ต้นกำเนิดแก๊งค์ “บริทิชคอร์” ของอาร์แซน เวงเกอร์ และวันนี้..พวกเขาอยู่ไหนกัน?

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

กุนซือชาวเฟรนช์แมนอย่างอาร์แซน เวงเกอร์ ครั้งหนึ่งเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงการชอบฝากความหวังไว้กับนักเตะต่างชาติ จนทีมไร้เอกลักษณ์ของความเป็นสโมสรจากเกาะอังกฤษ พร้อมกับสถิติสุดประหลาดที่เขาสร้างไว้ กับการเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ส่งชื่อผู้เล่นทั้งตัวจริงตัวสำรองเป็นต่างชาติล้วน ไม่มีคนอังกฤษแม้แต่คนเดียวในเกมกับคริสตัล พาเลซเมื่อปี 2005

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีก่อน อาร์แซน เวงเกอร์ได้ทำในสิ่งที่ใครหลายคนไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เห็น กับการจับนักเตะสายเลือดสหราชอาณาจักร 5 คนมานั่งเซ็นสัญญาฉบับใหม่พร้อมกัน ประกอบไปด้วย แจ็ค วิลเชียร์,คีแรน กิ๊บส์,อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด แชมเบอร์เลน,อารอน แรมซี่ย์และคาร์ล เจนกินสัน หรือที่เขาเรียกกันว่า “เดอะ บริทิชคอร์”

นักเตะแห่งความภาคภูมิใจของเวงเกอร์ทั้ง 5 ต่างมีอายุต่ำกว่า 23 ปี คนที่เด็กที่สุดคือแชมเบอร์เลนที่อายุ 19

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา อาร์เซน่อลผ่านช่วงเวลาทั้งขึ้นและลง มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มีการทุ่มเงินเสริมทัพแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเสียงฮือฮาในตลาดซื้อขายด้วยการเซ็นสัญญานักเตะอย่างเมซุต โอซิล,อเล็กซิส ซานเชซ,อเล็กซองแดร์ ลากาแซตต์,และปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยอง

นอกจากดีลระดับเมก้าบิ๊กพวกนั้นแล้ว ก็ยังมีนักตะอย่างชโกดราน มุสตาฟี่,กรานิต ชาก้า,นิโคลัส เปเป้,และโธมัส ปาร์เตย์ ที่ต่างย้ายเข้ามาด้วยค่าตัวไม่ต่ำกว่า 30 ล้านปอนด์ด้วยกันนั้น โดยเฉพาะในรายของนิโคลัส เปเป้ที่พุ่งขึ้นไปสูงถึง 72 ล้านปอนด์จนเป็นสถิติสโมสร

แต่สิ่งที่แบ่งแยกนักเตะสองกลุ่มนี้ (บริทิช คอร์และนักเตะอิมพอร์ตจากต่างชาติ) ออกจากกันอย่างเห็นได้ชัดคือเม็ดเงินมหาศาลที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้มาซึ่งนักเตะกลุ่มหลัง แต่อย่างไรก็ดีพวกเขาก็มีเลือดกันเนอร์สเหมือนกัน ต่างเคยสวมเสื้อปืนใหญ่ลงสนามมาด้วยกันทั้งนั้น ส่วนเรื่องแพสชั่นความทุ่มเทบางคนอาจจะมากกว่าคนอื่นบ้าง บางคนอาจจะดูบกพร่อง อันนี้ก็ต้องว่าตามรายบุคคลไป

แล้วทำไมการมีนักเตะบริทิชในทีมถึงสำคัญล่ะ? จริงๆแล้วต้องบอกก่อนว่าการเสริมทัพในตลาดซื้อขาย หากเป็นการดึงตัวกันภายในพรีเมียร์ลีกหรือลีกล่างลงมา เอาง่ายๆว่าภายในประเทศด้วยกันเอง จริงๆแล้วจะมีผลพลอยได้แฝงอยู่

อย่างไรก็ดี อาร์เซน่อลกลับไม่ใช่สโมสรประเภทที่ทำอะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่ ไอ้ปืนใหญ่มักชอบที่จะทุ่มเงินจำนวนมหาศาลไปกับนักเตะจากต่างแดน จากลีกอื่นเข้ามา จนบางครั้งแฟนบอลก็แอบผิดหวังเล็กๆ เพราะมองว่านักเตะที่มาจากที่อื่น มันเทียบแพสชั่นกับเด็กท้องถิ่นหรือพวกบ้าเลือดคลั่งสโมสรไม่ได้หรอก ซึ่งบ่อยครั้งที่อาร์เซน่อลมักจะประสบปัญหานักเตะเล่นแบบไม่มีใจ ขาดแรงจูงใจ ไม่ได้ต้องการเล่นให้คุ้มค่าตัวอะไรทำนองนั้น

