่ใช้ประเมินนักเตะหากนับจากประตูรวมที่เขาทำได้ในแต่ละปี โดยเฉพาะนักเตะที่ได้มีส่วนร่วมกับเกม ได้ลงสนามบ่อยอย่างโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และที่สำคัญได้ทำงานกับกุนซือที่ไม่เคยสนใจหรือเป็นกังวลกับตัวเลขเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

ไม่ต้องเก่งคณิตศาสตร์จนปราดเปรื่องก็บอกได้ว่านี่คือจำนวนตัวเลขที่ถอยหลังลงอย่างเห็นได้ชัด 27 ประตูของฟีร์มิโน่ เมื่อซีซั่น 2017-2018 เป็นอะไรที่สนั่นหวั่นไหวเกาะอังกฤษมากทีเดียว ในขณะที่ 16 ประตูก็อยู่กึ่งๆระหว่างระดับมาตรฐานกับความยอดเยี่ยมที่ดีพอให้ชื่นชม แต่เมื่อมาเหลือเป็น 6 แล้วละก็…คิดว่ามีบางอย่างที่เราต้องทบทวนกันหน่อยแล้วล่ะ

ปัจจุบันฟีร์มิโน่ยืนเป็นกองหน้าตัวกลางให้กับสโมสรที่กำลังป้องกันแชมป์ลีกสูงสุด แต่สถิติที่ทำได้กับต่ำกว่ามาตรฐานไปเยอะ เมื่อค่าเฉลี่ยออกมาไม่ถึง 1 ประตูต่อ 6 เกมด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน ทีมก็แพ้คารังไปแล้ว 6 นัดรวด ความรุ่งเรื่องของลิเวอร์พูลเดินทางมาถึงจุดล่มสลายแบบที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้

มันเหมือนจะเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกันที่ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลผิดฟอร์มไปจากที่เคยเป็น ฟีร์มิโน่ หายเจ็บกลับมาตอนที่ซาดิโอ มาเน่เองก็ยังจับจังหวะของตัวเองไม่ค่อยเจอ แถมดิโอโก้ โชต้าเล่นได้ไม่นานก็มักเจ็บ สังเกตุได้เมื่อลิเวอร์พูลออกอาการเหนื่อยล้าให้เห็น มันสะท้อนชัดเจนเลยว่าฟีร์มิโน่เองคือนักเตะที่กรำศึกหนักมามากขนาดไหน บางทีพลังงานในถังแก๊สของเขาอาจจะถูกเผาจนไม่เหลือ จากการลงเล่นเกือบแตะ 550 เกมก่อนวันเกิดครบรอบ 30 ปีเสียอีก นั่นมันต้องอาศัยพลังงานมหาศาลเลยนะ

มาถึงตรงนี้ เรารู้ดีว่าทุกคนกำลังสงสัยว่าเรามองข้ามเรื่องแนวรับไปได้ยังไง จะบอกว่าเราไม่ได้ลืมหรือละเลยเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้ลิเวอร์พูลกำลังตกอยู่ในหลุมแห่งวิกฤติและไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถงัดตัวเองขึ้นมาได้เมื่อไหร่ หนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นคือการขาด 2 ผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีมไป คนแรกไม่อยู่ให้เห็นเลย ส่วนคนที่สองกลายเป็นเพียงเงาของตัวเองในอดีต นั้นคือเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ที่เป็นเสาหลักในแนวรับ และคนหลังคือโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ที่เคยเป็นเชื้อเพลิงในเกมรุกให้กับทีม

ดาวยิงจากแดนกาแฟทำหน้าที่ทั้งเป็นกองหน้าตัวที่ 3 พร้อมกันกับบทบาทกองกลางตัว 4 ให้ทีมมาโดยตลอด เขาเป็นคนที่ประติดประต่อทำให้แท็คติคของเยอร์เก้น คล็อปป์ทำงานได้อย่างไหลลื่น เพราะอย่าลืมว่าแผงแนวรุกทรงกลับหัวของลิเวอร์พูล ประกอบไปด้วยความรับผิดชอบที่ถูกมอบหมายเอาไว้มากมาย แม้เราจะเห็นตัวริมเส้นทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มันจะไม่ได้สามารถเกิดเป็นผลลัพธ์นี้ได้เลย หากไม่มีฟีร์มิโน่อยู่ตรงนั้น

