‘จอห์น โอเคน’ สมาชิก Class of ’92 ที่ถูกลืม เมื่อพรสวรรค์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับอาการออทิสติก!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

จอห์น โอเคน หนึ่งในสมาชิกของแก๊งค์วัยคะนองในอดีตอย่าง Class of ’92 ย่างเท้าไม่ถึงฝันจากอาการออทิสติกที่เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการ วันนี้เขาได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัว การได้รับแรงซัพพอร์ตจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน การพบปะกับ เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ หรือแม้แต่เหตุผลที่อาชีพดูแลผู้ป่วยนั้นเหมาะสมกับเขามากกว่าการห้ำหั่นกับคู่แข่งบนพื้นสนามสีเขียว

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่โอเคนย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพื่อซบ เอฟเวอร์ตันเมื่อปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจากความปราถนาของตัวเขาเอง ทั้งๆที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้หยิบยื่นข้อเสนอใหม่ให้แล้ว แต่เจ้าตัวก็เลือกที่จะหันหลังให้กับมัน

“เขารู้ว่าผมมีดีแค่ไหน” โอเคน กล่าว

“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงหยิบยื่นสัญญาให้ผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาพูดกับผมเสมอว่า ‘จริงๆแล้วนายเก่งกว่า แกรี่ เนวิลล์ อีกนะ แต่นายแค่ต้องจัดการกับสิ่งที่อยู่ในหัวให้ได้’ ”

“แต่สุดท้ายผมกลับไม่ได้ถูกดึงไปทางนั้น”

นี่คือหนึ่งในหัวเรื่องของบทสนทนาที่อยู่ในหนังสือ Bursting the Bubble : Football, Autism & Me เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตนักฟุตบอลของเขาในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 ที่ไม่เอื้ออำนวยกับคนที่มีอาการผิดปกติทางสมองแบบเขา จนกระทั่งถูกวินิจฉัยว่ามีอาการออทิสติกตอนอายุขึ้นเลข 4

คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวในบีบีซีเกี่ยวกับการเป็นผีพนันของ คีธ กิลเลสพี อดีตดาวเตะปีศาจแดงที่ติดการพนันอย่างหนักจนสามารถออกหนังสือที่ชื่อ How Not To Be A Football Millionaire แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า เล่นฟุตบอลยังไงเพื่อไม่ให้เป็นมหาเศรษฐี

จะบอกว่าโอเคนก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในบ่อนนั้นกับเขา..

หรือเหตุการณ์อันโด่งดังที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ปรากฏตัวที่งานปาร์ตี้ ก่อนตวาดฤทธิ์ ‘ไดร์เป่าผม’ สุดโหดใส่ ไรอัน กิ๊กส์ และ ลี ชาร์ป ?

โอเคนจริงๆ แล้วก็ซ่อนตัวอยู่ข้างบนบ้านด้วย..

แม้เรื่องที่กล่าวมาจะเป็นวีรกรรมสุดแสบในอดีต ที่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของคนอื่น แต่สำหรับเส้นทางของตัวโอเคนเอง มันกลับมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้น

นี่คือชายที่มีความสุขกับการค้าแข้งอยู่กับ ไฮด์ ยูไนเต็ด มากกว่าการไปเป็นสตาร์ภายใต้แสงสปอตไลท์บนพรีเมียร์ลีก

นี่คือชายที่ต้องต่อสู้กับความผิดปกติที่อยู่ในหัวสมอง จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้ค้นพบคุณค่าในตัวเองว่าการทำงานในแผนกดูแลผู้ป่วยนั้นสามารถเป็นความสุขให้เขาได้มากกว่าการวิ่งขึ้นลงในสนามฟุตบอล

มีนักฟุตบอลหลายต่อหลายคนที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บ้างสมหวัง และมีไม่น้อยที่ผิดหวัง โอเคนเป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่านี่กลับไม่ใช่เรื่องราวทั่วๆของเด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยล้มเหลวภายใต้ยูนิฟอร์มปีศาจแดง