และก็มีหลายครั้งที่อาร์เซน่อลมักจะเลือกซื้อผู้เล่นจากนอกลีกที่มีราคาไม่แพงมาก แทนที่จะหันมาจีบนักเตะอังกฤษหรือในลีกเดียวที่บางรายมีค่าตัวแพงสูงลิ่วเกินฝีเท้า แต่การเซ็นสัญญานักเตะบริทิชไม่ได้หมายความว่ามันเป็นการเซ็นสายเลือดท้องถิ่นอย่างเดียวเสมอไป เพราะนี่คือสิ่งสำคัญเลยที่สโมสรใหญ่มักทำกัน นั่นคือการฉกนักเตะจากคู่แข่งมาร่วมทีม เพราะวิธีนี้มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเห็นๆ

ไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดกำลังคู่แข่ง เหมือนที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำกับอาร์เซน่อลมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่คุณยังจะได้นักเตะที่ไม่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในอังกฤษ คือซื้อปุ๊ปพร้อมใช้ปั๊ป โอกาสที่นักเตะที่ย้ายมาแล้วโฮมซิกบ้าง หรือปรับตัวกับความเป็นอยู่ไม่ได้บ้าง เรื่องนั้นก็ตัดออกไปได้เลย ห่างหวงไปได้สองเรื่องใหญ่ๆแล้ว

และตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่อาร์เซน่อลตัดสินใจวางมือจากการไล่ล่าเอ็นโกโล่ ก็องเต้และหันไปคว้ากรานิต ชาก้ามาแทน สุดท้ายก็องเต้เลือกไปอยู่กับเชลซี เพราะความยืดเยื้อในขั้นตอนการเจรจากับอาร์เซน่อล ทั้งก็องเต้และชาก้าเดินหน้าไปตามทางใครทางมัน เราขอไม่พูดถึงเรื่องความสำเร็จของพวกเขาทั้งสองคนละกัน..

ปัจจุบันนักเตะกลุ่มบริทิชของอาร์เซน่อลประกอบไปด้วยคีแรน เทียร์นี่ย์,ร็อบ โฮลดิ้ง,บูกาโย้ ซาก้า,โจ วิลล็อค,คาลัม แชมเบอร์ส,เอนส์ลี่ เมทแลนด์ ไนล์ส,รีซ เนลสัน,เอมิล สมิธ โรว์และเอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์

เห็นรายชื่อแล้วอาจจะดูเยอะ แต่ในทั้งหมดนี้ มีเพียงแชมเบอร์สคนเดียวเท่านั้นที่ถูกดีงตัวมาจากสโมสรพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ส่วนที่เหลือก็เติบโตมาจากศูนย์ฝึกเยาวชนเฮล เอนด์ของสโมสรหรือดึงมาจากอะคาเดมี่อื่น อย่างเช่นเอ็นเคเทียห์ที่เป็นอดีตเยาวชนเชลซี

ส่วนคีแรน เทียร์นี่ย์ย้ายมาจากเซลติก และน่าจะเป็นคนที่มีตำแหน่งมั่นคงที่สุดในทีมเวลานี้ ถึงขนาดถูกขนานนามให้เป็นกัปตันทีมคนต่อไป ตามมาด้วยเจ้าหนูบูกาโย้ ซาก้าที่เป็นทุกอย่างให้แนวรุกของทีมแล้วจริงๆ

วันนี้แก๊งค์ บริทิช คอร์ รุ่นเก่าอาจจะไม่ได้อยู่ในร่มเงาของเอมิเรตส์ สเตเดียมแล้ว แต่เชื่อว่าในใจลึกๆ ทุกคนยังคงมีหัวใจเป็นสีแดงของอาร์เซน่อลอยู่ สำหรับใครที่คิดถึงพวกเขา เราไปตามดูกันดีกว่า ว่าวันนี้พวกเขาแยกย้ายไปอยู่ที่ไหนบนโลกนี้กันบ้าง?

แจ็ค วิลเชียร์

เริ่มจากคนแรกก่อนเลย กับไอ้ตัวแสบเลือดปืนข้นคนจางอย่างแจ็ค วิลเชียร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยระเบิดซีน โดดเด่นเกินหน้าเกินตาชาบี เฮอร์นานเดซและอันเดรส อิเนียสต้า ในครั้งที่อาร์เซน่อลปะทะกับบาร์เซโลน่าในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่ความหวือหวานั้นจะไหลลงคลองไปอย่างรวดเร็ว

วิลเชียร์เหมือนต้องคำสาปกับอาการบาดเจ็บที่ฉุดรั้งเขาให้ไปไหนได้ไม่ไกล ผ่านการผ่าตัดทั้งเข่าและข้อเท้า ไหนจะเคยพบเจอรอยแตกบริเวณกระดูกน่องจนต้องพักรักษาตัวนานถึง 247 วันมาแล้ว

หลังจากถูกอาร์เซน่อลส่งยืมตัวไปอยู่กับบอร์นมัธ ในที่สุดอดีตแข้งแบดบอยก็ต้องเก็บกระเป๋าออกจากอาร์เซน่อลไป เพราะไม่ได้เป็นที่ต้องการของอูไน เอเมรี่ ก่อนย้ายไปอยู่กับสโมสรในวัยละอ่อนอย่างเวสต์แฮม ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ดีตลอดสองปี วิลเชียร์ได้ลงเล่นไปเพียงแค่ 19 เกมให้กับขุนค้อน เนื่องจากติดปัญหาเรื่องสภาพความฟิต จนกระทั่งในวัย 29 ปี ย้ายออกมาเป็นแข้งฟรีเอเยนต์และเพิ่งเซ็นสัญญากับบอร์นมัธในเดอะ แชมเปี้ยนชิพไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่าน

อารอน แรมซี่ย์

ในแง่ของการเป็นฮีโร่ในสีเสื้อเดอะ กันเนอร์ส อารอน แรมซี่ย์คือคนที่เรียกน้ำตาสาวกตอนโบกมือลาได้มากที่สุด กับพิธีการอำลาที่เอมิเรตส์ สเตเดียม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องอันไม่มีวันลืมและยังซาบซึ้งทุกครั้งที่ย้อนกลับไปดู

เมื่อปี 2014 หลายคนคงจำได้กับโมเมนต์ที่อารอน แรมซี่ย์สามารถยุติการรอคอยโทรฟี่นานกว่า 9 ปีของอาร์เซน่อลลงจากประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศกับฮัลล์ ซิตี้

3 ปีถัดมาแรมซี่ย์งัดความมหัศจรรย์รูปแบบเดิมออกมาใช้อีกครั้ง ในเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพที่เวมบลี่ย์ โขกประตูชัยช่วยทีมแซงเอาชนะเชลซี 2-1 เถลิงชูถ้วยใบเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษขึ้นมาไว้เหนือหัวอีกครั้ง

รวมสถิติทั้งหมดห้องเครื่องทีมชาติเวลส์ยิงไปทั้งสิ้น 64 ประตูจาก 369 เกมให้อาร์เซน่อล ก่อนตัดสินใจย้ายข้ามไปอิตาลีเพื่อสวมยูนิฟอร์ม “ม้าลาย” ยูเวนตุสเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

แรมซี่ย์ไม่ได้เหยียบแดนมะกะโรนีในฐานะนักเตะใหม่แห่งกัลโช่ เซเรีย อาธรรมดาๆคนหนึ่ง เมื่อเจ้าตัวย้ายไปฟันค่าเหนื่อยกับยูเวนตุสถึง 4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์

แต่ภาพที่ปรากฏออกมากลับเป็นความน่าผิดหวังครั้งใหญ่ เส้นทางของแรมซี่ย์ไม่ได้ราบรื่นและเป็นอย่างที่หวัง หลังต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บที่ตามรบกวนอยู่ไม่ขาด

สำหรับแรมซี่ย์ตอนนี้ในวัย 30 ปี ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงที่จะถูกดึงกลับมาโลดแล่นในพรีเมียร์ลีก โดยมีลิเวอร์พูล,เอฟเวอร์ตัน,และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจ

คาร์ล เจนกินสัน

มาถึงคนที่สาม คาร์ล เจนกินสัน ที่เป็นมีครอบครัวเป็นดายฮาร์ดแฟนของอาร์เซน่อลมาตั้งแต่เขายังเด็ก

คุณปู่ทวดของแบ็คขวาหน่วยก้านดีรายนี้ ถึงกับมีแผ่นหินสลักชื่อไว้ที่สุสานใน อาร์เมอรี่ สแคว์ บริเวณใกล้สนามเอมิเรตส์ สเตเดียม และจึงไม่แปลกเลยที่ครอบครัวของเขาจะเป็นสาวกตัวยงของอาร์เซน่อลต่อๆกันมา

ความฝันของเจ้าหนูคาร์ลเองก็หนีไม่พ้นการได้สวมเสื้อสีขาวแดงของอาร์เซน่อล และเขาก็ทำมันได้สำเร็จจริงๆ กับการใช้สโมสรโปรดด้วยกัน 70 เกม

อย่างไรก็ดีการเบียดแย่งตัวจริงของเจนกินสันมันไม่ได้ราบรื่นเอาเสียเลย เมื่อเขาตกเป็นตัวเลือกรองจากบาการี่ ซานญ่า และพอดาวเลือดน้ำหอมกำลังจะย้ายออกไป ก็ดันมีเฮคตอร์ เบเยรินที่หวือหวากว่าขึ้นมาแย่งตำแหน่งไปอีก

