‘ช่วงเวลาหนึ่งในขุมนรก’ : การปรับตัวของแฟนบอลในวันที่ยักษ์ใหญ่ร่วงตกชั้น..

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

แทบจะทุกสโมสรบนโลกที่ต้องเวียนว่ายอยู่กับความสำเร็จและความล้มเหลว ไม่มีอะไรการันตีว่าคุณจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าสม่ำเสมอได้ตลอดไป เปรียบเสมือนกับของเล่นโยโย่ที่ต้องมีขึ้นและลง ความปลื้มปิติยินดี ความทุกข์ใจเสียน้ำตา การเลื่อนชั้นตกชั้น ล้วนแต่เป็นธรรมชาติของวัฏจักรฟุตบอล

แต่เคยสงสัยไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบรรดาแฟนบอลของสโมสรที่เรียกตัวเองว่า ‘ทีมใหญ่’ เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับโชคชะตาที่พาทีมรักต้องตกชั้นลงไปในดิวิชั่นที่ต่ำกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตตราบเท่าที่จำความได้?

ฟุตบอลก็เหมือนเรื่องราวหนึ่งในสังคมที่เรามักจะได้ยินเรื่องราวของไฮโซถังแตก จุดพังพินาศของคนรวยก่อนกลับสู่รากหญ้า และวงการลูกหนังเองก็มีเหตุการณ์ที่เทวดาพลัดตกสวรรค์ ต้องร่วงลงมาเล่นในระดับชั้นพีรามิดที่พวกเขาไม่ปราถนาเหมือนกัน

ในช่วงต้นฤดูกาลปี 2019-2020 เรามีโอกาสได้เห็นอดีตแชมป์ยุโรปและมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลเยอรมันอย่างฮัมบูร์ก เอสเฟา ผลัดตกลงเล่นนอกลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังกล่ำกลืนกับฤดูกาลแห่งการค่อยๆถดถอยและสถานการณ์หวุดหวิดมากมาย ที่ส่งผลให้พวกเขาร่วงจากบุนเดสลีก้าลงมาเล่นในลีกรองอย่างน่าช้ำใจ

ไดโนเสาร์ตัวสุดท้ายของบุนเดสลีก้า มีอันต้องร่วงตกชั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จนได้ จนแฟนบอลรับไม่ได้ถึงขั้นปาพลุลงมาในสนามด้วยความไม่พอใจ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามฟุตบอลเยอรมันอย่างใกล้ชิด อาจจะนึกไม่ออกเลยว่านี่คือการตกชั้นหนแรกของสโมสรอันเก่าแก่อย่างฮัมบูร์ก ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความปวดใจให้แฟนบอลไม่น้อยกับการต้องเสียสถิติที่ภาคภูมิใจมาตลอดแบบไม่มีวันได้คืน

การตกชั้นครั้งนั้นได้นำมาสู่ความสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยาก แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ได้แนบความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเดิมด้วยเช่นกัน สิ่งที่ต้องปรับตัวคือการเดินทางของเหล่าสาวก ที่ค้นพบว่าตัวเองจะต้องเดินทางไปในสถานที่หรือสเตเดียมที่แปลกตา ไม่ว่าจะเป็นชุมชนหรือเมืองที่แต่ก่อนจะเป็นเพียงแค่จุดพักรถเพื่อคลายความเหนื่อยล้าก่อนออกเดินทางต่อสู่ปลายทางเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค , ดอร์ทมุนด์ หรือ เลเวอร์คูเซ่น มารู้ตัวอีกทีบัดนี้สถานที่เหล่านั้นได้กลายเป็นสังเวียนเกมนอกบ้านของพวกเขาไปเสียแล้ว

ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี ที่สโมสรฮัมบูร์กและแฟนบอลที่นั่น รักษาความภาคภูมิใจของพวกเขาในฐานะทีมที่โลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดเมืองเบียร์ตลอดกาล เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นหน้าเป็นตาทุกวันนี้ได้ล้มลงไปไม่เหลือ กับรสชาติขื่นขมในวันที่ต้องโบกมือลา ถึงขนาดที่ว่าสโมสรมีการนำเอานาฬิกามาแขวนไว้ที่ สนามโวล์คสปาร์คสตาดิโอน เพื่อแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาอันยาวนานที่ได้ผจญภัยบนศึกบุนเดสลีก้า “54 ปี กับอีก 261 วัน”

มาที่สาวกคู่ปรับกันบ้าง คู่อริร่วมเมืองของพวกเขาอย่าง ซังต์ เพาลี และ แวร์เดอร์ เบรเมน ต่างดีใจและมีความสุขอย่างมากที่ได้เห็นสโมสรที่ถูกเรียกว่า ‘ไดโนเสาร์ประจำบุนเดสลีก้า’ ต้องถึงวันสูญพันธุ์

ซึ่งสำหรับซังต์ เพาลี มันหมายความว่า ดาร์บี้เมืองฮัมบูร์กจะกลายเป็นเกมลีก จากที่แต่ก่อนนี้ ต้องรอให้โคจรมาเจอกันในบอลถ้วยกว่าจะถึงวันปะทะ ด้านสาวกซังต์ เพาลี โดยเฉพาะกลุ่มอุลตร้า ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความดุดันเลือดร้อน พวกเขารอเวลานี้มานานแล้วที่จะได้ลั่นกลองรบต่อหน้าคู่รักคู่แค้นในทุกๆปี การตกชั้นมาสู่บุนเดส 2 ของฮัมบูร์กช่วยดึงดูดความสนใจให้ลีกได้มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะกับกระแสภายในประเทศ เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะได้เกมดาร์บี้ที่ทุกคนรอคอยกลับมาสู่แผนที่แดนไส้กรอกอีกครั้ง

แต่ด้วยประวัติศาสตรอันยิ่งใหญ่ที่อดีตเคยสร้างมา ทำให้สโมสรระดับฮัมบูร์กไม่ได้มีฐานแฟนบอลเพียงแค่ในตัวเมืองของพวกเขาหรือแม้แต่แค่ในเยอรมันเท่านั้น ยังมีแฟนบอลของสโมสรนี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งการตกชั้นก็ได้ส่งผลโดยตรงต่อพวกเขา ที่จะหาช่องทางติดตามดูทีมโปรดยากขึ้นหลายเท่า การชมเกมถ่ายทอดสดจากถูกจำกัดทันทีโดยเฉพาะกับแฟนบอลในต่างแดน

‘เบลค’ หนึ่งในแฟนบอลของ’สิงห์เหนือ’ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าเขาต้องเจอความยากลำบากในการติดตามการถ่ายทอดสดของฟุตบอลลีกรองเยอรมันระหว่างใช้ชีวิตในแดนลุงแซม “ในวันที่มีการแข่งขัน ทางบุนเดสลีก้าจะมีการถ่ายทอดสดเกมใหญ่ให้ดูทุกคู่ แต่สำหรับ บุนเดสลีก้า 2 อีเอสพีเอ็นจะถ่ายทอดสดเพียงแค่เกมเดียวจากลีกรองนี้ โชคดีที่พวกเขาเลือกคู่ของฮัมบูร์กบ่อยหน่อย แต่ก็ไม่เสมอไป”

หากพูดถึงการตกชั้นลงไปเล่นลีกรอง มันง่ายมากที่คุณจะตัดสินว่ามันไม่สนุก หรือมองว่าการตกชั้นนี่มันแย่เหมือนกับถูกผลักตกลงไปในหลุมนรก แต่เมื่อถึงเวลาแข่งจริง พอต้องเชียร์ทีมรักของคุณขึ้นมาจริงๆ การเปิดใจอาจทำให้คุณลืมเรื่องร้ายๆเหล่านั้นแล้วลุกขึ้นมาสนุกกับมันก็ได้