โอเคน คือนักเตะในตำแหน่งแบ็คขวาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชุดก้องวงการอย่าง Class of ’92 หรือดาวรุ่งเจ้าของชุดแชมป์เยาวชนปี 1992 ที่เรารู้จักกันดี อีกทั้งเขายังเป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มที่ได้ลงเล่นในเกมความทรงจำอย่างวันที่เจอแอสตัน วิลล่า และเผื่อใครยังไม่ทราบ โอเคนนี่แหละคือรูมเมทคนสนิทของ เดวิด เบ็คแฮ่ม ในทีมเยาวชนปีศาจแดงคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพในปี 1992 โดยที่โอเคนเล่นแบ็คขวา

เขาโดนแกรี่ เนวิลล์ ปล้นความสำเร็จในชีวิตไปหรือเปล่า?

“มันเป็นมุกตลกที่กลุ่มเพื่อนของผมใช้หยอกล้อกัน” โอเค กล่าวพร้อมหัวเราะ “แกรี่ ไม่ทำแบบนั้นแน่นอน จริงไหม? เรื่องนี้ผมเข้าอกเข้าใจมันดีอยู่แล้ว”

ไม่เหมือนกับเนวิลล์ โอเคนเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์ติดตัวมาโดยธรรมชาติ แกรี่ทำงานอย่างหนักเพื่อพาตัวเองขึ้นไปถึงจุดสูงสุด และแน่นอนว่าผลพลอยได้จากความพยายามของเนวิลล์ ได้สร้างปัญหาให้โอเคนไม่น้อย

เขามองตัวเองเป็นเหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีความบกพร่องด้านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร ร่วมกับพฤติกรรมที่เป็นแบบแผนซ้ำๆ จนบางครั้งมันได้ดูดซับเอาพลังงานจากตัวเขาไปจนเกือบหมด

“ด้านเทคนิคไม่เคยเป็นปัญหา แต่อีกด้านของฟุตบอลต่างหากที่ฆ่าผม ผู้จัดการทีมและนักฟุตบอลคนอื่นๆ คิดว่า ผมเป็นคนสบายๆ ออกแนวขี้เกียจ มีเทคนิคดี แต่เหมือนผมลอยอยู่ในอวกาศ”

“อีกชื่อเล่นที่ยูไนเต็ด คือ จอห์นนี โคเคน พวกเขาคิดว่าผมเล่นโคเคน เพราะผมมีอาการเช่น ตากระตุก มีอาการไม่อยู่นิ่งมากเป็นพิเศษ ผมเคยไปที่ห้องทำงานของเฟอร์กี้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งนั่นไม่ปกติ แต่ผมคิดว่า เขารู้ว่าผมมีปัญหาในบางเรื่อง และผมต้องการคนที่เหมือนพ่อที่สามารถคุยด้วยได้ “

“มันเป็นอีกอย่างที่ผมต้องคอยจัดการและรับมือให้ได้เวลาอยู่ในสนาม การขยับตัวหรือเคลื่อนที่ที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ มันมาจากจิตใต้สำนึก ผมมีความคิดบ้าๆพวกนี้อยู่ในหัวตัวเองตลอดเวลา มันไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล มันเป็นเรื่องสมอง”

เขาเงียบไปพักหนึ่ง..

