ฌอง มาร์ค บอสแมน ชายผู้ปฏิวัติการซื้อขายในวงการฟุตบอล

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

อดีตมิดฟิลด์สัญชาติเบลเยียม ผู้ไม่อยู่เฉยจากการถูกเอาเปรียบโดยสโมสรต้นสังกัด และการต่อสู้ของเขาก็ทำให้วงการฟุตบอลนั้นเปลี่ยนไปตลอดกาล

เราอาจจะคุ้นชินกับเงื่อนไขการซื้อขายนักเตะในปัจจุบัน แต่ทว่าในสมัยก่อนนั้นการที่ย้ายทีมของผู้เล่นแต่ละคนมันมีอะไรที่ยุ่งยากว่าและดูเหมือนว่าสโมสรจะมีอิทธิพลต่ออนาคตผู้เล่นมากเกินไป

Jean-Marc Bosman speaks to Sky Sports News HQ 20 years on from landmark  ruling | Football News | Sky Sports

ย้อนไปในสมัยก่อนที่ “กฏบอสแมน” ยังไม่ถูกนำมาใช้ การที่ผู้เล่นจะย้ายทีมนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากทางสโมสรต้นสังกัดและสโมสรใหม่ไม่สามารถตกลงเรื่องค่าตัวของนักเตะให้ลงตัว แม้ว่าแข้งรายนั้นจะหมดสัญญาไปแล้วก็ตาม ซึ่งหากมองในมุมนักเตะแล้วเรื่องแบบนี้ค่อนข้างไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่

David Ginola: 'Jean-Marc Bosman should be wealthy but he has nothing' |  Soccer | The Guardian

และแล้วสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ฌอง มาร์ค บอสแมน อดีตมิดฟิลด์สัญชาติเบลเยียมที่อยู่ภายใต้สังกัด ลีแอช สโมสร ดิวิชั่นสองของเบลเยียม ที่ทำผลงานได้ดีจนไปเตะตาสโมสรอื่นๆ และนั่นทำให้เจ้าตัวอยากย้ายทีม

ในปี 1990 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ บอสแมน หมดสัญญากับสโมสรต้นสังกัด ดันเคิร์กสโมสรจากประเทศฝรั่งเศสได้กลายเป็นสโมสรที่ให้ความสนใจมิดฟิลด์รายนี้ โดยได้ยื่นข้อเสนอยืมตัวต่อ ลีแอช พร้อมกับเงื่อนไขในการซื้อขาดหลังจากผ่านไป 1 ปีด้วยค่าตัว 118,988 ยูโร พร้อมกับค่าเหนื่อย 2478 ยูโรต่อเดือน

ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ทาง ดันเคิร์ก ได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับสัญญาให้ทาง ลีแอช เพื่อจะคว้าแข้งรายนี้มาร่วมทีม แต่ทาง ลีแอช กลับไม่ตอบกลับข้อเสนอนั้นเนื่องจากทางสโมสรคาดการณ์ว่าทาง ดันเคิร์ก จะไม่สามารถหอบเงินถึงเงินถังมาสู่ขอแข้งรายนี้ได้ตามข้อตกลง เพราะในขณะนั้นสโมสรจากฝรั่งเศสประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก

อย่างไรก็ตามด้วยเหตุการณ์ที่กล่าวข้างต้นทำให้ดีลดังกล่าวไม่เกิดขึ้นและมันก็ส่งผลกระทบอย่างหนักกับชีวิตค้าแข้งของ ฌอง มาร์ค บอสแมน เพราะแม้ว่าจะหมดสัญญาไปแล้วแต่ตามกฏเดิมที่ระบุไว้ว่าหากสโมสรต้นสังกัดไม่ไฟเขียวนักเตะก็ไม่สามารถย้ายทีมได้ และนั่นก็ทำให้เขาต้องทนร่วมงานกับ ลีแอช ต่อไป

“มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

“ผมมองว่ามันผิดกฎหมายชัดเจน”

“ผมไม่เซ็นสัญญาฉบับใหม่ ผมก็ยังเป็นนักเตะให้กับลีแอซ ผมรับไม่ได้หรอกที่จะพลาดโอกาสรับเงินมากกว่าจากสโมสรอื่น” บอสแมน เปิดใจกับสื่อ

หลังจากดีลของ ดันเคิร์ก ไม่เกิดขึ้นทำให้ บอสแมน ที่ไม่สมหวังในการย้ายทีมยังโดนต้นสังกัดตั้งค่าตัวของเขาสูงขึ้นถึง 4 เท่าซ้ำยังถูกลดค่าเหนื่อยลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นในทีมชุดหลักอีกต่อไป ซึ่งอย่าลืมว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาทั้งๆ ที่หมดสัญญากับสโมสรไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าชีวิตค้าแข้งของเขาถูก ลีแอช สโมสรต้นสังกัดกลั่นแกล้งอย่างหนัก

“ผมเป็นพลเมืองยุโรป ฉะนั้นผมก็สามารถย้ายงานได้อย่างเป็นอิสระเหมือนคนยุโรปคนอื่นๆ “

จากคำกล่าวนี้ทำให้ บอสแมน ตัดสินใจออกมาต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม โดยในปี 1990 เขาได้ยื่นฟ้องต่อศาลประเทศเบลเยียมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากสโมสร ลีแอช แต่ทว่าทางสมาคมฟุตบอลเบลเยียมได้ยื่นอุทธรณ์และนั่นทำให้คำตันสินออกล่าช้าออกไป 1 ปี โดยเขาสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระในเดือนพฤษภาคมปี 1991

Bosmann-Urteil: Jean-Marc-Bosman lebt heute von Sozialhilfe - DER SPIEGEL

แม้ว่าจะชนะคดีไปแล้วในปี 1991 แต่การรับค่าชดเชยในปี 1992 ก็มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะเขาถูกปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชย และนั่นทำให้ บอสแมน ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งและครั้งนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตกว่าเดิมเพราะเขาได้ยื่นฟ้องต่อศาลสหภาพยุโรปในเดือนมิถุนายนปี 1995 โดยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์

How Jean-Marc Bosman changed football's transfer system - FIFPRO World  Players' Union

จากคำตัดสินของศาลอียู ฌอง มาร์ค บอสแมน กลายเป็นผู้ชนะคดีและนั่นทำให้โฉมหน้าวงการฟุตบอลได้เปลี่ยนไปตลอดกาลเพราะทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่าและสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติเห็นดีเห็นงามให้เปลี่ยนแปลงกฏการซื้อขายเสียใหม่โดยนักเตะสามารถเลือกคุยและตกลงกับสโมสรใหม่ได้อย่างอิสระหากสัญญากับสโมสรต้นสังกัดเหลือไม่ถึง 1 ปี และหากสัญญาหมดก็สามารถย้ายทีมได้โดยไม่ต้องมีค่าตัวใดๆ โดยได้มีการตั้งชื่อกฏการซื้อขายตามชื่อของชายผู้เปลี่ยนแปลงว่า “กฏบอสแมน”