เหมือนดังเช่นสาวกสิงห์เหนือ ที่เปิดฤดูกาลใหม่ในลีกใหม่ แต่ไม่ได้แสดงความห่อเหี่ยวใจหรือเบื่อหน่ายออกมาแต่อย่างใด ช่วงเดือนตุลาคมของปีแรกที่ตกชั้นลงมา พวกเขาโชว์ฟอร์มโหดถล่มสตุ๊ตการ์ทเละเทะ 6-2 ในเกมแย่งชิงตำแหน่งจ่าฝูง จริงๆแล้วยังมีอะไรให้ทีมและแฟนบอลได้สู้ต่อ นี่ไม่ใช่จุดจบ การตกชั้นไม่ใช่การยุบสโมสรหรือโดนเนรเทศออกจากการแข่งขัน อีกอย่างที่สำคัญคือ ไม่มีการการันตีว่าคุณจะได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปภายใน 1 ปี การตกชั้นลงมาเพียงปีเดียวและสามารถกลับขึ้นไปเลย ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งความสม่ำเสมอและแพสชั่นความุ่งมั่นในการทำภารกิจอันยากให้สำเร็จ มีหลายทีมทำได้ และอีกหลายทีมที่ทำไม่ได้

โชคร้ายของฮัมบูร์กที่พวกเขาเป็นอย่างหลัง ฟอร์มที่ไม่เข้าฝักในช่วงท้ายซีซั่น ส่งผลให้สโมสรต้องจบนอกอันดับพื้นที่เพลออฟ นั่นหมายความว่าการผจญภัยในลีกรองของพวกเขาจะต้องดำเนินต่อไป

สโมสรฮัมบูร์ก เอสเฟาจับมือเป็นพันธมิตรอย่างแน่นแฟ้นกับเรนเจอร์สตลอดช่วงปี 70s และนอกจากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาช้านานแล้ว พวกเขายังเป็นสโมสรใหญ่ประจำชาติตัวเองที่ได้ลิ้มลองประสบการณ์การลงเล่นนอกลีกสูงสุด การกระเด็นออกจากวงโคจรของเรนเจอร์สค่อนข้างมีที่มาต่างจากฮัมบูร์ก พวกเขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องผลงานในสนาม แต่กลับเป็นเรื่องการจัดการด้านการเงินที่ล้มเหลว

ทีมดังแห่งเมืองขี้เมา โดนวิกฤติสภาพคล่องทางการเงินเล่นงาน กลายเป็นทีมถังแตกถูกเพื่อนร่วมลีกโหวตให้ต้องลงไปเริ่มต้นใหม่ในลีกระดับล่างสุดของประเทศ หรือ ดิวิชัน 3

หลังจากผงาดคว้าแชมป์ สก็อตติช พรีเมียร์ลีกหนแรกในรอบทศวรรษ โชคชะตาของเรนเจอร์สก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ย้อนกลับไปเพียงเมื่อ 8 ปีก่อน สโมสรต้องเผชิญเรื่องราวเลวร้าย ถูกโหวตกลับลงไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ดิวิชั่น 3

รอสส์ คิลวิงตัน หนึ่งในแฟนบอลตัวยงของเรนเจอร์ส สรุปเรื่องราวความรู้สึกในช่วงนั้นว่าเปรียบเสมือนการต่อสู้กันระหว่าง ผู้คน VS สโมสรฟุตบอลเรนเจอร์ส เมืองเล็กๆตามชนบทที่สโมสรบ้านๆเหล่านั้นตั้งอยู่ จะออกมาต้อนรับแฟนบอลของเรนเจอร์สอย่างอบอุ่น การที่สโมสรระดับท็อปของประเทศอย่างเรนเจอร์สออกไปเยือนเมืองต่างๆที่ไม่คุ้นเคย ทำให้บรรยากาศท้องถิ่นคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น สนามฟุตบอลในลีกล่างกลับมีแฟนบอลแน่นหนาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ลี นีเวลล์ นักเขียนบทความ From the Stands บนเว็บไซท์ของเรนเจอร์ส บอกเล่าถึงประสบการณ์การติดตามสโมสรระหว่างการเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ว่า “ในหลายเกมที่เราออกไปเยือน ผมเห็นถึงความป่าเถื่อน”

“เอลกิน อีสต์ สเตอร์ลิ่งเชียร์ ? พวกเราพาตัวเองมาอยู่ในจุดนี้ได้ยังไงวะ?”

“แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ แม้ว่าการตัดสินปรับตกชั้นจะทิ่มแทงจิตใจพวกเขาจนเหมือนตายทั้งเป็น แต่แฟนบอลของเรนเจอร์ส ก็ยังพร้อมใจที่จะเดินทางไปทั่วสก็อตแลนด์ไม่ว่าใกล้หรือไกลสุดขอบเพื่อสนับสนุนและติดตามทีมของพวกเขาเหมือนเดิม”

นีแวลล์เล่าถึงความจริงที่ว่า ด้วยปริมาณของแฟนบอลเรนเจอร์สที่มีอยู่เยอะ ทำให้พวกเขาแห่กันตามไปเชียร์ทีมรักในทุกสนาม โดยที่ไม่สนใจหรือแคร์แฟนเจ้าบ้านเลยแม้แต่น้อย “พวกเขาจะมีแฟนบอลไม่ค่อยเยอะหรอก(แฟนเจ้าบ้าน) เราไปที่ไหนก็จะไปสร้างความแออัดที่นั่น ผมจำได้ว่าเราเคยออกไปเยือนสเตอร์ลิ่ง อัลเบี้ยนแล้วแพ้ แฟนบอลเจ้าบ้านในสนามเงียบกริบ เพราะที่นั่นมีแต่สาวกเรนเจอร์สทั้งนั้น พวกเขาอยู่จมอยู่ท้ายตารางตอนนั้น จะเอาอะไรมาก ขนาดผู้จัดการทีมยังไม่อยู่ที่ม้านั่งสำรองเลย เพราะวันนั้นเป็นวันแต่งงานของเขาพอดี”

แล้วมันให้ความรู้สึกยังไงกับแฟนบอลเจ้าบ้านละ? ถ้าเกิดวันหนึ่งสโมสรยักษ์ใหญ่ต้องเดินทางมาเล่นที่สนามฟุตบอลในละแวกบ้านคุณ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1973 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถูกปรับตกชั้นลงมาอยู่ในดิวิชั่น 2 หรือเพียงแค่ 6 ปีหลังจากที่พวกเขาสมหวังในนัดชิงชนะเลิศศึกยูโรเปี้ยน คัพ

ทิม ฮาร์ทลี่ย์ นักเขียนและแฟนบอลดาร์ดิฟฟ์รุ่นเก่าแก่ ย้อนเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกในสนามฟุตบอล ที่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างนักเตะฮีโร่ระดับท้องถิ่น ฟาดแข้งกับบรรดาซูเปอร์สตาร์ระดับประเทศ โดยเกมดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการถ่ายทอดสดให้ดูทุกครัวเรือนแบบในทุกวันนี้ การจะได้ชมฝีเท้าของนักเตะระดับท็อปเหล่านี้ พวกคุณจะต้องชิงพื้นที่ยืนในสนามให้ได้ “หลายคนลืมไปแล้วว่าการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาเยือนมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เราจะเห็นพวกเขาได้ก็จากนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ ไม่เคยได้เห็นตัวเป็นๆมาก่อน”