“มันแค่มีบางอย่างแปลกไป”

การลงเล่นของเขาในเกมดวลกับแอสตัน วิลล่า ในฐานะตัวสำรอง ผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งโอเคนและเบ็คแฮมถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในครึ่งหลัง แต่ดูเหมือนการลงเป็น 11 ตัวจริงในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกกับ โรโตร์ วอลโกกราด ต่างหากที่มีความท้าทายมากกว่าเป็นไหนๆ

จู่ๆโอเคนก็ตกใจขึ้นมาที่เห็นชื่อของตัวเองลงเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา เขาตื่นตระหนกอย่างสุดขีด จนเดินไปบอกกับเฟอร์กี้ว่า เขาจะต้องเล่นแบ็คซ้ายไม่ใช่แบ็คขวา พร้อมขอให้กุนซือชาวสก็อตแลนด์ช่วยสลับตำแหน่งของเขากับฟิล เนวิลล์ในช่วงก่อนเกมเริ่มเขี่ยไม่กี่อึดใจ

การตัดสินใจสลับตำแหน่งครั้งนั้น ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับนักเตะที่อันตรายที่สุดในทีมของคู่แข่ง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 26 ของเกมคืนนั้น

“ขาทั้งสองข้างของผมหยุดทำงาน”

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นคนที่คอยสนับสนุนเขาแทบจะทุกด้านตราบเท่าที่ช่วยได้ ในขณะที่ เอริค คันโตน่าเองก็มักจะบอกกับเขาเสมอถึงความสำคัญในการเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปเลียนแบบหรือเอาอย่างใครอื่น แม้ประโยคสวยงามเหล่านั้นจะเป็นเรื่องที่สร้างความมั่นใจให้กับคนคนหนึ่งได้ แต่ในความเป็นจริง นั่นไม่ใช่สารที่โอเคนได้รับจากคนส่วนมากในวงการฟุตบอลหรอก

“คุณจำเป็นต้องทำตัวให้เป็นเหมือนหุ่นยนต์เข้าไว้ คุณจะต้องกิน นอน และหายใจออกมาเป็นฟุตบอล แต่เดิมที่แล้วผมแค่ไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมไม่ได้อินกับการที่ต้องมาเป็นหุ่นยนต์ มันไม่ใช่ว่าผมไม่จริงจังกับฟุตบอล แต่มันแค่มีเรื่องอื่นๆแทรกเข้ามาในหัวผม”

“ผมค่อนข้างจะไปทางจิตวิญญาณที่อิสระมากกว่า มันมีที่มาจากคุณแม่ของผม ถ้ามีใครทำเรื่องแย่ๆใส่ผม ผมก็จะโต้ตอบกลับทันที ฟังแล้วมันก็เหมือนเป็นคนที่มีทัศนคติก้าวร้าว ซึ่งคุณไม่สามารถทำแบบนั้นได้ในโลกฟุตบอล คุณจะต้องก้มหน้าตอบใช่เข้าไว้”

“ผมมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้หากมีอาชีพเป็นนักฟุตบอล คุณจะต้องทำตามในสิ่งที่โค้ชสั่ง พวกเขาจะปฏิบัติกับคุณเหมือนกับคุณเป็นเด็กทารก และผมไม่ได้เป็นแบบนั้น”

อย่างไรก็ตามเขากลับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอีกหนึ่งอดีตยอดโค้ชในตำนานของเอฟเวอร์ตันอย่าง ฮาร์เวิร์ด เคนดอลล์

“เขาเป็นสุดยอดแห่งเจ้านายคน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการย้ายออกจาก ยูไนเต็ด ถึงไม่ใช่หายนะเลวร้าย มันกลายเป็นความรู้สึกตื่นตนตื่นใจเสียอีก เป็นความท้าทายใหม่ แถมยังได้อยู่กับผู้จัดการทีมที่ต้องการตัวผม”

แต่หลังจากผ่านสถานการณ์สุดระทึกที่เอฟเวอร์ตันรอดพ้นจากการตกชั้นอย่างหวุดหวิดในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล มีบางความคิดในสมองที่สั่งการให้เขาเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น วัลเตอร์ สมิธ ผู้สืบทอดงานต่อจาก เคนดอลล์ ไม่ได้อยากจะใช้งานโอเคน และมันได้ทำให้เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มเข้าสู่คำว่าหลงทาง เขาย้ายไปร่วมงานกับ แซม อัลลาไดซ์ ที่โบลตัน และกับสตีฟ แม็คแมน ที่แบล็คพูล