ฟีร์มิโน่เป็นนักเตะที่มีคาแรคเตอร์ตรงตามสเป็คคล็อปป์แบบเด๊ะๆ อาจจะมีกองหน้าที่เก่งกว่าเขาอีกหลายคนที่ลิเวอร์พูลสามารถดึงตัวใช้งานได้ แต่คล็อปป์ก็ยังวางใจฟีร์มิโน่เสมอมา เพราะว่านี่คือคนที่ตอบโจทย์กับระบบของเขาที่สุด หากจะให้ใครคนหนึ่งนิยามคำว่าตำแหน่ง False Nine ได้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด การได้นั่งชมฟีร์มิโน่คงจะเป็นคำตอบที่กระจ่างแจ้งที่สุดแล้ว กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นเขาแผลงฤทธิ์ปักดาบใส่บรรดาทีมใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเชลซีหรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้

อย่างที่หลายคนบอกว่าการเพรสซิ่งคือการสร้างสรรค์เกมที่ดีที่สุด ประกอบกับที่เยอร์เก้น คล็อปป์เองก็เคยออกมาชื่นชมฟีร์มิโน่ว่านี่คือตัวเพรสซิ่งที่เร้าร้อนที่สุดในทีมของเขาเลย ในขณะที่ทีมอื่นต้องหวังพึ่งมิดฟิลด์ตัวปั้นเกม ลิเวอร์พูลกลับมีฟีร์มิโน่ที่สามารถถอยลงมาเป็นตัวนั้น สลับกับการเป็นกองหน้าหาตำแหน่งเข้าทำในพื้นที่สุดท้าย โดยที่การสร้างสรรค์ทั้งหมดจะเริ่มต้นทันทีเมื่อบอลอยู่ที่เท้าของเขา โอกาสเหล่านั้นจะมาจากการปั่นป่วนแนวรับ ด้วยการลากเลื้อย ที่คู่ต่อสู้ที่รับมือยากจะคาดเดาว่าจะเล่นเองหรือจะจ่าย และนั่นเองที่ทำให้นักเตะสารพัดประโยชน์อย่างฟีร์มิโน่กลายเป็นตัวป่วนคู่แข่งขนานแท้

ในช่วงที่ลิเวอร์พูลยังลอยตัวเพลิดเพลินกับกราฟชีวิตที่พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด คล็อปป์นิยามฟีร์มิโน่ว่าเป็นตัวประติดประต่อ แต่สำหรับตอนนี้ลิเวอร์พูลเหมือนระบบที่ขาดการเชื่อมต่อ ขาดออกจากกันและกัน และขาดออกจากภาพในอดีตที่เคยเป็น

คล็อปป์ยังเคยนิยามฟีร์มิโน่อีกว่าเป็นส่วนเครื่องยนต์ของทีม แต่วันนี้เครื่องยนต์ตัวเดิมนี้กลับมีปัญหาขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นการสะสมจากอาการบาดเจ็บ โปรแกรมการแข่งขันสุดโหด และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสร้าย ที่พรากช่วงการเตรียมทีมปรีซีซั่นของทีมไป สิ่งเหล่านี้สามารถยกมาบ่งชี้ได้หมดว่าทำไมสถิติการเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลถึงได้ถดถอย และหากฟีร์มิโน่ที่เคยถูกยกให้เป็นแข้งแนวเฮฟวี่ เมทัลโชว์จังหวะเบรกดาวน์อย่างเมามันส์ หันมาเปลี่ยนแนวเล่นซอฟท์ เมทัลแล้วละก็… จะให้บอกว่าเอกลักษณ์อันโดดเด่นของลิเวอร์พูลคือเกมรุกที่บ้าระห่ำ ก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปากอีกต่อไป

มีสองเรื่องในตอนนี้ที่แฟนๆอยากเห็น นั่นคือลิเวอร์พูลของเยอร์เก้น คล็อปป์ในแบบที่ไร้เงาฟีร์มิโน่ กับ การลุ้นให้แข้งบราซิลเลี่ยนกลับมาเป็นคนเดิมให้ได้อีกครั้ง เขาเป็นแข้งประเภทที่ตรงกันข้ามกับพวกเพลเมกเกอร์เบอร์ 10 ทั่วไป ฟีร์มิโน่เป็นพ่อมดที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์การเอาตัวรอดแบบไม่ต้องพึ่งพาสรีระร่างกายที่หนาใหญ่โต แต่กลับมีทักษะบางอย่างที่ทำให้เขาห่างไกลจากการเป็น เบิร์กแคมป์,โซล่า หรือ ดัลกริช นั่นคือการเล่นเฟิร์สทัชที่ตอนนี้ทำได้อย่างน่าผิดหวัง และดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆ ยิ่งกับการจบสกอร์ที่ก็ไม่ใช่เรื่องชูโรงของเขาอยู่แล้ว ตอนนี้ค่าเฉลี่ยที่ 1 ประตูต่อโอกาส 11 ครั้งในพรีเมียร์ลีกของเขา ยิ่งทำให้ทุกคนต่างอดไม่ได้ที่จะต้องเอามือลูปหน้าตัวเองลง 1 ที

มีเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นบนเส้นทางการเป็นแชมป์ลีกด้วยคะแนน 99 แต้มต่อซีซั่นของลิเวอร์พูล โกยแต้มถล่มทลายยิงกระจัดกระจายก็จริง แต่กองหน้าตัวเป้าของทีมกับยิงประตูในแอนฟิลด์ได้เพียงแค่ลูกเดียวตลอดทั้งปี ซึ่งนี่ถือเป็นสถิติที่พบเจอได้ยากมากจากทีมที่เป็นแชมป์ลีกสูงสุด แต่แง่ดีของมันคือการบ่งบอกว่าทุกคนได้มีส่วนร่วมกับความสำเร็จนี้ พวกเขาสามารถคาดหวังสิ่งที่พิเศษได้จากทุกคนในทีม ไม่ต้องมารอพึ่งตัวความหวังคนเดียวหรือการที่ทีมต้องใช้จมูกใครคนใดคนหนึ่งหายใจ

แต่ในเมื่อตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว เพื่อนร่วมทีมจากตำแหน่งที่เหลือเริ่มอ่อนล้าไม่สามารถแบ่งเบาภาระหน้าเป้าได้อีกต่อไป คำถามคือตอนนี้ลิเวอร์พูลควรจะคาดหวังอะไรจากตำแหน่งของเขากันละ? ตัวที่คอยกระซวกประตู,ตัวสร้างสรรค์เกม,หรือตัวที่คอยเพรสซิ่งแดนบน หนึ่งในคำตอบนี้ที่พวกเขาต้องเลือก อาจตัดสินอนาคตและทิศทางต่อไปของทีมได้เลย

โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ,ซาดิโอ มาเน่,และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ต่างมีช่วงห่างกันของอายุอยู่ในระยะเพียง 9 เดือน พวกเขาอายุไล่เลี่ยกันหมด จึงไม่แปลกที่พวกเขาถึงจุดพีคพร้อมกัน จนสามารถช่วยยกลิเวอร์พูลขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในช่วง 3 ซีซั่นอันลืมไม่ลง และก็คงไม่แปลกเช่นกันหากมีใครสักคนหนึ่งต้องลงมาจากจุดพีคก่อนเพื่อน ซึ่งบังเอิญว่าสถานการณ์ปัจจุบันมันดันชี้ไปฟีร์มิโน่ นักเตะที่กั๊กพลังงานตุนไว้น้อยที่สุด ที่จะต้องร่วงโรยไปก่อนอีก 2 คนที่เหลือ

แต่ถึงกระนั้นเอง ด้วยการความที่เป็นนักเตะที่มีลักษณะเฉพาะตัว ก็ยังยากเหลือเกินที่จะหาใครมาแทนที่ฟีร์มิโน่ได้ แต่ที่น่าชื่นใจและพอเป็นความหวังสำหรับแฟนหงส์ คือการได้เห็นดิโอโก้ โชต้าที่มาใหม่เข้าขากับซาล่าห์และมาเน่ได้แล้วเผลอๆจะดูเนียนตากว่ากับฟีร์มิโน่เสียอีก

นับจากนี้สถานการณ์ระหว่างลิเวอร์พูลกับกองหน้าที่เริ่มถูกหลายคนเรียกว่าสากทองคำจะเป็นยังไงต่อไป นี่เป็นสิ่งที่น่าติดตามเหลือเกินว่าลิเวอร์พูลจะยอมเดินหน้าต่อไปพร้อมกับฟีร์มิโน่เป็นตัวความหวังเหมือนเดิม ใจเย็นและตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันกลับมาเป็นคนเก่า… หรือจะประเมินไปเลยว่าจุดพีคของนักเตะได้ล่วงเลยมาแล้ว และก้าวข้ามผ่านจุดเดิมไปสู่วันใหม่ วันที่ไร้ชื่อของ“โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่”