ขวัญใจมหาชน! ‘สิงโตคำราม’ กับความหวังที่ฝากบ่นบ่าดาวรุ่งในยูโร 2020!

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

หลังจากอกหักจากความหวังสูงสุดในศึกฟุตบอลโลกปี 2018 อังกฤษกลับมาอีกครั้งด้วยแววตาที่มุ่งมั่นกว่าเดิม หวังยุติ 55 ปีแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่เคยสัมผัสโทรฟี่ลงในศึกยูโร 2020 กลางเดือนนี้

ความฝันที่จุดประกายขึ้นตามสโลแกนสุดป๊อปที่บอกว่า ‘ Football is coming home’ หรือ’เราจะเอาฟุตบอลกลับบ้าน’ เกิดขึ้นและถูกพูดถึงจนติดปากเมื่อขุนพลทีมชาติอังกฤษสามารถสร้างผลงานเหนือความคาดหมายทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ก่อนจะปราชัยต่อรองแชมป์อย่างโครเอเชียและจบอันดับที่ 4 ในที่สุด

ทัพทรี ไลอ้อนส์ ไม่ได้หยุดความตื่นเต้นไว้ที่รัสเซีย พวกเขายังเดินหน้าต่อยอดความหวังในการเบียดขึ้นเป็นมหาอำนาจของยุโรปต่อไป เริ่มจากการรักษามาตรฐานทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศรายการเนชั่นส์ ลีกเมื่อปี 2019 พร้อมกับเบนเป้าหันไปโฟกัสกับการผ่านเข้าไปเล่นในศึกยูโรให้ได้ หลังทราบว่าสังเวียนนัดชิงจะถูกจัดแข่งขันกันไม่ใช่ที่อื่นไกล แต่เป็นสนามเวมบลี่ย์ของพวกเขาเอง

และก็เป็นไปตามที่แฟนบอลคาดหวังจะเห็น ลูกทีมของเซาท์เกตสามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวในรอบคัดเลือก คว้าแชมป์กลุ่มด้วยการเก็บชัยชนะถึง 7 จากทั้งหมด 8 นัดเหนือสาธารณรัฐเช็ก,โคโซโว,บัลแกเรียและมอนเตเนโกร จะมีจุดด่างพร้อยเดียวก็ต้องมาเสียท่าแพ้เช็กไปนัดนึง ไม่งั้นคงนิยามคำอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘เพอร์เฟ็ค’

ความตื่นเต้นของทีมชาติอังกฤษในยุคนี้มันถูกสร้างขึ้นและรักษาความต่อเนื่องยาวมาหลายปีกับแนวทางการทำทีมของเซาท์เกตที่พร้อมจะให้โอกาสดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้ามามีส่วนร่วมกับทีม ไม่ได้สนว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมาจากสโมสรไหน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทัวร์นาเม้นยูโร 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอังกฤษคือทีมที่น่าจับตามองมากที่สุดในทัวร์นาเม้น พวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุด แต่นี่คือกลุ่มนักเตะที่ประกอบไปด้วยดาวรุ่งมากมายหลายคนที่กำลังรอวันเติบโตขึ้นมาเป็นอนาคตแห่งวงการลูกหนังยุโรปทั้งนั้น

อังกฤษเป็นที่จับตามองของแฟนบอลทั่วโลกตั้งแต่ทัวร์นาเม้นยังไม่เริ่ม ทุกคนเฝ้ารออยากเห็นสิงโตคำรามชุดนี้ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะมีใครหลุดใครไปต่อ จนกระทั่งแกเร็ธ เซาท์เกตตัดสินใจประกาศรายชื่อพร้อมกับตัดตัวแข้งจาก 33 คนที่เลือกไว้ตอนแรกให้เหลือ 26 คนสำหรับศึกยูโร 2020 รอบสุดท้าย

ไม่นับเมสัน กรีนวู๊ดที่ถอนตัวออกไปแล้วก่อนหน้า ผลปรากฏว่าเจสซี่ ลินการ์ดที่โชว์ฟอร์มไฟลุกกับเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง ถูกตัดตัวออกจากแก็งบู๊ยูโรอย่างน่าเสียดาย ร่วมกันกับ เบน ไวท์,อารอน แรมส์เดล,ออลลี่ วัตส์กิน,เจมส์ วาร์ด-เพราซ์ ,และเบน ก็อดฟรี่ย์