ในช่วงวัย 28 ปี หรือนับได้ 5 ปีหลังจากที่เขาปฏิเสธสัญญาจากมือของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โอเคนพาตัวเองมาถึงจุดที่ได้รับเสียงโห่จากแฟนๆของแบล็คพูลเอง เส้นทางอาชีพลูกหนังของเขามันอธิบายเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วนอกเสียจากอวสาน

“ผมออกมาจากที่นั่น และก็เริ่มถามตัวเองว่า ผมมาทำอะไรที่นี่? โปรโยคเดิมๆ คำเดิมๆ มันเวียนเข้ามาในหัว ผู้รู้สึกเบื่อ ผมรู้สึกไม่อยากแยแสกับอะไรทั้งสิ้น ผมก็เล่นคิดง่ายๆคือแขวนสตั๊ดไปเลยจบ”

สิ่งต่างๆที่ผ่านมาทำให้เขาได้ทบทวนตัวเอง จนได้มาเจอกับบ้านหลังใหม่ที่ ไฮด์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลกึ่งอาชีพ ตั้งอยู่ที่เมืองไฮด์ในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เขาได้รับการชักชวนให้ลองโผล่ไปซ้อมฟุตบอลที่นั่นดู และไม่ทันไรเขาก็ได้ค้นพบความสนุกในสิ่งที่เรียกว่าฟุตบอลอีกครั้ง

“ผมเริ่มเกลียดฟุตบอลและผู้คน ฟุตบอลโหดร้ายถ้าหากคุณอยู่ในทีมที่ไม่ต้องการคุณ พวกเขาจะทำกับคุณเหมือนขยะ และทำให้คุณหมดแรง การไปอยู่ที่ไฮด์ ผมรู้สึกเหมือนเป็นอิสระ ไม่มีความกดดัน ผมแค่ลงไปเล่นฟุตบอล โดยที่ไม่ได้มีใครมาสั่งให้ผมทำอะไร”

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโอเคนถึงยังไม่ตัดการเป็นนักฟุตบอลออกจากชีวิตตัวเอง เพราะเขาเจอความสบายใจที่ตามหามานาน

“มันเป็นเพราะเรื่องสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้ตอบโจทย์กับชีวิตผม ผมอยากจะทำผลงานให้ดีตอนที่ผมลงไปเล่น แต่ผมแค่ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำสิ่งที่มากกว่า ผมแค่ไม่อินกับมัน”

ก่อนที่เราจะด่วนสรุปลักษณะนิสัยใจคอของเขา ว่าเขาเป็นคนไม่เอาโลก ลองหันมาดูกันก่อนว่าเขาใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไรบ้าง หลังหันหลังให้วงการลูกหนังที่เขาขาดแพสชั่น

“แผนกดูแล เป็นงานที่คุณจะต้องอยากทำจริงๆถึงจะอยู่ได้ ถ้าคุณไม่อยากทำตั้งแต่แรก คุณจะเกลียดมันแน่นอน เพราะนี่มันไม่ใช่งานสำหรับคนจิตใจอ่อนไหว”

“คุณจะต้องเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีและมีความอดทนสูง สิ่งที่ผมทำอยู่ ส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปจะทำไม่ไหว”

“แม้กระทั่งตอนนี้ หลายๆคนก็ยังมาถามผมนะ ว่าทำไมผมถึงมาทำตรงนี้? ก็แล้วทำไมผมถึงไม่ควรอยู่ตรงนี้ละ? ผมแต่รู้สึกว่ามันมอบความสบายใจให้ผมได้มากเท่านั้นเอง”

โอเคนโชคร้ายเหมือนกันที่คนในสมัยก่อนไม่ได้เปิดใจและเข้าอกเข้าใจคนที่มีอาการป่วยทางจิตเวชเหมือนกับในสมัยนี้