ทัพปีศาจแดงไม่ได้โด่งดังแค่เรื่องในสนาม แฟนบอลของพวกเขาเวลาออกไปเยือนก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแสบ การมีพฤติกรรมฉาวและความรุนแรงไม่ได้เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะช่วงยุคกลางของปี 70s ที่ถูกยกให้เป็นยุคของ ฟุตบอลฮูลิแกนนิสซึม หรือพวกอันธพาลลูกหนังครองเมือง หน้าหนังสือพิมพ์ช่วงนั้นจะเต็มไปด้วยเรื่องราวของอันธพาลและเหล่าแฟนบอลฮูลิแกนที่นิยมชมชอบการเกเรใช้กำลัง

ท้ายที่สุดแล้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยังเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่วันยันค่ำ พวกเขาเลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดในฐานะแชมป์ ในขณะที่คาร์ดิฟฟ์กลับตกชั้นลงไปอีก ‘ช่วงเวลาสั้นๆในขุมนรกของพวกเขาได้จบลงแล้ว’

การชิงความเป็นขาใหญ่ประจำเมืองมาดริด ย่อมหนีไม่พ้นสองสถาบันฟุตบอลชื่อดังอย่างเรอัล และ แอตเลติโก้ แต่ดูเหมือนจะเป็นทัพราชัน ชุดขาวที่เป็นฝ่ายข่มคู่ปรับร่วมเมืองของพวกเขามาโดยตลอด พร้อมตรอกคำว่า กาลาติกอส เพื่อสร้างสัญลักษ์แห่งการเป็นดรีมทีมของฟุตบอลแห่งราชวงศ์ ในขณะที่ทัพทัพตราหมีก็มักจะอยู่ใต้ร่มเงาความยิ่งใหญ่ของเรอัล มาดริดเสมอ

ในระหว่างที่ทั่วโลกกำลังเฉลิมฉลองการครบรอบสหัสวรรษเมื่อปี 2000 แอตเลติโก้ มาดริดกลับปาดน้ำตาบนแก้มของพวกเขา เมื่อพบว่าตัวเองจะต้องตกชั้นหล่นลงไปเล่นเซกุนด้า ดิวิชั่น หรือเพียง 4 ปีหลังจากที่เถลิงความยิ่งใหญ่กับดับเบิ้ลแชมป์สุดยิ่งใหญ่

พวกเขากลายเป็นอีกทีมที่ถูกส่งลงไปใช้ชีวิตช่วงสั้นๆในขุมนรก แม้ว่าจะเป็นความล้มเหลว แต่สโมสรก็ได้สร้างความแปลกใหม่ไม่น้อยตลอดปีที่ต้องลงเล่นนอกลีกสูงสุด

แม้ว่าจะถูกยกย่องให้เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสเปน หากไม่นับรวมสองยักษ์แห่งเอล กลาซิโก้ แต่แอต. มาดริดก็ไม่ใช่ทีมหน้าใหม่เลยเมื่อต้องรับมือกับคำว่าผิดหวัง อีกหนึ่งฉายาที่พวกเขาไม่ได้อยากได้อย่าง เอล พูปาส หรือในความหมายแปลว่า ‘ต้องคำสาป’ นั้นมีที่มาจากความปราชัยต่อบาเยิร์น มิวนิคในเกมยูโรเปี้ยน คัพนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 1974 พวกเขามีประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกว่าจำนวนความพ่ายแพ้ผิดหวังมีมากพอๆกันกับวันที่สมหวัง และโชคร้ายที่มันได้กลายเป็นหนึ่งในตัวตนของสโมสรจนคนจำติดตาไปแล้ว

ใครก็บอกว่านี่จะต้องเป็น 1 ปีในนรกของทัพตราหมี ราคาตั๋วเข้าชมเกมก็ต้องปรับลดลงตามระเบียบ แฟนบอลในสนามก็คงหายไปไม่น้อย จากความผิดหวังและอับอายทีทีมใหญ่ระดับนี้ดันมาตกชั้น แต่เปล่าเลย จำนวนผู้เข้าชมเกมในสนาม วิเซนเต้ กัลเดร่อน ช่วงที่เล่นในเซกุนด้ามันกลับมากแซงตอนที่เล่นบนลา ลีก้าเสียอีก พวกเขาทุบสถิติการจำหน่ายตั๋วปีถล่มทลายในปีที่ตกชั้น! นี่ไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นหรือพบเห็นได้ทั่วไป แต่มันคือสัญญาณที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นที่เหนียวแน่นจากแฟนๆ ที่ซาบซึ้งเข้าใจว่าสโมสรแอตเลติโก้ มาดริด นั้นมีความหมายมากกว่าผลการแข่งขันแพ้ชนะ