นักเตะที่โดดเด่นและน่าจับตามองของอังกฤษก่อนยูโร 2020 จะรูดม่านเปิดฉาก

ผู้รักษาประตู : ดีน เฮนเดอร์สัน

อย่างที่รู้ว่าจอร์แดน พิคฟอร์ด คือนายทวารที่ยึดตำแหน่งตัวจริงทีมชาติอังกฤษมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชนิดที่เรียกว่ากอดเสาไม่ปล่อย เพราะมันไม่ได้มีใครสามารถขึ้นมาเทียบเคียงหรือโดดเด่นจนเหนือกว่าชัดเจนไปทุกด้านขนาดนั้น

ซึ่งนั่นมันแต่ก่อน.. วันนี้อังกฤษมีดีน เฮนเดอร์สันที่ดูแล้วมีแววจะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับมือกาวทอฟฟี่ หรือเผลอๆจะดีกว่าเสียด้วยหากได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในยูโรครั้งนี้

เฮนเดอร์สันทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกครั้งที่เขาได้รับโอกาสในสีเสื้อผีแดง ซึ่งดูเหมือนเขาจะได้ครอบครองหัวใจของโซลชาที่แต่ก่อนนี้เอะอะอะไรก็มีแต่เด เคอา ไปเรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายแล้วถ้าเฮนเดอร์สันได้เป็นตัวจริง ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับทีมชาติอังกฤษ แต่ถ้าไม่… อย่าลืมการมีผู้รักษาประตูฝีมือเยี่ยมไม่แพ้กันถึงสองคนอยู่ในทีม ย่อมส่งผลดีต่อแคมป์ซ้อมอยู่แล้ว ยังไงถ้าพิคฟอร์ดยังเป็นที่ไว้ใจของเซาท์เกตเหมือนเช่นเคย ดีนก็ยังเป็นอนาคตของทีมชาติอังกฤษเจนใหม่นี้ได้เสมอ

กองหลัง : แฮร์รี่ แมคไกวร์

ต่อเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าหากดีน เฮนเดอร์สันเกิดผลิกโผได้โอกาสลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริงขึ้นมา การมีเพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่าง แฮร์รี่ แมคไกวร์ ยืนอยู่ข้างหน้าย่อมช่วยเรื่องความคุ้นเคยและการทำหน้าที่ของเขาได้ไม่มากก็น้อย

แฮร์รี่ แมคไกร์ยังคงเป็นเซ็นเตอร์แบ็คคนโปรดในแผงหลังสามของเซาท์เกตอย่างไม่เสื่อมคลาย พร้อมกับความคาดหวังลึกๆว่ากัปตันปีศาจแดงจะสามารถโชว์ฟอร์มออกมาได้น่าทึ่งเหมือนตอนช่วงบอลโลกที่รัสเซีย

ทว่าแมคไกวร์กำลังเผชิญปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บและเรียกความฟิต อีกทั้งยังติดปัญหาเรื่องมาตรการกักตัว หลังเดินทางกลับมาจากประเทศโปแลนด์จากศึกยูโรป้า ลีกนัดชิงชนะเลิศที่แมนฯยูพ่ายบีญาร์เรอัล ทำให้ตอนนี้ยังไม่สามารถเดินทางมาสมทบกับเพื่อนร่วมทีมได้

อดีตเจ้าเวหาจากเลสเตอร์ ซิตี้ มีความอันตรายสูงในเรื่องลูกกลางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นในยามช่วงชิงทำประตูหรือเกมรับที่ต้องอาศัยจังหวะตัด แมคไกวร์ก็จะเป็นคนนั้นที่คอยจัดการความเรียบร้อยและเป็นคีแมนย์ของอังกฤษชุดนี้ แต่ก่อนอื่นก็ต้องช่วยกันภาวนาให้เจ้าตัวหายดีและเรียกความฟิตกลับมาได้ไวๆ

รักแค่ไหน คิดเอาว่าเซาท์เกตยอมเลือกแมคไกวร์ไปลุยยูโรทั้งๆที่ยังบาดเจ็บ ในเคสที่แย่ที่สุดเลยก็คือไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว แต่ถึงกระนั้นเองเซาท์เกตก็ยังยืนยันว่าการมีแมคไกวร์อยู่ในทีมเฉยๆนั้นก็สามารถปรับบรรยากาศภายในห้องแต่งตัวให้คึกคักขึ้นมาได้แล้ว

\

กองกลาง : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

เช่นเดียวกันกับแมคไกวร์ นี่เป็นนักเตะที่ใครหลายคนมองว่าน่าจะตกรถสำหรับไปยูโรแน่นอน จากอาการบาดเจ็บที่เจ้าตัวทุกข์ใจมาตลอด ทว่าบัดนี้เฮนเดอร์สันสามารถกลับมามีชื่อในทีมแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการเร่งความฟิตว่าเขาจะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องรีบหน่อย เนื่องจากเหลือไม่ถึงสองสัปดาห์แล้วที่ทัวร์นาเม้นจะเปิดฉากคิกออฟ

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กัปตันหงส์แดงรายนี้สามารถเข้ามาเพิ่มเติมสร้างแรงกระตุ้นให้แผงมิดฟิลด์สิงโตดูมีชีตชีวาขึ้นมาก นิสัยกัดไม่ปล่อย เลือดนักสู้และภาวะความเป็นผู้นำสูงของเฮนเดอร์สันจะเป็นกุญแจสำคัญในการพาขวัญใจมหาชนทีมนี้ไปถึงความสำเร็จ

ทีมชาติอังกฤษเจนใหม่นี้เปี่ยมไปด้วยนักเตะดาวรุ่งมากมายในทีม แน่นอนว่าคำชี้แนะ แบบอย่างและประสบการณ์ของเฮนโด้จะช่วยเหลือพวกเขาได้มาก ไม่ว่าบทบาทในยูโรครั้งนี้เป็นตัวจริงหรือเป็นเพียงแค่อะไหล่ก็ตาม

กองหน้า : แฮร์รี่ เคน

ยอดทีมจากแดนผู้ดีเต็มไปด้วยนักเตะตัวริมเส้นพรสวรรค์สูง แต่พวกเขาจะไม่สามารถสร้างบาดแผลให้แนวรับของคู่ต่อสู้ได้เลยหากปราศจากดาวยิงระดับเวิลด์ คลาสอย่างแฮร์รี่ เคน คอยยืนค้ำหอก

กัปตันแห่งทัพทรี ไลอ้อนส์ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของอังกฤษในรอบหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นดาวซัลโวสูงสุด ซัด 6 ประตู คว้ารางวัลรองเท้าทองคำในฟุตบอลโลกปี 2018 ไปนอนกอดที่บ้านอย่างสบายใจ

อย่างไรก็ตามจากวันนั้นผ่านมาแล้ว 3 ปี ไวเหมือนโกหก แฮร์รี่ เคนยังคงโหดเหี้ยมและเฉียมคมเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีการเล่นของเขาต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทที่แปลกตาภายใต้การบัญชาของโฆเซ่ มูรินโญ่อดีตกุนซือไก่เดือยทอง

เคนไม่ใช่กองหน้าประเภทยืนค้ำข้างหน้า รอคอยชะเง้อมองบอลที่เพื่อนจะป้อนมาให้ เขาสามารถปิดบัญชีจังหวะจบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาด และที่สำคัญอาวุธเด็ดคือการถอยตัวเองลงมาล้วงบอลต่ำ เพื่อเปิดโอกาสและพื้นที่ให้บรรดาปีกความเร็วจรวดอย่างเแรชฟอร์ด,สเตอร์ลิ่งและซานโช่ ได้แสดงอภินิหารพลังไฟฟ้ากันอย่างเต็มที่

รายชื่อผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ 26 คนชุดลุยศึกยูโร 2020

ผู้รักษาประตู : 1 จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), 13 ดีน เฮนเดอร์สัน (แมนยูฯ), 23 แซม จอห์นสโตน (เวสต์บรอมวิช อัลเบียน)

กองหลัง  : 2 ไคล์ วอล์คเกอร์, 5 จอห์น สโตนส์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), 3 ลุค ชอว์ (แมนยูฯ), 6 แฮร์รี แม็กไกวร์ (แมนยูฯ), 12 คีแรน ทริปเปียร์ (แอตเลติโก มาดริด), 15 ไทโรน มิงส์ (แอสตัน วิลลา), 16 คอเนอร์ โคดี (วูล์ฟแฮมป์ตัน), 21 เบน ชิลเวลล์, 24 รีซ เจมส์, (เชลซี), 22 เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

กองกลาง : 4 ดีแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), 7 แจ็ค กรีลิช (แอสตัน วิลลา), 8 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล), 14 คัลวิน ฟิลลิปส์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), 19 เมสัน เมาท์ (เชลซี), 20 ฟิล โฟเดน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้),  25 บูกาโย ซากา (อาร์เซนอล), 26 จูด เบลลิงแฮม (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)

กองหน้า : 9 แฮร์รี เคน (สเปอร์ส), 10 ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้), 11 มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนยูฯ), 17 เจดอน ซานโช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), 18 โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน (เอฟเวอร์ตัน)

เซาท์เกตออกมาปกป้องการตัดสินใจในการเลือกผู้เล่นแบ็คขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

เริ่มแรกเซาท์เกตใช้การเรียกนักเตะเข้ามาร่วมแคมป์ก่อนถึง 33 คน ซึ่งจุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือตำแหน่งแบ็คขวาที่ใครๆก็มองว่าจะต้องสร้างความหนักใจต่อเซาท์เกตในตอนตัดตัวแน่นอน ทีมชาติอังกฤษชุดนี้มีตัวเลือกในตำแหน่งดังกล่าวเยอะแยะไปหมด แถมคุณภาพก็ไม่ได้แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์,ไคล์ วอร์ดเกอร์,คีแรน ทริปเปียร์,รีซ เจมส์,และอารอน วาน บิสซาก้า

สุดท้ายเซาท์เกตเลือกผู้เล่นแบ็คขวาไปลุยยูโรถึง 4 คน ซึ่งก็คือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์,ไคล์ วอร์ดเกอร์,คีแรน ทริปเปียร์และรีซ เจมส์ จนโดนแฟนบอลและสื่อแซวยกใหญ่ ว่าจะเล่นแต่ฝั่งขวาปล่อยซ้ายโล่งหรือไง? หรือบ้างก็สงสัยว่าจะเอาไปทำอะไรเยอะแยะขนาดนั้น เพราะยังมีนักเตะดีๆอีกหลายคนที่ถูกมองข้ามซึ่งควรเอาไปด้วยอย่างแพทริค แบมฟอร์ด หรือแดนนี่ อิงส์

ซึ่งเซาท์เกตจังหวะนี้ก็ไม่ได้ระคายหู ออกมาปกป้องการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมให้เหตุผลว่าคนที่ตนเลือกมานั้นสามารถเล่นได้หลากหลาย และล้วนแต่เป็นแข้งสารพัดประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทริปเปียร์ที่สามารถรับผิดชอบได้ทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวา หรือเทรนท์ที่เหมาทั้งฟูลแบ็ค,วิงแบ็คและมิดฟิลด์ ขณะที่รีซ เจมส์เองสามารถประจำได้ทั้งวิงแบ็คและถอยลงไปยืนหลังสามได้ด้วย

ผู้จัดการทีม : แกเร็ธ เซาท์เกต

เมื่อปี 2016 เซาท์เกตถูกแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษด้วยเหตุผลและสถานการณ์ที่ค่อนข้างพิลึก เข้ามารับงานต่อจากแซม อัลลาไดซ์ ที่ดำรงค์ตำแหน่งก่อนหน้าด้วยเวลาอันน้อยนิด

การแต่งตั้งเซาท์เกตถูกมองข้ามและสบประมาทพอสมควร ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำทีมออกมาในรูปแบบไหน ประสบการณ์ก็น้อย แบบนี้จะไปได้สักกี่น้ำกัน ผลงานที่สามารถย้อนไปดูได้ก็มีการดูแลทีมชาติอังกฤษชุดเยาวชนที่ดูจะใกล้เคียงที่สุดแล้ว เรื่องประสบการณ์ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เหมาะสม กับสโมสรเคยคุมทีมแค่กับมิดเดิลสโบรห์ไม่กี่ซีซั่น แถมยังพาทีมตกชั้นและโดนไล่ออกในฤดูกาลสุดท้ายอีกต่างหาก

หลังจากวันนั้นที่หลายคนดูถูกและสบประมาทอย่างไม่ให้เกียรติ สองปีต่อมาในซัมเมอร์ปี 2018 เซาท์เกตกลายเป็นฮีโร่ของบรรดาแฟนบอลอังกฤษ พาทัพสิงโตที่เขาภาคภูมิใจทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี มอบความสุขในการชมเกมทีมชาติให้กลับมาสู่ประเทศตัวเองอีกครั้ง จากการที่ไม่ได้สัมผัสการผ่านเข้ารอบลึกในทัวร์นาเม้นใหญ่แบบนั้นมาเนิ่นนาน

ทว่าทุกอย่างมันก็ไม่ได้สวยหรูราบรื่น หรือถูกใจทุกคนไปเสียหมด เซาท์เกตถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับสถิติเวลาเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เหนือกว่า ซึ่งเขามักจะทำได้ไม่ดี หรือแม้แต่การเลือกตัวมาติดทีมชาติที่พักหลักมีให้ต้องมึนงงสงสัยกันประจำ อย่างไรก็ตามแม้บางอย่างจะขัดใจสาวกไปบ้าง แต่เซาท์เกตก็ยังยืนหยัดเป็นกุนซือและผู้นำของทีมชาติอังกฤษจนมาถึงตอนนี้

แทคติค

เซาท์เกตปลื้มแผนหลังสามของตัวเองจนมันฝังเข้าไปในเส้นประสาท แน่นอนว่าเขาจะต้องยึดระบบนี้ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2018 เพราะมันได้ช่วยทีมให้รอดในยามต้องการเอาไว้หลายต่อหลายหน

ส่วนใหญ่อังกฤษจะยึดแผงหลังสามไว้ให้แน่น และคอยขึ้นเกมจากวิงแบ็คสองข้าง เพื่อให้แน่ใจว่าลูกทีมจะคอยพาบอลไปข้างหน้าและสนับสนุนเกมรุกแบบไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางคู่หูกองกลางที่ออกไปทางเซฟๆ อย่าง คีแดลน ไรซ์และเมสัน เมาท์ ที่จะคอยทำให้พวกตัวริมเส้นทั้งหลายไม่ต้องมาคอยพะวงหลัง

ในฟุตบอลโลกปี 2018 ทริปเปียร์จัดการเฉิดฉายเปิดบอลอย่างกับร่างทรงเดวิด เบ็คแฮม มาคราวนี้อังกฤษมีอีกสองตัวเลือกที่น่าสนใจและอันตรายไม่แพ้กัน นั่นคือเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ รีซ เจมส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายหลังที่คุ้นเคยกับบทบาทหน้าที่นี้ดี จากการเรียนรู้วิชามาจากโธมัส ทูเคิ่ลที่เชลซี ในขณะที่อีกฝั่งหายห่วงได้เลยเมื่อมีลุค ชอว์,เบน ชิลเวลล์และบูกาโย้ ซาก้าคอยเป็นตัวเลือกให้เซาท์เกตหยิบจับใช้สอยตามความเหมาะสม

การเติมเกมริมเส้นของบรรดาวิงแบ็คจะช่วยให้สามประสานแดนหน้าสามารถฮุบเข้าไปทำเกมข้างในได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่แฝงความอันตรายทั้งในตำแหน่งปีกและหน้าเป้า การประสานงานแบบมองตารู้ใจและการจบสกอร์จะเป็นจุดเด่นของอังกฤษ โดยที่แรชฟอร์ดและฟิล โฟเด้นจะต้องผนึกกำลังนัดกันท็อปฟอร์มให้ได้ทั้งคู่ เพื่อเปิดทางให้เคนหนีตัวประกบลงมาล้วงบอลต่ำ อาจจะต่ำถึงเส้นกลางสนาม เพื่อเปิดพื้นที่ว่างสองข้างให้เพื่อนร่วมทีมสามารถเลี้ยงจี้เข้ามาเพื่อโจมตี แทนที่เขาจะไปยืนรอบอลท่ามกลางแผงหลังที่จะจ้องปิดตายหอกไก่เดือยทองรายนี้อยู่แล้ว

ความสวยงามในตัวสามประสานแดนหน้า นอกจากจะเกิดจากนักเตะที่มีความเร็วและเทคนิคแพรวพราวแล้ว ระบบที่ใช้เป็นหลักอย่าง 3-4-3 ยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็น 3-4-1-2, 3-4-2-1 หรือแม้แต่ 3-5-2 ได้อย่างง่ายดาย ขึ้นอยู่กับการรับมือคู่แข่งที่เจอ ซึ่งถ้าหากต้องการจะยับยั้งเกมรุกที่ร้อนแรงของอังกฤษ การปิดตายสามประสานแดนหน้าคงไม่พอ วิงแบ็คตัวแสบทั้งสองข้างก็ต้องถูกหยุดให้อยู่ด้วย