เจงโก้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตอนที่ถูกส่งยืมไปเวสต์แฮม แต่กลับติดปัญหาการรักษาความสม่ำเสมอ ทำผลงานน่าผิดในช่วงอยู่กับเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้เมื่อซีซั่น 2017-2018

จนมาปี 2019 น็อตติ้ง ฟอเรสต์จากเดอะ แชมเปี้ยนชิพคว้าตัวอดีตแบ็คขวาของอาร์แซน เวงเกอร์ไปร่วมทีมแบบไม่เปิดเผยค่าตัว ทั้งนี้เจ้าตัวได้ลงเล่นเพียงแค่ 15 เกมเท่านั้นตลอด 2 ซีซั่นกับเจ้าป่า

อเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด แชมเบอร์เลน

ดาวเตะน้องเล็กสุดของแก็งค์บริทิชคอร์ กับอเล็กซ์ อ็อกซ์เหลด แชมเบอร์เลนในวัย 27 ปี

ดิ อ็อกซ์ ถูกอาร์เซน่อลดึงตัวมาจากเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ พร้อมกับวี่แววการแข้งเกิดเป็นสตาร์คนใหม่ของเดอะ กันเนอร์ส ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่เปิดตัว ถึงขณะที่ว่ามาร์โก ฟาน บาสเท่น ตำนานลูกหนังโลกยังยกนิ้วบอกว่านี่คือเพชรเม็ดงามขนานแท้

ทั้งนี้ แม้ว่าจะเคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปีของ PFA เมื่อซีซั่น 2011-12 แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บที่ตามรังควานตลอดช่วง 2 ปีถัดมา ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถรักษาพัฒนาการอันต่อเนื่องได้ หนำซ้ำยังมาเข่าเดี้ยงเมื่อปี 2016 ส่งผลจำใจให้ต้องพลาดเป็นหนึ่งในขุนพลสิงโตคำรามลุยศึกยูโรทั้งน้ำตา

ทว่าในช่วงซัมเมอร์ปีเดียวกันแชมเบอร์เลนก็ได้สมหวังในความปราถนาเมื่ออาร์เซน่อลตอบตกลงรับข้อเสนอ 35 ล้านปอนด์จากลิเวอร์พูลในการคว้าตัวปีกร่างหนารายนี้ไปใช้งาน

ในช่วงท้ายซีซั่นแรกกับลิเวอร์พูล ดิ อ็อกซ์ได้รับบาดเจ็บที่เขาอย่างสาหัส ส่งผลให้เขาหายหน้าไปจากเกมในฤดูกาล 2018-19 เสียเป็นส่วนใหญ่ ก่อนจะกลับมาอีกครั้งเพื่อยกแมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์กับทัพหงส์แดง

คีแรน กิ๊บส์

มาถึงคนสุดท้ายกับคีแรน กิ๊บส์ ที่เพิ่งจะมีข่าวย้ายทีมไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

คีแรน กิ๊บส์สอดแทรกขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของเดอะ กันเนอร์สเมื่อปี 2011-12 ก่อนที่อีกสองซีซั่นถัดมาเขาจะยึดตำแหน่งตัวหลักในตำแหน่งแบ็คซ้ายของทีมได้เลย

กิ๊บส์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพกับอาร์เซน่อลด้วยกัน 3 สมัย ก่อนที่จะค่อยๆเสียตำแหน่งตัวจริงให้กับฟูลแบ็คจากแดนกระทิงอย่าง นาโช่ มอนเรอัลเมื่อปี 2015-16

เมื่อปี 2017 อดีตเด็กน้อยจากวิมเบิลดัน ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะย้ายออกจากลอนดอนเหนือเพื่อหาโอกาสที่ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอกับเวสต์บรอมวิช พร้อมกับไอ้ปืนใหญ่ที่ได้ค่าตอบแทนกลับไป 7 ล้านปอนด์

ทว่ากิ๊บส์และเดอะ แบ็กกี้ส์กลับต้องน้ำร่วงตกชั้นไปตั้งแต่ซีซั่นแรกที่ได้ร่วมงานกัน ก่อนที่จะช่วยฝ่าฟันกันจนสามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งในอีก 2 ซีซั่นต่อมา

และด้วยสัญญากับทัพมวยโลกที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่เดือน กิ๊บส์ในวัย 31 ปี ตัดสินใจออกผจญภัยอีกครั้ง คราวนี้เป็นดินแดนที่ห่างไกลและไม่คุ้นเคยอย่างสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับอินเตอร์ ไมอามี่ของเดวิด เบ็คแฮม หน้าร้อนนี้