และจากการที่พวกเขาไม่สามารถกระโดดกลับขึ้นไปลีกสูงสุดได้ทันทีในปีเดียว ตำนานสโมสรอย่าง หลุยส์ อราโกเนสได้ถูกดึงตัวกลับมาคุมทัพอีกครั้ง ควบคู่กับมือขวาในอนาคตของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อย่าง เกอร์มัน “โมโน” เบอร์กอส

การร่วมงานของทั้งสองคนเหมือนเทวดาที่ยื่นมือลงมาช่วย แอตเลติโก้ มาดริด ให้รอดพ้นจากขุมนรกในความพยายามหนที่สอง เป็นอันเกิดสโลแกนจากแฟนบอลว่า “เราจับมือพวกคุณระหว่างอยู่ในขุมนรก และพวกคุณก็ดึงเรากลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์”

สำหรับแฟนบอลหลายๆคน พวกเขาจดจำแชมป์เซกุนด้าในครั้งนั้นได้ขึ้นใจและให้ค่ามันไม่แพ้แชมป์ลา ลีก้าเมื่อปี 1996 , 2014 หรือ 2021 ความยิ่งใหญ่ของมันที่ไม่เหมือนใครคือสัญลักษณ์แห่งความอดทน ความ สามัคคี และการเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างสโมสรกับแฟนบอลที่รักทีมเข้าเส้น ซึ่งเป็นอะไรที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของทัพตราหมีได้เป็นอย่างดี

ทริปเดินทางไป Fuente de Neptuno หรือ น้ำพุแห่งเนปจูน คือเส้นทางขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ของแอต.มาดริดที่ปฏิบัติกันมาทุกครั้งหากสโมสรคว้าแชมป์ พวกเขามีเพลงที่ร้องฉลองการเลื่อนชั้นกลับสู่ลา ลีก้าที่แต่งขึ้นมาใหม่สดๆร้อนๆ พร้อมถึงที่หมายที่จุดแลนด์มาร์กของเมืองมาดริด

และที่พลาดไม่ได้ก็คือการปรากฏตัวของ ลูกรักอันแสนหวงแหนของแฟนแอตเลติโก้ มาดริด เด็กหนุ่มนามว่า เฟอร์นานโด ตอร์เรส ที่เป็นทั้งนักเตะและแฟนตัวยงของสโมสร เป็นหนึ่งสักขีพยานในวันนั้น และเขาเองก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าความสำเร็จนี้มันมีความหมายต่อทุกคนที่รักสโมสรนี้มากแค่ไหน

นอกจากทีมที่เราได้กล่าวถึงแล้ว ก็ยังสโมสรใหญ่อีกหลายสโมสรที่ต้องผ่านช่วงเวลาผลัดตกสวรรค์ มีไม่น้อยที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมากหลังจากเลื่อนชั้นกลับมา เพราะได้รับประสบการณ์ล้ำค่ากลับไป สิ่งที่เราพยายามจะสื่อก็คือ ช่วงเวลาสั้นๆในขุมนรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกทีม ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน อาจจะสร้างความผิดหวังบ้าง แต่ก็ไม่สามารถลบความคาดหวังและศรัทธาจากแฟนบอลที่รอวันเวลาที่สโมสรเหล่านั้นจะฟื้นตื่นและนำพาพวกเขากลับขึ้นสู่สวรรค์พร้อมรอยยิ้มอีกครั้งในอนาคต