“ถ้าเป็นสมัยนี้พวกเขาคงมีวิธีจัดการกับอาการของผมได้ดีกว่าที่ผมเจอมา ตอนนั้นมันโหดร้ายจริงๆ”

และก็น่าเสียดายที่อาการป่วยทางสมองได้ทำให้เขาไปได้ไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆที่เขาเองในตอนนั้นก็มีอนาคตที่สดใส พร้อมที่จะขึ้นมาเป็นสตาร์ดังเบียดกับบรรดาปีกชั้นนำของลีกอยู่เหมือนกัน

“มาร์ค โอเวอร์มาร์ส เก่งเหมือนกับอยู่คนละลีคกับทุกคนอย่างงั้นแหละ” อดีตเยาวชนปีศาจแดงเผย

แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความทรงจำอะไรมากมายไว้เล่าเป็นฉากๆ ทว่ามันกลับมีรูปถ่ายที่บ้านของเขารูปหนึ่งที่มีความหมายและเป็นที่ภาคภูมิใจสำหรับเหลือเกินกับวันวานที่ไม่อาจย้อน

มันเป็นรูปถ่ายของเขากับบรรดาเพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมตรงกลางคือบุคคลสำคัญของโลกอย่าง เนลสัน แมนเดล่า โดยโอเคนได้มีโอกาสพบปะกับมหาบุรุษแห่งแอฟริกาใต้ ในตอนที่ทัพปีศาจแดงเดินทางออกไปทัวร์ดินแดนกาฬทวีปเมื่อปี 1993 ช่วงนั้นเบ็คแฮ่มและโอเคนถูกเรียกขึ้นไปเล่นกับทีมชุดใหญ่พอดิบพอดี

“ผมกับเบ็คส์ตื่นเต้นมากที่จะได้ไปเที่ยวพักร้อน บางครั้งคุณก็หลงลืมสิ่งที่คุณได้พบเจอและสิ่งที่คุณได้ทำ คุณต้องรับเข้ามาแต่สิ่งที่น่ายินดีไม่ใช่ทุกอย่างที่เข้ามา”

โอเคนพูดหยอกล้อว่า ตอนนี้เบคแฮ่มติดเงินเขาเป็นล้านปอนด์ จากคำสัญญาในตอนวัยรุ่น ว่าระหว่างเขาทั้งสอง ถ้าหากมีใครสักคนไปไม่ถึงฝันไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์ อีกคนที่ก้าวขึ้นไปเป็นดาวเตะชื่อดังจะต้องหยิบยื่นมามาช่วยอีกคน

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องมาเสียใจภายหลัง แม้ว่าเจ้าตัวจะเคยจับงานเป็นแมวมองให้ยูไนเต็ดมาบ้างแล้ว แต่ก็เหมือนในวันวานที่เขาเคยขาดแพสชั่นกับฟุตบอล โอเคนไม่ได้มีความกระหายอยากจะหันมาเอาดีด้านโค้ชแต่อย่างใด

“ผมย่อมอยากเห็นลูกตัวเองเติบโตมากกว่าลูกคนอื่นอยู่แล้ว”

อีกทั้งเจ้าตัวยังยอมรับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่ว่าจะต้องมีการรียูเนี่ยนอีกครั้งของแก๊งค์ Class of ’92 เกิดขึ้น เพราะไม่ได้รู้สึกอินอีกต่อไป

“เราเคยทำหนังด้วยกันแล้ว ไหนจะมีพรหมแดงอีก ผมว่าผมคงพอกับมันแล้วละ”

“ผมมีความสุขกับชีวิตตัวเองกับครอบครัวผมแล้ว นี่คือเหตุผลที่ผมยังหายใจ ผมไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว”

แม้ว่าวันวานการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของโอเคนจะผ่านล่วงเลยมานาน แต่สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้จากบทสัมภาษณ์ก็คือ เขายังคงเป็นคนที่ทำตามใจตัวเองและใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องการให้ใครมาบ่งการเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย…